คำตัดสิน
ล่วงเข้าสู่เดือนสุดท้ายปลายปีสภาพอากาศโดยรวมก็คือเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นที่บ้านของเพเนียสก็ไม่ได้หนาวจนเกินไปหิมะนานๆ ทีถึงจะตก(บางปีก็คือไม่ตกเลยก็มี) หรือถ้าตกก็ไม่ได้หนามากแต่อย่างใด
และอีกอย่างก็คือเพเนียสปิดเทอมแล้วนั่นเองพร้อมด้วยผลการเรียนที่ออกมาเป็นที่น่าพอ ไม่มากจนอยู่อันดับต้นๆแต่ก็ไม่น้อยจนรู้สึกหดหู่ขาดกำลังใจ
นอกจากเรื่องเรียนที่กำลังไปด้วยดีเรื่องงานเองก็ไม่น้อยหน้า หลังจากที่เพเนียสได้นามสกุลต่อท้ายเพิ่มมาอีกอย่างนอกจากจะเป็นสตรีมเมอร์มือใหม่ นักธุรกิจรุ่นเยาว์ นักแต่งเพลง(เพราะเพลงที่เพเนียสดึงมาใช้ล้วนมีชื่อเขาร่วมแต่งพร้อมเพวิสด้วยเสมอ)ตอนนี้ยังมีตำแหน่งผู้ชนะเลิศจากการแข่งขันทำอาหารต่อท้ายอีกทำให้ความนิยมในตัวเขาเพิ่มขึ้นไปอีก และอีก อีก อีกเพราะตอนนี้งานที่ติดต่อเข้ามาไม่น้อยหน้าคนเป็นพี่ชายเลย จะน้อยกว่าหน่อยก็เพราะไม่มีงานเกี่ยวกับการร้องเพลงนั่นแหละเขาก็มีเลือกงานโฆษณาที่น่าสนใจบ้างเป็นบางตัวหรือตามเวลาที่พอจะทำได้
ไหนจะสินค้าตัวใหม่ๆที่ทางทริพเพิลพี ยัมมี่ ฟู้ดส์ ได้เปิดตัวออกมาเรื่อยๆ ตามแผนที่กำหนดไว้อีกเรียกได้ว่าขายดิบขายดี คนรู้จักไปทั่วบ้านทั่วเมืองกันเลยทีเดียว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่กำลังเป็นที่นิยมอย่าง หุ่นยนต์ทำอาหาร ที่มีชื่อสุดน่ารักว่า พี่เกลือกับ น้องน้ำตาล ที่ยอดขายและยอดสั่งซื้อสูงมากๆ หลังจากที่ออกตัวไปตอนแรก ตอนนี้ได้มีการลงสูตรอาหารให้ได้โหลดไปใช้เพิ่มแล้วไม่เท่านั้นยังมีบริษัทผลิตหุ่นยนต์อีกหลายแห่งที่ยื่นข้อเสนอหุ่นยนต์รุ่นและรูปแบบต่างๆมาให้พวกเขาได้เลือกอีกด้วย ซึ่งเรื่องนั้นอาจจะต้องรอหุ่นยนต์ทำอาหารรุ่นต่อที่อาจจะเปลี่ยนบริษัทผู้ผลิตก็ได้แต่นี่รุ่นแรกพึ่งออกไปได้ไม่ถึงปีเลยไม่อยากให้ผู้บริโภครู้สึกว่าพวกเขาเน้นค้าเอาแต่กำไรจนเกินไปเพราะเท่าที่มีสูตรอาหารให้โหลดซื้อไปใช้ก็ได้เม็ดเงินไม่น้อยแล้ว
เพราะเพเนียสและเพวิสไม่ได้ขึ้นชื่อเรื่องหน้าเงินจนเกินไป!
