กำเนิดสัประยุทธ์เทพราชัน【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 46 พันธนาการของร่างกาย

            แคว้นมู่อวิ๋นหนึ่งในสามมหาอำนาจในอาณาจักรซินโยว ซึ่งนอกจากราชวงศ์มู่หรงที่ทรงอำนาจที่สุดแล้วแคว้นมู่อวิ๋นนี้ก็ยังมีขุนนางชั้นอ๋องอีกแปดคนและขุนนางชั้นโหวอีกสามสิบสองคน!

            ตระกูลเซียวที่เซียวหลิงอวิ๋นอยู่นั้นก็เป็นหนึ่งในสามสิบสองโหวที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากราชวงศ์!และตั้งแต่ที่ได้รับแต่งตั้งมาตระกูลเซียวก็เป็นโหวที่มีอำนาจเกือบต่ำที่สุดในบรรดาสามสิบสองโหว! ซึ่งพอๆกันกับตระกูลพานของเจ้าอ้วนพานเสี่ยวปิง และตระกูลว่านของว่านฮวนที่จัดอยู่ในสามอันดับสุดท้าย!

            เนื่องจากทั้งสามตระกูลเป็นพี่น้องที่ยากลำบากมาด้วยกันในบรรดาโหวทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้อาวุโสของทั้งสามตระกูลค่อนข้างดีนี่เป็นสาเหตุให้เซียวหลิงอวิ๋นและว่านฮวนหมั้นหมายกัน!

            ดินแดนที่ตระกูลเซียวได้รับมาปกครองในตอนแรกก็คือเมืองเชียนเจ๋อซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของแคว้นมู่อวิ๋น!เมืองเชียนเจ๋อมีทะเลสาบขนาดใหญ่เล็กอยู่หลายพันแห่งเกือบครึ่งหนึ่งเป็นทะเลสาบปล่องภูเขาไฟ!

            เดิมทีบรรดาโหวที่มีอำนาจจำนวนมากต่างไม่สนใจเมืองเชียนเจ๋อซึ่งเป็นดินแดนทุรกันดารนักแต่เมื่อตระกูลเซียวเข้ามาตั้งรกรากได้หลายปี บังเอิญพบว่าน้ำในทะเลสาบปล่องภูเขาไฟเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะมีสรรพคุณในการดับความเมื่อยล้าบำรุงร่างกาย และเสริมสร้างกระดูกเท่านั้น ยังเป็นสถานที่ที่ใช้เพาะปลูก ‘ฝักบัวเพลิง’ ชั้นยอดอีกด้วย!

            เนื่องด้วยทะเลสาบปล่องภูเขาไฟเหล่านี้ตระกูลเซียวจึงร่วมมือกับร้านยาซื่อไห่ช่วยกันเพาะปลูกฝักบัวเพลิงอย่างขยันขันแข็งภายในเวลาเพียงสามสิบปีก็สะสมความมั่งคั่งได้มหาศาลอำนาจก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเมื่อสองปีก่อนที่เซียวหลิงอวิ๋นได้เดินทางไปฝึกวิชาที่สำนักวิญญาณเมฆาตระกูลเซียวจึงเติบโตเป็นตระกูลใหญ่ที่อยู่ในอันดับที่สิบเอ็ดจากในบรรดาสามสิบสองโหว!เหลืออีกเพียงก้าวเดียวก็จะขึ้นสู่อันดับสิบแล้ว!

            จนเมื่อเก้าเดือนก่อนทะเลสาบปล่องภูเขาไฟที่ใหญ่เป็นอันดับสองในเมืองเชียนเจ๋อได้พ่นลาวาที่ร้อนแรงออกมาจากทะเลสาบที่เงียบสงบกลับกลายเป็นภูเขาไฟภายในเวลาเพียงไม่กี่วันหนึ่งเดือนต่อมาจึงมีผู้ที่อยากรู้อยากเห็นเดินทางไปชมหลังการปะทุของภูเขาไฟค่อยๆสงบลง และก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าหินภูเขาไฟที่กระจัดกระจายอยู่โดยรอบมีหินลักษณะแปลกประหลาดเปล่งแสงสีแดงเกลื่อนกลาดอยู่ท่ามกลางหินลาวาจำนวนมาก!หินแปลกประหลาดสีแดงเหล่านี้มีพลังธาตุไฟที่เข้มข้นเจือปนอยู่ซึ่งมันคือหินผลึกไฟที่หาได้ยากอย่างยิ่ง!

