หลงเฉินเงยหน้ามองเมืองที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขตเบื้องหน้า
เมืองแห่งนี้ดูราวกับหยกสีขาวที่มีกำแพงเมืองสูงตระหง่าน ภายในกำแพงเมืองมีอาคารที่ดูเหมือนจะสูงเสียดฟ้า อาคารต่าง ๆ ล้วนเป็นสีขาวไร้ที่ติราวกับหยก ภายใต้แสงตะวันที่สาดส่องลงมา ทำให้อาคารเหล่านี้ส่องแสงเป็นประกายระยิบระยับ
โชคดีที่เขาได้เห็นนครหยวนหลิงมาก่อนแล้ว ดังนั้นหลงเฉินจึงไม่แปลกใจมากนักเมื่อเขาได้เห็นความยิ่งใหญ่อลังการของเมืองหลิงอู่
อย่างไรก็ตาม เมืองที่อยู่เบื้องหน้านั้นเป็นเหมือนกับเมฆสีขาวขนาดใหญ่ ดังนั้นหลงเฉินจึงรู้สึกยังคงประหลาดใจกับขนาดและความงดงามของมัน
อีกสี่คนก็เคยเห็นเมืองหลิงอู่มาก่อน แต่ถึงกระนั้น ในวันนี้พวกเขาก็สามารถเข้าไปอาศัยอยู่ข้างในได้แล้ว พวกเขาจึงรู้สึกตื่นเต้นดีใจอย่างมาก
เมื่อมองไปยังเด็กหนุ่มทั้งห้า กานหลินก็ยิ้มและเอ่ยขึ้น
“เอาล่ะ ตามข้าเข้าไปข้างใน หลังจากที่จัดการธุระเสร็จแล้วข้าจะแนะนำพวกเจ้าให้กับคนของตระกูลหลิงอู่ของเรา”
ภายใต้การนำของกานหลิน หลงเฉินและคนอื่น ๆ จึงเข้าไปในเมืองหลิงอู่ ในสายตาของหลงเฉิน นครหยวนหลิงนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง ขณะที่เมืองหลิงอู่คือหัวใจสำคัญของมัน จึงไม่น่าแปลกใจที่นครแห่งนี้คือศูนย์กลางของนครหยวนหลิง
“เมืองหลิงอู่แบ่งออกเป็นเขตชานเมืองและเขตชั้นใน เขตชานเมืองแบ่งออกเป็นเก้าเขตใหญ่ และเก้าเขตใหญ่เหล่านี้ถูกแยกออกจากกันโดยเหล่าตระกูลนอกทั้งเก้า พวกเรา...เหล่ามรกตอยู่ในเขตมรกต พวกเจ้าทุกคนจะอยู่ในพื้นที่ของเขตมรกต ประตูเมืองที่พวกเราผ่านเข้าไปตอนนี้คือประตูเมืองที่เหล่ามรกตของเราเป็นผู้ผูกขาดเท่านั้น”
ขณะเดินไปตามถนน หลงเฉินได้เห็นจอมยุทธ์เดินผ่านเขาไปเป็นระยะ บางคนก็บรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้า ขณะที่คนส่วนมากบรรลุระดับแก่นมนุษย์หรือเหนือขึ้นไปกว่านั้น
เมื่อเห็นว่าผู้ที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้ล้วนแล้วแต่มีความแข็งแกร่งมากกว่า หลงเฉินจึงละทิ้งอารมณ์ขุ่นมัวของตนเองที่มีก่อนหน้าไปจนสิ้น
จากมุมมองของเขาก่อนหน้า ตระกูลหลิงอู่มิได้กลมเกลียวและเงียบสงบอย่างที่เห็นเพียงเปลือกนอก ภายใต้ความสงบสุขนี้ เต็มไปด้วยความลับอันน่าสะพรึงกลัวและจิตสังหารซึ่งทำให้หลงเฉินรู้สึกหวาดหวั่นไม่น้อย
‘ในสถานที่ที่น่ากลัวแห่งนี้ ดูเหมือนว่าข้าจะต้องเจียมเนื้อเจียมตัวและทำตัวเป็นหลานที่น่าเอ็นดูบ้าง...’