หรือว่าจะเป็นบีมการ์เดนที่ไม่ได้อยู่ในบริษัททริพเพิลฯเพราะบีมการ์เดนก็ดำเนินการเองโดยพนักงานของบีมการ์เดนเองกิจการก็เป็นไปได้ด้วยดีทีเดียว ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในสิ่งที่ขึ้นชื่อของดาวทอลูไปแล้วและเหมือนได้ข่าวว่าเริ่มมีผู้ประกอบการรายอื่นกำลังทำตามแล้วด้วยเหมือนกันซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ได้สร้างแรงกดดันหรือเคร่งเครียดอะไรมากนักเพราะบีมการ์เดนยังมีอาหารที่ยังเป็นสูตรลับอยู่ ถ้าไม่ได้มาที่นี่ก็ไม่ได้กินอยู่ดี และทางบีมการ์เดนเอง ก็มีแพลนว่าจะเพิ่มสาขาอยู่เหมือนกันคงเป็นเร็วๆ นี้แหละ รอติดตามต่อไปได้เลย สาวกบีมการ์เดนอย่าพลาด!!
และส่วนชีวิตในตอนนี้ของเพเนียสนั้นตอนนี้...
แหมะ แหมะ
“ฮึ ฮือๆๆ”เพเนียสหนีออกจากห้องมานั่งกอดเข่าอยู่บันไดในตึกคนเดียวเงียบๆ ก่อนจะร้องไห้ออกเขาบอกคนอื่นว่าจะมาเข้าห้องน้ำ แต่จริงๆ แล้ว แค่อยากปลีกตัวออกมาอยู่คนเดียวเงียบๆสักพัก เนื่องจากด้านในผู้คนเยอะเอามากๆ ไม่อยากเผยความอ่อนไหวต่อหน้าพวกเขาเท่าไหร่
หยดน้ำตาที่ไหลออกมากับเสียงสะอื้นเบาๆ ของเขา ไม่อาจหลบหนีจากคนอื่นได้ หากแต่ว่าก็ยังไม่มีใครเดินเข้ามาปลอบใจ ยังปล่อยให้เขาได้ใช้เวลาคนไปก่อนเดียวสักพัก...
“ฮึก... ฮือๆๆ” เหตุที่เพเนียสต้องมานั่งร้องไห้แบบนี้ก็เพราะ
วันนี้คือการขึ้นศาลครั้งสุดท้ายแล้วก่อนที่คดีความการฟ้องร้องเรื่องใช้ความรุนแรงและพยายามฆ่าเพเนียสจะสิ้นสุดลงและก่อนหน้านี้คำตัดสินของศาลก็ออกมาแล้วเป็นที่เรียบร้อย
กลุ่มคนที่เคยทำร้ายเพเนียสที่ได้ทำการฟ้องร้องไปตั้งแต่ปีที่แล้ว แวะเวียนมาขึ้นศาลอยู่หลายครั้งทีมทนายก็พยายามสรรหาหลักฐานให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
สุดท้ายแล้วผลแห่งความพยายาม และความถูกต้องก็สัมฤทธิ์แล้ว
เพเนียสชนะคดีส่วนกลุ่มคนเหล่านั้น ก็ถูกตัดสินโทษไปตามสมควรและแตกต่างกันไปตามการกระทำที่มากน้อยของแต่ละตัวบุคคลหลังจากที่อยู่ในห้องตัดสินคดีนานหลายชั่วโมงก็ได้ข้อสรุปที่เป็นธรรมแก่เพเนียสเขาตีหน้านิ่งรับฟังคำตัดสิน มีบ้างที่มีเผลอขบปากตัวเองหรือบีบมือแน่นในหลายๆครั้ง แต่หลังจากที่ทุกอย่างจบลง เขากลับหลบมานั่งร้องไห้คนเดียว...