            เมื่อตระกูลเซียวได้รับทราบข่าวนี้ก็รีบสั่งให้ปิดข่าวและส่งคนไปเก็บรวบรวมมาทันที

            กระนั้นหลายเดือนต่อมาข่าวนี้ก็รั่วไหลออกไปในที่สุด!

            ตระกูลหลิ่วซึ่งเป็นตระกูลที่มีอำนาจเป็นอันดับห้าของในบรรดาโหวสามสิบสองโหวเป็นพวกแรกที่เดินทางมาถึงตามด้วยตระกูลหวังและตระกูลหลิวซึ่งเป็นโหวสิบอันดับแรกเมื่อตระกูลเซียวเห็นท่าว่าไม่ดีจึงรีบรวมตัวกับตระกูลพานและว่านที่เป็นมิตรกันเพื่อต่อต้านแรงกดดันจากภายนอกแต่เมื่อข่าวยิ่งแพร่กระจายออกไปตระกูลอ๋องอย่างเจิ้งอ๋องก็พาตระกูลโจวและตระกูลเจียงเข้ามาแทรกแซงอย่างแข็งกร้าวทำให้สถานการณ์เริ่มโกลาหล จนเมื่อสิบวันก่อนกองกำลังจากภายนอกเหล่านี้กับตระกูลเซียว พาน และว่านก็เกิดการปะทะกันซึ่งในระหว่างการปะทะกันนั้น ทำให้บิดาของเซียวหลิงอวิ๋นก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสส่วนลุงสามและป้าห้าก็ได้รับบาดเจ็บด้วยเช่นกัน!

            นี่เป็นสาเหตุให้หลี่เฉวียนเดินทางมาแจ้งข่าวนี้โดยไม่หยุดพักเป็นเวลาหลายวันเต็ม!

            บนหลังม้าเกล็ดดำสี่ตัวที่วิ่งเร็วปานสายฟ้านอกเหนือจากเซียวหลิงอวิ๋นกับหลี่เฉวียนแล้วยังมีจ้าวเหวินจัวและชิวเทียนฉี่ร่วมเดินทางมาด้วยจ้าวเหวินจัวที่เป็นปรมาจารย์วิญญาณขั้นกลางได้รับคำสั่งจากผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสองให้มาคอยคุ้มครองเซียวหลิงอวิ๋นตลอดเวลาและด้วยเหตุเดียวกันนี้ชายชราร่างผอมหมิ่นชางไห่จึงมอบยันต์หนีเหินพันลี้ให้สองแผ่น รวมถึง ‘ลูกแก้วเพลิงสายฟ้า’ ที่มีพลังทำลายล้างอยู่ในระดับปรมาจารย์วิญญาณขั้นสูงให้กับจ้าวเหวินจัว

            ชิวเทียนฉี่เองเป็นผู้ใช้พลังวิญญาณขั้นสูงที่มีฉายาว่าจ้าวพยัคฆ์นอกจากจะรับคำสั่งให้มาช่วยจ้าวเหวินจัวปกป้องเซียวหลิงอวิ๋นแล้วยังรับหน้าที่ในการมาช่วยไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทอีกด้วย!

            ตระกูลชิวเป็นหนึ่งในแปดตระกูลอ๋องที่อยู่ในสามอันดับแรกของตระกูลอ๋องผู้นำตระกูลคนปัจจุบันของตระกูลชิวก็คือท่านลุงของชิวเทียนฉี่นั่นเอง!