[TL Note: (装孙子) แสร้งทำตัวเป็นหลาน คือทำตัวว่านอนสอนง่าย เชื่อฟังคำสั่งของผู้อาวุโสกว่า]
ขณะที่เขานึกถึงเรื่องนั้น หลงเฉินรู้สึกกดดันจนอยากจะหนีไปเสียให้พ้น
อย่างไรก็ตาม เขาพยายามอย่างมากเพื่อที่จะเข้าตระกูลหลิงอู่ และในตอนนี้เขาก็ต่อสู้มาจนถึงเป้าหมายแล้ว คงเป็นเรื่องน่าเสียดายหากเขาจะหนีไปเฉย ๆ ยิ่งไปกว่านั้น หลงเฉินก็ไม่เกรงกลัวความท้าทายที่ดาหน้าจะเข้ามา เขาจึงตัดสินใจอยู่ต่อ
‘ในตอนนี้ ก็ถือว่าข้าได้กลายเป็นคนของตระกูลหลิงอู่แล้ว หลังจากนี้ข้าจะถามพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องลัทธิเซียนโลหิตเพื่อดูว่ามีหนทางใดที่จะรับมือกับพวกนั้นได้บ้าง’
ตลอดทางที่เดินไปตามถนน ผู้คนมักจะทักทายกานหลินอยู่บ่อยครั้ง หลังจากที่เห็นหลงเฉินและคนทั้งสี่ พวกเขาจะเดาะลิ้นพลางเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
“มีเด็กใหม่มาอีกแล้วรึ? สำนักสุริยันมรกตของเจ้าคงจะยุ่งไปพักใหญ่เลยสินะ หวังว่าเด็กใหม่พวกนี้จะไม่สร้างปัญหามากนักล่ะ”
หลงเฉินจดจำคำพูดเหล่านี้เอาไว้ในใจ
ไม่นานนัก กานหลินก็พาพวกเขาเข้ามาในลานแห่งหนึ่งซึ่งกว้างขวางอย่างมาก และหลังจากนับห้องพักดูแล้ว ปรากฏว่ามีอยู่นับร้อย
เวลานี้ กานหลินหันหลังกลับมาแล้วพูดกับพวกเขา
“บริเวณนี้เป็นอาณาเขตของสำนักสุริยันมรกต บริเวณนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้คุมกฎหลิว และเป็นที่รู้จักกันในนามหอพักต้นหลิวมรกต และพวกเราทุกคนก็เป็นผู้ติดตามของผู้คุมกฎหลิว ตอนนี้ข้าจะจัดการเรื่องที่พักให้พวกเจ้าทุกคน และจะอธิบายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเมืองหลิงอู่ให้พวกเจ้าฟัง”
เวลานี้อยู่ในช่วงกลางวัน เห็นได้ชัดว่าภายในบริเวณนั้นมีคนอาศัยอยู่เพียงน้อยนิด กานหลินคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้มาก เขารีบไปที่ห้องเล็ก ๆ แถวหนึ่งและชี้ไปที่ห้องเหล่านั้น
“ที่นี่เป็นที่พักสำหรับผู้ติดตามระดับสี่ จากนี้ไปพวกเจ้าทั้งห้าคนจะอยู่ที่นี่ ต่อเมื่อได้รับการเลื่อนระดับเป็นระดับสามเท่านั้นพวกเจ้าถึงจะออกไปจากที่นี่ได้ เลือกห้องได้ตามใจชอบเลย และจัดการอะไรให้เรียบร้อยเสีย ข้าจะรอพวกเจ้าอยู่ที่หอฝึกยุทธ์”
เมื่อได้ยินที่กานหลินพูด ทั้งสี่คนต่างก็เดินไปเลือกห้องของตนเอง
