โปรแกรมสร้างนักรบ

    นักเวทย์ผู้เก่งกาจ 32 – เดินต่อไปแม้จะรู้ว่าผิดทาง!

            ‘พลังเวทย์ 26


            ความต้านทานเวทย์ 10


            ความกลมกลืน

            - ดิน 3

            - น้ำ 5

            - ลม 4

            - ไฟ 5

            - สายฟ้า 4

            - วิญญาณ 5’


            ออสการ์ออกมานั่งอยู่ในป่าด้านหลังหมู่บ้านเริ่มต้น แล้วเปิดหน้าต่าง ‘เชาวน์ปัญญา’ ของตัวเองขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้ง คิ้วขมวดแน่นสลับคลายออกอยู่เป็นระยะ


            แม้ว่าจะผ่านถ้ำที่ 3 มาได้แบบราบรื่น แต่มันก็มีหลายอย่างที่เด็กหนุ่มไม่เข้าใจและคิดไม่ตก


            ค่าความต้านทานเวทย์ตัน! มันคงที่อยู่ที่ 10 แต้มตั้งแต่ก่อนเขาเข้าไปในถ้ำแห่งลาวา และนั่นเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ออสการ์คิดว่ามันถึงเวลาเคลียร์ถ้ำที่เหลือแล้ว


            เขาควรจะยืนรับการโจมตีด้วยเวทมนตร์ได้แบบโดยไร้รอยขีดข่วน และผ่านถ้ำที่เหลือไปได้แบบสบาย ๆ


            แต่มันก็ไม่เป็นอย่างที่คิดเอาไว้


            เปลวเพลิงและความร้อนแรงของสไลม์ลาวายังคงเป็นอันตรายถึงตายเหมือนเดิม โดยเฉพาะเจ้า ‘บอสใหญ่’ ที่สูงเกือบ 5 เมตร และถือกำเนิดขึ้นจากบ่อลาวาขนาดใหญ่พอ ๆ กับสนามบาส


            ในห้องบอส ถ้ายืนตัวเปล่าไม่ใช้เวทย์ม่านวารีบำบัดคลุมร่างกายเอาไว้ ออสการ์น่าจะตายลงไปภายในเวลาไม่ถึง 5 นาที มันเป็นความร้อนแรงราวกับอยู่ในนรกโลกันต์


            ‘เพลิงบรรลัยกัลป์ถล่มโลกา’ ที่ถูกเปลี่ยนชื่อไปเป็น ‘เพลิงกัมปนาท’ โดยไม่ได้รับความยินยอม ไม่มีอานุภาพเพียงพอสำหรับการต่อกรกับเจ้าสไลม์ยักษ์ การระเบิดตัวของคลื่นความร้อนอย่างฉับพลันดับไฟของลาวาปริมาณมากแบบนั้นไม่ไหว


            โชคดีที่เด็กหนุ่มมีเม็ดยาเติมมานาเหลือเก็บเอาไว้เป็นกระตัก


            ภูษาเหมันต์ถูกหยิบมาปัดฝ่นใช้อีกครั้ง และในแบบที่ไม่ต้องตระหนี่ขี้เหนียวประหยัดพลังเวทย์อะไรทั้งสิ้น มันยกระดับจนสามารถใช้ได้ดั่งใจหลังจากที่โรมรันกันอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง


            และหลังจากนั้นก็เป็นเรื่องง่ายแล้ว


            การปล่อยภูษาเหมันต์แบบใช้มานาหมดหลอดออกไปติดต่อกัน 3 ครั้ง มันเพียงพอสำหรับการดับไฟราคะที่ร้อนแรงเลยด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับไฟของลาวาเพียงเท่านั้น


            ออสการ์กลับมาถึงที่หมู่บ้านเริ่มต้นตอนกลางดึก เขาเลือกที่จะเข้าห้องไปนอนพักผ่อนแทนที่จะรีบมุ่งหน้าไปยังร้านขายทักษะ มันยังมีเวลาเหลือเฟือสำหรับการเลือกทักษะใหม่มาฝึกฝน เด็กหนุ่มใช้เวลาในถ้ำล่าสุดไปแค่ 4 วันเท่านั้น และส่วนใหญ่หมดไปกับการพักผ่อนเอาแรง


            การทุ่มเทพลังใช้เวทย์เพลิงกัมปนาทแบบติดต่อกันทำให้จิตใจนั้นเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก และมันไม่มีเม็ดยาสำหรับฟื้นฟูสภาพจิตใจให้ใช้ วิธีเดียวที่ทำได้คือพักผ่อนนอนหลับตามปกติ


            ออสการ์หลับลึกข้ามวันไปแบบไม่รู้ตัว และตื่นขึ้นมาเพราะเจ้า ‘ดำเกิง’ ทนหิวไม่ไหวจนตัดสินใจออกจากดาบมาปลุกด้วยการเลียหน้า จะเป็นเพราะเจ้าตัวน้อยจะเพิ่งรู้ตัวเหมือนกันว่ามันออกจากดาบได้ หรืออาจจะเป็นเพราะค่าวิญญาณเพิ่มเป็น 5 แต้มแล้ว เด็กหนุ่มก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเหตุผลไหนกันแน่?


            แต่เจ้าตัวตะกละก็แค่กินดาบยาวลงไปจนหมดเล่ม และหนีกลับเข้าไปในดาบยักษ์อย่างว่องไวหลังจากนั้น ไม่เปิดโอกาสให้ออสการ์ได้สอบถามอะไรทั้งสิ้น แถมเจ้าดำเกิงน้อยน่าจะหลับไหลไปในทันทีด้วย เด็กหนุ่มเรียกอยู่ 3-4 ครั้ง หลังจากแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ตอบ เขาก็ออกจากห้องพักมุ่งไปที่ร้านขายทักษะตามความตั้งใจเดิม


            แล้วมาจบลงด้วยการเปิดค่าสแตทต่าง ๆ ของตนเองดูอยู่ที่นี่


            เพราะทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่คาดคิดเอาไว้ ไม่มีการปลดล็อกทักษะ ไม่มีการปลดล็อกอาวุธใด ๆ ทั้งสิ้น

            …


            “บ้าเอ้ย! นี่มันไม่ได้ต่างจากการถูกปิดตามัดมือมัดเท้าโยนลงมาให้งมเข็มในมหาสมุทรเลยด้วยซ้ำ แล้วทีนี้จะไปทางไหนต่อ? คำไบ้อะไรก็ไม่มีสักอย่าง จะลอกการบ้านเพื่อนก็ไม่ได้ ให้ตายเถอะ!”


            ออสการ์สบถหยาบคายและบ่นตามออกมาอย่างยาวเหยียด เขาทิ้งตัวลงนอนแบบคนที่จนแต้ม หลังจากคิดวุ่นวายมาเกินครึ่งวัน มันไม่ได้มรรคได้ผลอะไรกลับมาแม้แต่นิดเดียว


            เพื่อความสนุก!? เป็นเพียงการแสดงที่มีผู้ชมเฝ้าดูอยู่ผ่านจอถ่ายทอดสดที่ไหนสักแห่ง มันเป็นไปได้!ไม่ว่าจะเป็นเทพเทวา พระเจ้า หรือท้าวมหาพรหมของตำนานไหน ๆ ก็ชอบความคึกคักรื่นเริงบันเทิงใจทั้งนั้น ถ้าจะมีผู้ทรงอิทธิฤทธิ์มากพอเลือกที่จะดึง ‘วิญญาณ’ จากทั่วจักรวาลมาใส่เอาไว้ในเกมส์ กระตุ้นให้สู้ดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด และจับตาดูอยู่อย่างสนุกสนาน มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก


            แน่นอนว่าออสการ์ไม่ได้ทิ้งแนวคิดที่ว่านี่คือการทดสอบคัดเลือกไป เพราะมันดูจะมีจุดหมายมากกว่าการเป็นแค่สัตว์ร้ายที่ถูกจับโยนใส่ในกรงแล้วให้สู้กันเพื่อความสนุก และหวังว่ามันจะเป็นอย่างนั้นเสียด้วยซ้ำ


            มันมีจุดสิ้นสุด! ถ้าเป็นการทดสอบคัดเลือกทหาร นักรบ หรือว่าขุนศึกอะไรก็ตาม มันย่อมต้องมีจุดสิ้นสุด แต่ถ้าเป็นอย่างอื่น ปลายทางของเขาน่าจะเป็นเพียงการสูญสลายไปเท่านั้น


            “ไพรทมิฬทดสอบอะไร? ถ้าแค่ความแข็งแกร่งของร่างกาย จะยัดค่าเจตจำนงลงมาทำไม? มันต้องมีส่วนว่าจะผ่านด่านได้หรือไม่อยู่ด้วยสิ…


            ภูเขาลูกสุดท้ายนั่น!? มันเป็นการทดสอบเจตจำนงอย่างนั้นหรือ? แต่… โธ่โว้ย!! ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว!”


            เด็กหนุ่มพึมพำงึมงำกับตัวเอง ก่อนที่ตอนสุดท้ายจะสบถออกมาอย่างหงุดหงิด เขายันตัวเองให้กลับขึ้นมาอยู่ในท่านั่ง ก่อนจะกระตุ้นเปลี่ยนผิวหนังให้กลายเป็นสีทองระเรื่อ เวทย์ ‘อินทรีย์ทอง’ อยู่ในระดับเชี่ยวชาญแล้ว ออสการ์ต้องการจะฝึกจนใช้ได้ดั่งใจก่อนเข้าไปในถ้ำสุดท้าย


            เพราะคิดว่ามันจำเป็น!


            ‘ปราการไม้เลื้อย’ ‘ภูษาเหมันต์’ และ ‘อินทรีย์ทอง’ เป็นเวทย์ผสานธาตุที่เขาเลือกซื้อมาเรียนรู้ก่อนเข้าไปในถ้ำที่ 3 มันเป็นเวทย์ที่ผสานดินเข้ากับน้ำ ลมเข้ากับน้ำ และดินเข้ากับสายฟ้าตามลำดับ


            ทั้งหมดเป็นเวทย์ป้องกัน และประยุกต์ใช้กับเวทย์ที่เด็กหนุ่มมีอยู่ได้เป็นอย่างดี มันเป็นเหตุผลหลักที่เขาเลือกเรียนรู้พวกมัน และจากเวทย์ผสานธาตุที่ปรากฏขึ้นมาให้เห็นทั้งหมด 2 ใน 3 จะเป็นเวทย์สายป้องกัน เวทย์โจมตีนั้นมีให้เลือกซื้อน้อยมากจริง ๆ


            ‘พายุเพลิง’ เวทย์โจมตีที่ผสานธาตุลมกับไฟเข้าด้วยกัน มันไม่ได้ร้ายแรงกว่าเพลิงไร้ลักษณ์ แค่เป็นเวทย์โจมตีแบบ AOE เท่านั้น ไม่ได้สมกับราคาที่แพงลิบลิ่วเลยแม้แต่น้อย อยากโจมตีวงกว้าง? ก็แค่ต้องวิ่งเอาดาบไปฟันให้ไวหน่อยเท่านั้นก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ?