            กองกำลังที่มีพลังเหนือธรรมชาติเช่นสำนักวิญญาณเมฆาโดยปกติจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลกเช่นนี้ แต่ในครั้งนี้เพื่อเซียวหลิงอวิ๋น จึงได้ส่งจ้าวเหวินจัวและชิวเทียนฉี่ให้ร่วมเดินทางมาด้วยซึ่งถือเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากตัวเซียวหลิงอวิ๋นมีความสำคัญอย่างมาก!

            ในสายตาของชายชราทั้งสองเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้เซียวหลิงอวิ๋นไม่จำเป็นต้องกลับไปด้วยตนเองด้วยซ้ำเพียงส่งชิวเทียนฉี่ไปก็สามารถแก้ไขปัญหาได้แล้ว!

            ทว่าเซียวหลิงอวิ๋นตอบกลับมาเพียงประโยคเดียวการฝึกวิชาไม่ควรจะมีสิ่งใดมากวนใจ ในเมื่อเกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ที่บ้านหากไม่กลับไปดูด้วยตาและแก้ไขด้วยตัวเองแล้ว คงไม่สามารถทำจิตใจให้สงบได้และจะส่งผลกระทบต่อการฝึกวิชาอย่างแน่นอน!

            จิตใจที่กตัญญูต่อบิดามารดาและจิตใจเมตตาต่อเพื่อนพ้องของผู้ที่จะเป็นยอดคนในอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่ชายชราทั้งสองปรารถนาจะได้เห็น จึงอนุมัติตามคำขอของเซียวหลิงอวิ๋นส่งจ้าวเหวินจัวและชิวเทียนฉี่ให้ออกเดินทางไปด้วยกัน!

            หากไม่ใช่เพราะข้อตกลงระหว่างสำนักทั้งห้าว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลกชายชราทั้งสองเองก็อยากจะออกเดินทางไปด้วยตัวเองเช่นกัน!

            การที่เซียวหลิงอวิ๋นไม่กลับไปยังสำนักวิญญาณหลักกับชายชราทั้งสองในทันทีแต่กลับยืนกรานที่จะกลับตระกูลเซียวสักครั้งก่อนเพื่อแสวงหาความสงบสุขในใจนั้น!ในฐานะราชันเทพที่สั่งสมประสบการณ์การฝึกวิชามาหลายหมื่นปี!ย่อมเข้าใจดีว่าสภาพจิตใจนั้นมีความสำคัญต่อการฝึกวิชาอย่างไร!

            เมื่อเขาได้ยึดครองร่างกายนี้มาแล้วก็ควรจะรับรู้ถึงความรู้สึกของร่างกายนี้ด้วย ซึ่งว่านฮวน จ้าวหมิงเจี้ยนจ้าวซานเต๋อ ไช่หมิง และคนอื่นๆ เหล่านี้ต่างก็ได้รับการลงโทษที่เหมาะสมแล้วพันธนาการเหล่านี้ได้รับปลดปล่อยไป สิ่งที่เหลืออยู่คือความรักที่มีต่อครอบครัวบังเอิญว่าตระกูลเซียวก็ประสบกับเหตุการณ์ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นหายนะครั้งใหญ่ขึ้นพอดีหากแก้ไขเรื่องนี้ได้ก็จะถือได้ว่าเป็นการชดใช้ความรู้สึกที่มีต่อร่างนี้จนหมดสิ้นและพันธนาการทั้งหมดที่เหนี่ยวรั้งอยู่ก็จะถูกปลดปล่อยออกจนหมด

            แล้วการฝึกวิชาหลังจากนี้ก็จะเข้าสู่หนทางที่ถูกต้องอย่างแท้จริงและจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็วกว่าในชาติก่อนเสียอีก!

            เที่ยงคืน!

            หลี่เฉวียนที่เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมาหลายวันหลังจากนายน้อยบอกให้พักผ่อน เขาก็ผูกม้าเอาไว้ หาที่ราบเหมาะๆเพื่อเอนกายลงนอนและผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว!

            จ้าวเหวินจัวและชิวเทียนฉี่ต่างก็อ้าปากค้างเมื่อมองดูเซียวหลิงอวิ๋นที่ตัวแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็งในก้อนหินจนทำให้ทั้งคู่มีสีหน้างุนงง!