เหตุที่ร้องไห้ไม่ใช่ไม่สมหวังกับคำตัดสิน แต่เป็นเพราะว่าเขารู้สึกว่าตัวเองได้ปลดออกจากบ่วงนี้จริงๆ แล้วคนผิดได้รับโทษเสียทีหลังจากที่วิ่งเต้นกันอยู่นาน เขาดีใจมากๆ จนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่แบบนี้มันเป็นทั้งน้ำตาแห่งความเศร้าโศกหนทุกท้ายที่จะปล่อยมันออกมาให้หมดไป น้ำตาแห่งความพยายามแห่งความกล้าหาญ และอื่นๆ ที่มีตีตื้นขึ้นมา จนเขาไม่อาจกักเก็บมันไว้ได้แต่ไม่อยากให้ใครต้องมาเจอภาพนี้ของเขา เลยต้องหลบมาอยู่ตรงนี้
เพวิสที่หยุดยืนนิ่งอยู่หลังประตูเขาแอบตามน้องชายมาตั้งแต่แรกๆ แล้ว ยืนนิ่งหลับตาพิงผนังด้านข้างฟังน้องชายน้องไห้อยู่เงียบๆจนอดทนไว้ไหวอยากจะเปิดประตูเข้าไปปลอบเสียเดียวนี้
หมับ
“...”หากแต่อีกคนที่มาแอบเฝ้าดูเพเนียสอยู่เงียบๆ เช่นกันอย่างคีเฟอร์กลับรีบคว้ามือของเพวิสที่กำลังจะเปิดประตูไว้แน่นและส่ายหน้าเป็นการสื่อสารบอกว่าอย่าพึ่งเลยให้เพเนียสได้อยู่คนเดียวอีกสักพักเถอะ
คีเฟอร์เองก็ต้องข่มใจไว้ไม่ให้รีบปรี่เข้าไปกอดปลอบเพเนียสเช่นกันแต่ช่วงนี้ มันจะมีระยะเวลาหนึ่ง ที่คนอยากจะอยู่คนเดียวเงียบๆเพื่อระบายความรู้สึก เพราะจะได้พูดคุยและจัดเรียงความรู้สึกของตัวเองก่อนที่จะมาเผชิญหน้ากับคนอื่นๆ เขาเองเลยต้องปล่อยให้เพเนียสอยู่คนเดียวไปก่อนอย่างน้อยก็อีกสัก 5 หรือ 10 นาทีต่อจากนี้
“แต่...” เพวิสอยากจะค้านหากแต่เห็นสีหน้าที่จริงจังของคีเฟอร์แล้ว เขาเลยต้องยอมรับในคำเตือนนี้และพอดีกับที่เพเรน่าส่งข้อความมาให้เขาไปหาเพื่อที่จะจัดการธุระบางอย่างเลยต้องทิ้งน้องชายไว้ตรงนี้ และส่งสายตาบอกคีเฟอร์ว่าฝากน้องชายเขาด้วยก่อนจะเดินจากไปเงียบๆพร้อมสายตาที่สื่อถึงความห่วงใยไปยังประตูบานสีขาวที่มีน้องชายอยู่อีกด้าน
“ฮึก ฮึก” ด้านเพเนียสที่นั่งตัวงอกอดเข่าอยู่ที่เดิมค่อยๆ เอามือขึ้นปาดน้ำตาที่รินไหลออกมา ก่อนที่ริมฝีปากเขาจะค่อยๆยกขึ้นยิ้มอย่างยากลำบาก แต่ก็ยังยิ้มออกมาได้ หากแต่ยังไม่ไปถึงดวงตาเสียเดียวเรื่องนี้เขาควรดีใจสิ
ใช่เขาดีใจ แต่น้ำตาเหล่านี้มันยังไหลออกมา เรื่องมันจบลงแล้วจริงๆถึงแม้ว่าในหัวเขามันกำลังฉายภาพเหตุการณ์นั้นซ้ำไปซ้ำมาย้ำเตือนเขาว่าการชนะครั้งนี้ เขาไม่ได้อะไรเลย มีแต่การสูญเสียเพียงแต่ว่าดีหน่อยที่สุดท้ายแล้ว คนผิดยังได้รับโทษ
เขาควรยิ้มดีใจให้มากกว่านี้สินี่คือหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญในชีวิตเขาเลยนะ และเขา ก็ได้ผ่านพ้นมันไปแล้ว...