            ‘หอกน้ำแข็ง’ เวทย์โจมตีที่ผสานธาตุน้ำกับลมเข้าด้วยกัน มันน่าสนใจ แต่อำนาจในการทำลายล้างของน้ำแข็งคืออุณหภูมิที่ต่ำจุดสุดขั้ว การมีม่านวารีอยู่แล้วทำให้ออสการ์ฝึก ‘ภูษาเหมันต์’ ได้ไวกว่า และมันใช้โจมตีได้เหมือนกัน แค่เปลืองมานามากเกินไปเท่านั้น การประยุกต์ใช้ในถ้ำลาวาเป็นเครื่องยืนยันว่าแนวคิดของเด็กหนุ่มนั้นถูกต้อง


            ส่วนเรื่องมานาจะไม่พอใช้จนต้องทำอะไรบ้า ๆ บอ ๆ ลืมมันไปเสียเถิดนะ…


            สัดส่วนของเวทย์ป้องกันที่มากกว่า และส่วนใหญ่เป็นเวทย์ป้องกันที่ต้องใช้ติดตัว มันทำให้ออสการ์ตั้งสมมติฐานว่า ‘ความต้านทานเวทย์’ คือสิ่งที่จะช่วยให้การ ‘ฝ่าถ้ำทมิฬ’ สำเร็จลุล่วงไปได้อย่างราบรื่น


            ดูเหมือนว่ามันจะเป็นสมมติฐานที่ผิด


            แต่ข้อสันนิษฐานที่ว่าจะมีการปลดล็อกทักษะเวทย์เมื่อความกลมกลืนกับเวทย์ถึง 5 แต้มก็มีโอกาสผิดสูงเช่นกัน ดูเหมือนว่าเวทย์ระดับสูงจะมีเพียงแค่เวทย์ผสานธาตุเท่านั้น


            ยังไม่มีทักษะเวทย์อะไรใหม่ ๆ ปรากฏออกมา แต่บางที… นั่นอาจเป็นเพราะว่าเขามีคะแนนอยู่น้อยเกินไปก็ได้ ใครจะไปรู้?


            จนถึงตอนนี้ ออสการ์ทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว ต่อให้เขาเข้าไปเคลียร์ถ้ำสุดท้ายเพื่อสะสมคะแนนให้เพิ่มสูงขึ้น โอกาสที่จะเจอสถานการณ์ ‘เจอขวานงามเมื่อยามไม้ล้ม’ ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี


            ช่วงสุดท้ายของการ ‘ฝ่าไพรทมิฬ’ และความยากจนในช่วงเริ่มต้นของ ‘ฝ่าถ้ำทมิฬ’ ยังติดตราตรึงใจและส่งผลมาถึงตอนนี้ เด็กหนุ่มกลัวว่าจะไม่มีคะแนนติดตัวไปยังด่านต่อไป


            เขาไม่อยากเริ่มต้นใหม่แบบลำบากลำบนอีก!


            แม้ว่าสมมติฐานที่ตั้งเอาไว้จะไม่ถูกไปเสียทั้งหมด แต่มันก็มีเค้าลางบางอย่างอยู่ และออสการ์ตั้งใจจะเดินตามแผนการเดิมที่วางเอาไว้


            เขาจะฝึกเวทย์ผสานธาตุให้ได้ครบทั้ง 5 สาย และจะพยายามยกระดับความกลมกลืนกับเวทย์ให้ถึง 5 แต้มครบทุกธาตุเช่นกัน ในตอนนี้มันขาดธาตุดินที่มีอยู่ 3 แต้ม ธาตุลมที่มีอยู่ 4 แต้ม และธาตุสายฟ้าที่มีอยู่ 4 แต้มเท่านั้น


            ส่วนเวทย์ผสานธาตุ มันขาดเวทย์ผสานที่มีธาตุไฟเป็นองค์ประกอบ


            ออสการ์จะเลือกมันในภายหลัง ตอนนี้เขาตั้งใจจะฝึก ‘อินทรีย์ทอง’ ให้ได้ดั่งใจก่อน


            แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอสำหรับการเคลียร์ถ้ำสุดท้ายแล้ว ไม่ว่ามันจะเป็นธาตุอะไรก็ตาม…



    คล้ายกับเรื่องโปรแกรมสร้างนักรบ ที่คุณอ่าน