            หลังจากสักพักหนึ่งผ่านไปทั้งสองคนจึงปิดปากลงได้และกลืนน้ำลายลงคอ “เอื๊อก”เด็กหนุ่มคนนี้ฝึกฝนวิชาอะไรกันแน่เหตุใดถึงได้รวบรวมพลังน้ำแข็งที่แข็งแกร่งเช่นนี้ได้!

            ในสายตาของทั้งสองทั้งร่างของเซียวหลิงอวิ๋นราวกับจะกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งมองเพียงแวบเดียวก็รู้สึกหนาวเย็นจนตัวสั่น!

            แต่สิ่งที่แปลกก็คือก้อนหินที่เด็กหนุ่มคนนี้นอนทับอยู่กลับไม่มีน้ำแข็งเกาะเลยแม้แต่น้อยราวกับพลังน้ำแข็งทั้งหมดมารวมตัวกันอยู่ในร่างกายของเซียวหลิงอวิ๋นโดยไม่ซึมเข้าไปโดนก้อนหินที่อยู่ด้านล่างเลย!

            “ผู้อาวุโสจ้าว เจ้าหนุ่มหลิงอวิ๋นผู้นี้ฝึกวิชาอะไรกันแน่? ความหนาวเย็นเช่นนี้...” ชิวเทียนฉี่ถามด้วยเสียงสั่นเครือ

            จ้าวเหวินจัวส่ายหน้าแต่แววตาของเขากลับส่องสว่างมากขึ้นเรื่อยๆแม้ตัวเขาจะไม่รู้ว่าเซียวหลิงอวิ๋นฝึกวิชาอะไรแต่ด้วยการบำเพ็ญเพียรและประสบการณ์ฝึกวิชาอยู่ในสำนักหลักมาเป็นเวลาสิบปีเต็มทำให้เขามั่นใจได้อย่างหนึ่ง ว่าวิชาที่เซียวหลิงอวิ๋นกำลังฝึกอยู่นี้จะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอนและระดับของวิชานี้อาจเทียบได้กับเคล็ดวิชาหลักสองวิชาของสำนักได้เลย!

            เขารับรู้ถึงความลึกล้ำของเซียวหลิงอวิ๋นมานานแล้วแต่การมีวิชาที่สุดยอดเช่นนี้ปรากฏขึ้นในตัวเด็กหนุ่มอายุเพียงสิบสี่ปีสิ่งนี้ทำให้จ้าวเหวินจัวต้องยกระดับความสำคัญของเซียวหลิงอวิ๋นให้สูงขึ้นไปอีกระดับในใจ!

            “เทียนฉี่ เรื่องวิชาของหลิงอวิ๋น ให้พวกเรารู้กันแค่สองคนก็พออย่าได้แพร่งพรายกับคนอื่นล่ะ” การที่เซียวหลิงอวิ๋นไม่ปิดบังทั้งสองคนเช่นนี้เป็นการแสดงออกถึงความไว้วางใจ ซึ่งทำให้จ้าวเหวินจัวรู้สึกซาบซึ้งใจมากเมื่อได้รับความจริงใจมา ก็ต้องตอบแทนด้วยความจริงใจกลับ!

            “อื้ม!” ชิวเทียนฉี่แม้จะดูเป็นคนหยาบกระด้างแต่แท้จริงแล้วก็เป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมและมีไหวพริบช่วงเวลาที่เซียวหลิงอวิ๋นกำลังเติบโตอยู่นี้ ตัวเขาได้เห็นมาตลอด จึงเข้าใจดีว่าเซียวหลิงอวิ๋นนั้นมีความสำคัญมากเพียงใดในสายตาของเหล่าผู้อาวุโสสูงสุดที่ทรงอิทธิพลที่สุดในสำนักหลักอีกทั้งการที่ส่งจ้าวเหวินจัวมาร่วมเดินทางด้วยก็เป็นการยืนยันในสิ่งที่ชิวเทียนฉี่คิดได้เป็นอย่างดีเมื่อได้ยินเช่นนี้แล้วเขาจึงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย!