หลงเฉินคิดว่าในเมื่อห้องทั้งหมดนั้นดูไม่เลวร้ายนัก เขาจึงสุ่มเลือกเพียงหมายเลขบนประตูและตามกานหลินไปยังหอฝึกยุทธ์สำหรับผู้ติดตามระดับสี่ในทันที
กานหลินรู้ว่าหลงเฉินตามเขามา เขาเดินไปนั่งที่เก้าอี้แถวหน้าจากนั้นก็พินิจพิจารณาหลงเฉินและเอ่ยขึ้น
“เจ้านั่งลงก่อนเถอะ หลังจากที่ทุกคนมาพร้อมแล้วข้าถึงจะอธิบายเกี่ยวกับตระกูลหลิงอู่ให้ฟัง หากเจ้ามีคำถามก็ค่อยถามพวกเขาก็ได้”
หลงเฉินได้แต่พยักหน้ารับเพราะไม่รู้จะพูดอะไร ไม่นานหลังจากที่เขานั่งลง อีกสี่คนก็ตามมาถึงด้วยสีหน้าตื่นเต้น
เมื่อเห็นว่าทุกคนมีสีหน้าคาดหวัง กานหลินส่ายศีรษะ แต่เมื่อมองไปยังท่าทีนิ่งเฉยของหลงเฉินทำให้เขารู้สึกพอใจอย่างมาก เมื่อทุกคนมาพร้อมแล้ว เขาจึงพยักหน้าและเอ่ยขึ้น
“อย่างแรก... จะบอกพวกเจ้าเกี่ยวกับลักษณะของเหล่าตระกูลนอกแห่งตระกูลหลิงอู่ และเรื่องต่าง ๆ ที่พวกเจ้าจำเป็นต้องรู้ หากมีคำถามก็ถามมาได้เลย”
ทุกคนพยักหน้าด้วยความกระตือรือร้น
แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจ ทว่าตระกูลหลิงอู่ที่ทรงอำนาจและมั่งคั่งก็ทำให้พวกเขารู้สึกกดดันโดยไม่รู้ตัว
“ตระกูลหลิงอู่เป็นหนึ่งในสองตระกูลมหาอำนาจแห่งนครหยวนหลิง ด้วยความได้เปรียบที่เหนือกว่าตำหนักวิญญาณอสูรแห่งเมืองเยวี๋ยนตี้ เป็นผลให้เมืองหลิงอู่เป็นดั่งพระราชวังของนครหยวนหลิง และเป็นเช่นนี้มานับร้อยปีแล้ว”
กานหลิงหัวเราะและพูดต่อ
“การเข้าตำหนักวิญญาณอสูรก็คือต้องเดินในเส้นทางของยอดฝีมือระดับหัวกะทิเท่านั้น คนของตระกูลหลิงอู่จึงมีมากกว่าพวกเขานับสิบเท่า ข้าจำได้ว่าพวกเราทั้งหมดมีอยู่ราวสองหมื่นคน ในบรรดาคนเหล่านั้นมีราวสองพันคนที่เป็นคนในตระกูลหลิงอู่โดยตรง ส่วนพวกเราเป็นเพียงเหล่าคนนอกตระกูลซึ่งแบ่งออกเป็น เหล่าทับทิม เหล่าพลอยแสด เหล่าอำพัน เหล่ามรกต เหล่าไพลิน เหล่านิลคราม เหล่าม่วงโมรา เหล่าเงิน และเหล่าทอง”
“แต่ละเหล่ามีคนนอกตระกูลราวสองพันคน อย่างไรก็ตาม สิ่งแรกที่พวกเจ้าควรรู้คือ... แม้ว่าจำนวนคนในเหล่ามรกตและเหล่าคนในตระกูลจะเทียบเท่ากัน แต่เหล่าคนในตระกูลเท่านั้นที่เป็นคนของตระกูลหลิงอู่ที่แท้จริง ส่วนพวกเราเป็นเพียงคนนอก พวกเจ้าต้องเข้าใจเรื่องที่สำคัญที่สุดว่าพวกเราเป็นเพียงคนที่ตระกูลหลิงอู่ว่าจ้างเท่านั้น หรือก็คือเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ดังนั้นพวกเราต้องไม่ไปมีเรื่องบาดหมางกับพวกเขา ต่อให้พวกเจ้าตายไปก็ไม่มีใครนึกสงสารหรอก!”