“ฮือ ฮ่า ฮาๆๆ” ริมฝีปากของเขาค่อยๆอ้าออกก่อนจะส่งเสียงหัวเราะที่เปล่งแปลกออกมาเหมือนว่าพึ่งจะหัดหัวเราะครั้งแรกแต่ว่ามือด้านหนึ่งยังยกขึ้นมาซับน้ำตาบางๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ เขาไม่ได้เศร้าแต่ว่าก็ดีใจไม่สุด อารมณ์แบบที่มันอธิบายไม่ค่อยถูก
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เพเนียสที่กำลังหัดยิ้มรับและเรียบเรียงเรื่องราวต่างๆอยู่สะดุ้งขึ้นเบาๆ เมื่อมีเสียงเคาะประตูจากคนที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งเขาแอบมาใช้สถานที่ของใครเขาเข้าหรือเปล่าเนี่ย แต่บันไดนี่ก็เป็นของส่วนกลางนะหรือเสียงของเขาไปรบกวนคนอื่นเข้าแล้ว
“พี่ขอเข้าไปได้ไหม?”หากแต่เสียงที่ดังมาจากอีกฝั่งหนึ่งกลับเป็นหนึ่งในคนที่เขารู้จักดี
“พี่คีฟเหรอครับ?” เสียงที่ติดแหบนิดๆจากที่แอบหลบมาร้องไห้คนเดียวเอ่ยถามออกไป
“ครับ ขอพี่เข้าไปได้หรือเปล่า” เสียงนุ่มทุ้มของคีเฟอร์ถูกเปล่งถามออกมาเบาๆหากแต่ว่าคนที่อยู่อีกด้านของประตูอย่างเพเนียสกลับได้ยินชัดเจนอย่างกับว่าอีกคนกำลังแนบหน้าไว้กับประตู
“อา ครับ เชิญครับ”ถึงจะแปลกใจที่มีคนตามเขามา แต่เพื่อไม่ให้คีเฟอร์รู้สึกแปลกใจและสงสัยที่เขาหลบมาอยู่คนเดียวเพเนียสเลยรีบขานรับตกลงไปพร้อมๆกับมือทั้งสองที่รีบยกขึ้นมาจัดการกับใบหน้าและทรงผมให้เรียบร้อยใบหน้าที่เปียกชื้นนิดหน่อยกับผมที่ลู่ลงมาแนบไปกับกรอบหน้าถูกเจ้าของจัดการอย่างลวกๆ จากที่นั่งตัวงอก็ยืดออกเป็นนั่งตัวตรงไหล่ตรง
เสียงประตูที่เปิดเข้ามาเบาๆก่อนที่คีเฟอร์จะสอดตัวเขามา และปิดประตูไว้ตามเดิม ปกติผู้คนไม่ค่อยได้ใช้การเดินขึ้นลงด้วยบันไดเสียเท่าไหร่จุดนี้เลยไม่ค่อยมีผู้คนมาเพ้นพ่าน
“เห็นเราหายไปน่ะ เลยตามหา”คีเฟอร์ไม่ได้บอกความจริง ว่าจริงๆ แล้วตามมาตั้งแต่แรกแล้วแบบนี้เพเนียสจะรู้สึกสบายใจกว่า
“ขอบคุณครับ ลำบากพี่แย่เลย”เพเนียสส่งยิ้มบางๆ ให้อย่างขอบคุณด้วยใบหน้าที่ยังชื้นนิดๆ แต่ตาที่แดงหน่อยๆ
“ไม่หรอก อย่าคิดแบบนั้นสิ”คีเฟอร์ตอบออกมาเบาๆ ก่อนจะลื่นมือไปลูบหัวเพเนียสเพื่อปลอบโยน เหตุการณ์ในครั้งนี้หรือตั้งแรกเริ่มมันคงยิ่งใหญ่มากในชีวิตของเขาปฏิเสธไม่ได้เลยที่จะไปไม่อ่อนไหวหรือเผลอล่องลอยความคิดไปกับมันไม่จบไม่สิ้น
“ยิ้มหน่อยสิ วันนี้เราชนะคดีแล้วนะไหนใครว่าจะเลี้ยงฉลองครั้งใหญ่ไง” สีหน้าเพเนียสที่ยังติดแววเศร้าอยู่บ้างคีเฟอร์เห็นแล้วอดไม่ได้ เลยต้องพูดอะไรสักอย่างออกไปให้เพเนียสอารมณ์ดีขึ้นสักหน่อย
“...” พูดมาแบบนี้แล้วเพเนียสเลยฉีกยิ้มกว้างก่อนจะเงยหน้าขึ้นนิดหน่อยให้พอดีกับสายตาอีกคนที่กำลังมองมาอย่างเป็นห่วงเป็นใย
“อืม ต้องแบบนี้สิ ยิ้มกว้างๆ เลย”มือสองข้างของคีเฟอร์จับมุมปากเพเนียสเบาๆก่อนจะดึงขึ้นให้มุมปากของเพเนียสยกขึ้นสูง พร้อมกับส่ายหัวเพเนียสเบาๆให้พอดูน่ารักน่าชัง
“ครับๆ ผมเข้าใจแล้ว”เพเนียสไม่ได้ปัดมือของอีกคนออกเพียงบอกออกมาก่อนจะส่งยิ้มอ่อนที่ส่งถึงดวงตาจริงๆ ไปให้อีกคน
“ดีขึ้นแล้วใช่ไหม?”