            ในวันที่สองหลังจากที่พวกเซียวหลิงอวิ๋นทั้งสี่ขี่ม้าออกจากสำนักในช่วงบ่าย!

            ณส่วนลึกของสำนัก ผู้อาวุโสตี๋และหมิ่นต่างก็ต้องสะดุ้งพร้อมกันในทันทีชั่ววินาทีต่อมาทั้งสองก็ปรากฏตัวอยู่บนท้องฟ้าเหนือสำนัก!ท้องฟ้าที่สว่างไสวค่อยๆ มืดสลัวลงด้วยความเร็วอันน่าตกใจแสงแดดในฤดูหนาวเหือดหายไป ท้องฟ้าทั้งผืนราวกับถูกผ้าม่านหนาทึบปกคลุมอย่างรวดเร็ว!

            นี่เพิ่งจะเป็นเวลาเที่ยงแท้ๆแต่เหตุใดท้องฟ้ากลับมืดลงเช่นนี้? ปรากฏการณ์บนท้องฟ้าดังกล่าวทำให้ผู้คนจำนวนมากพากันกรูออกมาดู!

            “เกิดอะไรขึ้น?”

            “เมื่อครู่ยังมีแสงแดดอบอุ่นในฤดูหนาวอยู่เลย แต่ตอนนี้ท้องฟ้ากลับมืดลงทั้งๆ ที่ไม่มีเมฆหนาเลยแท้ๆ ไม่น่าจะใช่สภาพอากาศที่กำลังจะมีฝนตกหนักเลยนะ!”ผู้คนเริ่มจับกลุ่มพูดคุยกัน!

            ฉับพลันท้องฟ้าก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งลำแสงสองเส้นพุ่งขึ้นสู่ฟ้าที่กำลังมืดในเวลาเดียวกัน!

            ดวงตาของผู้เฒ่าทั้งสองแปรเปลี่ยนไปพร้อมกันเมื่อเห็นทั้งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ปรากฏขึ้นอย่างพร้อมเพรียง!

            ปกติแล้วใช่ว่าไม่เคยมีปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ปรากฏพร้อมกันเลยแต่นั่นล้วนปรากฏเฉพาะช่วงพลบค่ำและรุ่งสาง แต่ในช่วงเที่ยงวันเช่นนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าจะมีดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ปรากฏพร้อมกัน!

            “ศิษย์พี่!” เสียงของหมิ่นชางไห่สั่นเครือเล็กน้อย “หรือว่านี่จะเป็นลางบอกเหตุความวุ่นวายหรือไม่?”

            “ข้าก็ไม่รู้” ตี๋โจ๋วรื่อหางตาตกลง “ปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ปรากฏขึ้นพร้อมกันในเวลาเดียวกันนี้ข้าเคยเห็นแต่ในตำราโบราณเท่านั้น ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นด้วยตาตนเองในวันนี้จะดีหรือร้าย ข้าก็ไม่อาจล่วงรู้ได้จริงๆ!”

            “ศิษย์พี่ ท่านดูนั่นสิ” ทันใดนั้นดวงตาของหมิ่นชางไห่ก็เปล่งประกายราวกับสายฟ้า ชี้ไปยังสำนักที่อยู่ด้านล่าง!

            แสงสีแดงสดใสพุ่งขึ้นมาจากสำนักนั้นพุ่งขึ้นฟ้าเป็นเส้นตรง!

            “แกว๊กกก!”เสียงร้องอันไพเราะดังก้องไปทั่วทั้งสำนักและเมืองชิงหนิงที่อยู่โดยรอบสำนักหงส์เพลิงศักดิ์สิทธิ์กำลังกางปีกอันงดงามของมันโบยบินไปทั่วท้องฟ้า!

            ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ปรากฏพร้อมกันและยังมีหงส์เพลิงส่งเสียงร้องก้องท้องฟ้าอีก!