หลังจากที่พูดเรื่องนี้ สายตาของกานหลินก็เริ่มเย็นชาและขุ่นมัว หลงเฉินและคนอื่น ๆ สั่นเทิ้มเมื่อได้ยินคำว่า ‘ผู้ใต้บังคับบัญชา’ หลงเฉินขมวดคิ้ว จากนั้นกานหลินก็พูดต่อ
“หรือจะให้พูดอีกอย่างก็คือ... ไม่ว่าพวกเขาจะสั่งอะไร พวกเราก็ต้องทำ แม้ว่าพวกเขาจะสั่งให้ไปตายก็ตาม”
กานหลิงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“แต่พวกเจ้าอย่าเพิ่งมองในแง่ร้ายจนเกินไป เหล่าคนนอกตระกูลของตระกูลหลิงอู่ยังสามารถเติบโตได้หากพวกเจ้ายังไม่คิดแหกคอก นั่นก็หมายความว่าตระกูลในนั้นปฏิบัติต่อพวกเราอย่างดี และแน่นอนว่าพวกเจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้ไปมีเรื่องบาดหมางกับคนใน ลองคิดดูสิ แม้แต่ตระกูลทั่ว ๆ ไป ผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาย่อมไม่กล้าต่อต้านผู้เป็นนาย ถูกหรือไม่?”
หลงเฉินตระหนักว่าคนของเหล่าภายในล้วนเป็นนายของเหล่าภายนอก อย่างไรก็ตาม พวกเขาเป็นเพียงผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น ในตอนแรกหลงเฉินยังไม่รู้สึกเห็นด้วยนัก แต่เมื่อเขาคิดว่าตระกูลหลิงอู่เป็นหนทางเดียวสำหรับเขาที่จะพัฒนาตนเองอย่างรวดเร็ว และพลังของเขาในตอนนี้ยังต่ำเตี้ยเรี่ยดิน…
‘ตระกูลหลิงอู่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรถึงเพียงนี้ ให้ข้าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของพวกเขาก็ยังถือว่าไว้หน้าข้าอยู่บ้าง นอกจากนี้... สิ่งที่กานหลินพูด ตราบใดที่ข้าเชื่อฟังและทำความดีความชอบ ข้าก็จะได้รับผลประโยชน์มากมาย ข้ายินยอมพร้อมใจที่จะให้และรับ เช่นนั้นแล้วเหตุใดข้าต้องหวาดกลัวเหล่าคนในด้วยเล่า?’
เวลานี้ กานหลินกวาดตามองพวกเขาทุกคน ภายในแววตาของเขามีความเคารพเลื่อมใสเคลือบแฝงอยู่
“สิ่งที่ข้าพูดไปทั้งหมดนี้ มิได้ต้องการกระตุ้นให้เกิดความเกลียดชังระหว่างพวกเจ้ากับเหล่าคนใน หากจะพูดตามความจริงแล้ว แม้ว่าจำนวนคนของเหล่ามรกตจะมากกว่าหรือเทียบเท่า ทว่าความแข็งแกร่งของพวกเขานั้นเหนือชั้นกว่ามากแม้เทียบกับเหล่าคนนอกทั้งเก้ากลุ่มรวมกัน!”
“เรียกได้ว่าเหล่าคนในนั้นถือเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองเหล่าคนนอก พวกเราคอยจัดการภารกิจของเหล่าคนในในนามของพวกเขา ส่วนเหล่าคนในก็จะมอบทรัพยากรที่เพียงพอและเป็นพลังที่แข็งแกร่งคอยหนุนหลังพวกเรา พวกเราเปรียบเสมือนเถาวัลย์ในขณะที่พวกเขาคือลำต้น และเถาวัลย์ที่ไร้ซึ่งการประคับประคองของลำต้นก็ย่อมอ่อนแอและร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน”
“แน่นอนว่าหากใครทำผลงานได้โดดเด่นสะดุดตา บางทีเจ้าอาจจะมีโอกาสได้รับการคัดเลือกเข้าเหล่าภายในก็เป็นได้ มันเคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต”
ขณะเอ่ยถึงประเด็นสุดท้าย กานหลินก็จับจ้องไปที่หลงเฉิน
ในสายตาของเขา หลงเฉินคือผู้ที่มีพรสวรรค์มากที่สุดในบรรดาห้าคนนี้ แต่เมื่อนึกถึงเงื่อนไขที่แสนจะเข้มงวด กานหลินทำได้เพียงยิ้มออกมาอย่างเสียมิได้
หลงเฉินเองก็สนอกสนใจในการเข้าเหล่าคนในอย่างมาก เขารีบเอ่ยถามทันที
“พี่กาน ข้าสงสัยว่าความสามารถแบบใดกันที่ถือว่าเป็นพรสวรรค์ชั้นเลิศ?”