“...” พยักหน้า
“งั้นก็พร้อมไปเผชิญกับภายนอกแล้วใช่ไหม” เพราะเพเนียสหายมาพักหนึ่งแล้วคนอื่นอาจจะกำลังถามหาหรือตามหาตัวอยู่ก็ได้ ถึงแม้ในชั้นศาลจะสิ้นสุดลงไปแล้วแต่ไหนจะแฟนคลับของเพเนียส หรือแม้แต่นักข่าวอีกจากหลายๆสำนักที่กำลังรอสัมภาษณ์เพเนียสอยู่ล่ะ ถ้าไม่ออกไปเจอหน้าพวกเขาสักหน่อยอาจจะแปลกไปเสียหน่อย จริงๆ เรื่องนักข่าวไม่ได้สำคัญเลยแต่แฟนคลับที่มาให้กำลังเพเนียส ตัวเพเนียสเองก็อยากจะไปกล่าวคำขอบคุณเล็กๆ น้อยๆเช่นกันที่อุตส่าห์สละเวลามาให้กำลังเขา บางคนอยู่ต่างดวงดาวด้วยซ้ำยังลงทุนเดินทางมาถึงที่นี่เลย
“ครับ”
“งั้นก็ จับมือพี่ไว้แน่นๆ นะ”คีเฟอร์บอก ก่อนจะลุกขึ้นยืนและยื่นมือมาให้เพเนียสจับพร้อมกับรอยยิ้มที่ส่งมาให้เป็นรอยยิ้มที่ดูมั่นคงและพร้อมจะเป็นที่พึ่งพิงให้เพเนียสตลอดไป
“ตกลงครับ”
ในห้องโถงชั้นหนึ่งของศาลเป็นส่วนที่นั่งสำหรับทั้งเจ้าพนักงานหรือแม้แต่ประชาชนที่มาใช้บริการทุกคนได้นั่งพักผ่อนมีร้านเครื่องดื่มและอาหารเล็กๆ น้อยๆ ให้ได้ซื้อมานั่งกินตอนนี้กลุ่มทนายที่ดูแลคดีของเพเนียสนั่งอยู่ รวมไปถึงครอบครัวและเพื่อนๆของเพเนียสที่มารวมตัวกันวันนี้กำลังนั่งพูดคุยกันอยู่ คดีสิ้นสุดลงแล้วแต่บางเรื่องก็ต้องมีการปรึกษากับอยู่ อย่างเช่น การชดเชยค่าเสียหายศาลมีคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายให้เพเนียส เมื่อรวมๆจากผู้กระทำความผิดทุกคนแล้วไม่ใช่จำนวนน้อยๆ หากแต่ต้องเป็นการแบ่งชำระเป็นครั้งๆไป หรือยังมีเรื่องรายละเอียดเล็กๆ ปลีกย่อยอีกที่ตอนอยู่ในศาลยังไม่เข้าใจดีพวกเขาเลยกำลังนั่งฟังเหล่าทนายอธิบายอยู่ ถึงแม้จะรู้ช้าไปหน่อยแต่ในเมื่อเป็นคำสั่งศาลแล้ว และทนายยังมีสีหน้าที่พอใจ ก็คงเป็นผลดีกับฝ่ายพวกเขาเพียงแต่บางเรื่องอาจจะใช้ศัพท์ที่พวกเขาไม่เข้าใจไปบ้าง
“เอ๊ะ น้องหายไปพักใหญ่แล้วนะไม่เป็นไรจริงๆ ใช่ไหมลูก” เพเรน่าเอ่ยออกมาอย่างไม่สบายใจ
“ไม่หรอกครับแม่ น้องแค่อยากอยู่คนเดียวเดี๋ยวก็ตามมาครับ ผมส่งข้อความบอกแล้วว่าเราอยู่จุดไหน” เพวิสรีบตอบเมื่อแม่ถามเพื่อไม่ให้เธอกังวลไปอีกคน