            “ชางไห่ น่ะ... นั่นมันตำหนักที่หรูเยียนใช้เก็บตัวฝึกวิชาใช่หรือไม่!”เสียงของตี๋โจ๋วรื่อดังขึ้นด้วยความตื่นเต้น

            “ใช่แล้วศิษย์พี่! หรูเยียนเปิดเส้นลมปราณได้สำเร็จก้าวเข้าสู่ระดับผู้ใช้พลังวิญญาณ!” หมิ่นชางไห่เองก็ตื่นเต้นเช่นกันร่างที่ผอมแห้งของเขาถึงกับสั่นสะท้านเล็กน้อยเพียงเปิดเส้นลมปราณได้สำเร็จก็สามารถทำให้หงส์เพลิงกู่ร้องก้องฟ้าทั้งดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ปรากฏขึ้นพร้อมกันเช่นนี้ นี่คือการมาเยือนของหงส์เพลิงซึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดีอย่างไม่มีอะไรเทียบได้! เป็นทั้งสิริมงคล ทั้งโอกาสดีและโชคลาภครั้งใหญ่!

            เด็กสาวหรูเยียนคนนี้!ยอดเยี่ยมมาก ยอดเยี่ยมจริงๆ!

            ก่อนหน้านี้มีเซียวหลิงอวิ๋นบุตรแห่งสวรรค์แล้วหลังจากนั้นก็มีฉินหรูเยียนหงส์เพลิงมาเยือนอีก!

            ยุคทองของสำนักวิญญาณเมฆาเริ่มต้นขึ้นแล้ว!

            ชายชราทั้งสองที่อยู่บนท้องฟ้าหันหน้ามามองกันด้วยความปีติยินดี!

            ช่วงครึ่งวันต่อมาทั่วทั้งสำนักวิญญาณเมฆาราวกับอยู่ในงานเฉลิมฉลองความสำเร็จของอัจฉริยะและปรากฏการณ์อันน่าทึ่งที่ปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ทำให้จิตวิญญาณของศิษย์หลายหมื่นคนในสำนักพุ่งสูงขึ้นไปสู่จุดสูงสุดจนน่าตกใจ! ด้วยความมั่นใจที่พลุ่งพล่านและความภูมิใจที่เปี่ยมล้นหัวใจพวกเขาทำให้เกิดความรู้สึกรักและหวงแหนต่อสถาบันทั้งสำนักย่อยและสำนักหลักอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนทำให้บรรดาศิษย์เหล่านี้กลายเป็นรุ่นที่โดดเด่นที่สุดในรอบหมื่นปีของสำนักวิญญาณเมฆาและยังเป็นรุ่นทองที่สามารถเปิดเส้นลมปราณได้สำเร็จกลายเป็นผู้ใช้พลังวิญญาณจำนวนมากที่สุด และโอกาสสำเร็จสูงที่สุดด้วย!

            ...

            เวลานี้พวกเซียวหลิงอวิ๋นทั้งสี่คนไม่ได้ชื่นชมภาพหงส์เพลิงที่กู่ร้องก้องฟ้าของฉินหรูเยียนพวกเขากำลังเดินทางกันอย่างเร่งรีบตลอดทั้งกลางวันและกลางคืนพักผ่อนกันเฉพาะช่วงเช้าและเที่ยงคืนเท่านั้นซึ่งเซียวหลิงอวิ๋นเองก็ใช้ช่วงเวลานี้ในการสร้างรากฐานร้อยวันอย่างเต็มที่ด้วยเช่นเดียวกัน!

            จนกระทั่งในเช้าวันที่สี่เหลือระยะทางเพียงห้าร้อยลี้ก็จะถึงเมืองเชียนเจ๋อเซียวหลิงอวิ๋นที่ทำการสกัดพลังจากดวงอาทิตย์ในยามรุ่งสางเสร็จสิ้นร่างกายของเขาสั่นสะท้าน ปากของเขาก็พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาราวกับลูกศร!กระดูกทั้งตัวเขาลั่นดังกร๊อบแกร๊บราวกับเสียงประทัด! นักยุทธ์ระดับหก!

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดสัประยุทธ์เทพราชัน【จบ】 ที่คุณอ่าน