กานหลินยิ้มเจื่อน ๆ พลางเอ่ยขึ้น
“ข้อนี้ข้าเองก็ไม่แน่ใจเช่นกัน แต่... มีคนรุ่นหนุ่มสาวจำนวนนับไม่ถ้วนในเหล่าคนนอก ทุก ๆ ปีจะมีการทดสอบเพื่อเข้าเหล่าคนใน ซึ่งผู้ที่มีคุณสมบัติพอก็มีจำนวนเพียงน้อยนิดเท่านั้น เจ้านึกออกไหม...ด้วยอายุเช่นเจ้า แต่กลับบรรลุระดับแก่นปฐพีแล้ว?”
หลงเฉินพูดไม่ออกไปชั่วครู่หลังจากได้ยินเช่นนั้น
‘อายุเท่าข้า... บรรลุระดับแก่นปฐพี... ในตระกูลหลิงอู่ มีสัตว์ประหลาดเช่นนั้นอยู่มากแค่ไหนกัน? ในเมืองพฤกษาหมอกนั้นถือได้ว่าข้าเป็นคนมีพรสวรรค์ แต่ถึงกระนั้น... เมื่อมาที่นี่ข้ากลับเป็นคนไร้ค่า!’
ด้วยแรงกดดันที่หนักอึ้ง เขามิได้รู้สึกท้อแท้แต่กลับแปรเปลี่ยนเป็นแรงจูงใจและแรงปรารถนา เมื่อนึกถึงตนเอง การที่ได้เข้ามาอยู่ในตระกูลหลิงอู่และพุ่งทะยานไปให้ถึงระดับนั้น ความรู้สึกของหลงเฉินเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้
เมื่อได้เห็นแววตาอันลุกโชนของหลงเฉิน กานหลินแทบอยากจะเทน้ำเย็นใส่ความฝันอันทะเยอทะยานของหลงเฉิน แต่แล้วเขาก็คิดได้
‘ช่างเถอะ ข้าจะไม่ไปขัดเขาในตอนนี้ ในภายภาคหน้าหลังจากที่เข้าตระกูลหลิงอู่ไปสักระยะ เขาจะรู้ได้เองว่าบางสิ่งมิอาจได้มาด้วยแรงปรารถนาเพียงอย่างเดียว...’
เขาจำได้ว่าเมื่อในอดีตตัวเขาเองก็เคยเป็นเช่นนี้ เขาไม่รู้ว่าฟ้านั้นสูงและแผ่นดินนั้นต่ำเพียงใด เขาเคยคิดว่าตนเองจะสามารถเข้าเหล่าคนในได้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว เขากลับต้องพบกับความพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่ร่ำไป หลังจากที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส เขาจึงทุ่มเทให้กับการฝึกฝนเพียงอย่างเดียว
‘อา... ความเยาว์วัยนี้ช่างประเสริฐจริง ๆ ...’