“ตอนฟังคำตัดสินหนูเห็นเพเนียสตาแดงๆด้วยนะคะ คงไม่เป็นไรใช่ไหมคะ” เวนิสต้าถามขึ้นอย่างเป็นห่วงถึงแม้คำตัดสินออกมาเธอและอื่นๆ จะพอใจและสะใจเป็นอย่างมากแต่ก็ยังเป็นห่วงสภาพจิตใจของเพเนียสอยู่ ยิ่งมีการเปิดเผยหลักฐานซ้ำเข้าไม่รู้ว่าในหัวของเขากำลังคิดอะไรอยู่บ้าง การถูกกลั่นแกล้งไม่ใช่เรื่องเล่นๆมันอาจจะจำฝังไปอีกนานเลยนะ
“นั่นสิลูก ไปตามน้องอีกรอบไหมหรือจะให้แม่ไปก็ได้ ลูกแค่บอกมาว่าน้องอยู่ตรงไหน”เพเรน่าเองเธอก็ยิ่งเป็นห่วงลูกชายเรื่องค่าชดเชยมากมายที่ทางทนายชี้แจงเพิ่มเติมนั่นเธอไม่ได้สนใจหรือดีใจแม้แต่น้อย
“งั้นเดี๋ยวผมไปดูให้เองดีกว่าครับ”
“นั่นไงคะ เพเนียสมานู่นแล้ว” กุลว่าขึ้นเพวิสที่ยังไม่ทันลุกเต็มตัวดีหันไปมองตามที่ลูกพี่ลูกน้องว่าพอเห็นว่าใช่เพเนียสจริงๆ เลยนั่งลงตามเติม พร้อมกับมองทางคีเฟอร์อย่างตั้งคำถามว่าเรียบร้อยดีใช่ไหม ซึ่งก็ได้รับคำตอบกลับมาเป็นการพยักหน้าสองทีจากอีกฝ่าย
“มาแล้วเหรอลูก มาๆ นั่งก่อน” เพเรน่ารีบขยับตัวและตบที่นั่งข้างตัวเองเพื่อเรียกลูกชายมานั่งทันทีดีที่ก่อนมาคีเฟอร์พาเพเนียสไปล้างหน้าล้างตาจัดตัวเองให้เรียบร้อยมาแล้วเพื่อที่ทุกคนจะได้ไม่เห็นภาพหรือคราบจากการร้องไห้ที่หลงเหลืออยู่ เพราะแต่ละคนล้วนมีสายตาจับผิดที่ดีๆทั้งนั้น
จริงๆแล้วเขาก็ควรจะยิ้มรับมีความสุขกับมันนั่นแหละ แต่มันเป็นความสุขหลังจากที่ทุกข์มาสี่ปีใช่ว่าจะทดแทนกันได้ง่ายๆ แต่มันก็เป็นบทเรียนหนึ่งในชีวิตที่จะสอนทั้งตัวเขาและผู้กระทำผิด เพื่อที่จะเป็นสิ่งเตือนใจในการใช้ชีวิตที่เหลือต่อไป
แต่ตอนนี้เพเนียสอยู่ท่ามกลางครอบครัว เพื่อนฝูง หรือแม้แต่เหล่าแฟนคลับที่ห่วงใยมีความหวังดีต่อเขา อยากเห็นเขามีแต่ความสุข สนุกสนาน เขาเลยคิดได้และจะปรับเปลี่ยนตัวเองเสียใหม่
ทิ้งความรู้สึกด้านลบตอนนี้ไปให้หมดหมดทุกข์หมดโศก ไม่ต้องไปให้ค่ากับเรื่องนี้อีก เก็บความทรงจำแย่ๆเอาไว้ให้ลึกที่สุดในความทรงจำ
และให้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้มีความสุขที่สุด...
ซึ่งต้นกำเนิดแห่งความสุขของเพเนียสก็คงเป็นบุคคลตรงหน้านี้ของเขานั่นเอง ครอบครัว เพื่อนฝูง แฟน... อ้อ แล้วก็เหล่าแฟนคลับที่รอเขาอยู่ด้านนอกอีกด้วยคนที่เป็นแฟนคลับคือคนที่แปลกแต่ก็พิเศษมากๆ ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จักมักจี่แต่กลับให้ความรักและหวังดีกับเขาได้มากทีเดียว เป็นพลังบวกในชีวิตเขาเลยก็ว่าได้