สีหน้าของกานหลินแลดูโศกเศร้า ใช่ว่าหลงเฉินจะไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงสิ่งใด แต่เขาก็ไม่ประมาท เพราะมีคนมากมายที่สามารถล้มเขาได้ง่าย ๆ
“ตอนนี้ข้าจะยังไม่บอกพวกเจ้าเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของเหล่าคนในหรอกนะ ในบรรดาเก้าเหล่าคนนอก แต่ละเหล่ามีผู้นำของตนเองซึ่งเราเรียกพวกเขาว่า ‘ผู้อาวุโสสูงสุด’ ถัดจากผู้อาวุโสสูงสุดของเหล่ามรกตคือ ‘ผู้อาวุโสใหญ่’ อีกแปดคนที่คอยดูแลจัดการอีกแปดสำนักของเหล่ามรกต สำนักสุริยันมรกตของเราได้รับการดูแลจากหนึ่งในผู้อาวุโสใหญ่ที่มีนามว่า หลิวเยวี๋ยน ภายใต้อำนาจของผู้อาวุโสใหญ่หลิว เรามีผู้คุมกฎอีกห้าคนในสำนักสุริยันมรกต ผู้คุมกฎแต่ละคนรับผิดชอบคนราว ๆ ห้าสิบคน พวกเราอยู่ภายใต้การดูแลของผู้คุมกฎหลิว พวกเจ้าพอจะเข้าใจระบบที่ข้าได้อธิบายไปหรือไม่?”
กานหลินอธิบายอย่างชัดเจน หลงเฉินและคนอื่น ๆ จะไม่เข้าใจได้อย่างไร?
ด้วยลำดับชั้นต่าง ๆ ทำให้หลงเฉินรู้สึกมึนงง ในบรรดาระบบที่สลับซับซ้อนนี้ เขามีความรู้สึกว่ามีคนมากมายนับไม่ถ้วนที่สามารถกดขี่เขาได้!
ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้เขาไม่ค่อยสบอารมณ์นัก ทว่าความจริงแล้วเขายังไม่มีกำลังพอที่จะต่อต้าน
ก่อนที่หลงเฉินและคนอื่น ๆ จะสามารถจดจำรายละเอียดทั้งหมดได้ กานหลินยังคงพูดต่อไป
“ตัวตนของพวกเราในตอนนี้นั้นอยู่ในระดับผู้ติดตาม ผู้ฝึกยุทธ์ที่บรรลุขอบเขตชีพจรมังกรจะถือว่าเป็นผู้ติดตามระดับสี่ เมื่อพวกเจ้าเข้าสู่ระดับแก่นมนุษย์ พวกเจ้าก็จะได้เป็นผู้ติดตามระดับสาม หากบรรลุระดับแก่นมนุษย์ขั้นแรกจะได้เป็นผู้ติดตามระดับสอง และท้ายที่สุด เมื่อบรรลุระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์ก็จะได้เป็นผู้ติดตามระดับหนึ่ง ซึ่งก็คือระดับของข้าในตอนนี้ และต่อไปหากพวกเจ้าบรรลุระดับแก่นปฐพี ก็จะถือว่าพวกเจ้าเป็นยอดฝีมือผู้มีวิทยายุทธ์ระดับลึกล้ำของตระกูลหลิงอู่ ซึ่งจะทำให้พวกเจ้ามีคุณสมบัติพอจะเป็นผู้คุมกฎของเหล่าคนนอกตระกูลได้!”
“ความแข็งแกร่งของสำนักสุริยันมรกตของพวกเราถือว่ายังด้อยกว่ามากหากเทียบกับสำนักอื่น ๆ ของเหล่าคนนอก ในบรรดาคนของผู้คุมกฎหลิว มีคนไม่ถึงสิบคนที่เป็นผู้ติดตามระดับหนึ่งและผู้ฝึกยุทธ์ระดับแก่นปฐพี ถึงผู้คุมกฎหลิวด้วยก็มีเพียงสี่คนเท่านั้น”
หลงเฉินเอ่ยถาม
“พี่กาน ข้าอยากรู้ว่าเหตุใดต้องมีความแตกต่างระหว่างลำดับขั้นของเหล่าผู้ติดตามด้วยเล่า?”
กานหลินมองหลงเฉินอย่างยอมรับและเอ่ยขึ้น
“สิ่งที่ข้ากำลังจะบอกต่อไป ก็คือสิ่งที่เจ้าต้องทำตามอย่างเคร่งครัดในตระกูลหลิงอู่นี่แหละ!”
***************************