บทที่ 36 สรรเสริญเสิ่นทิงหงนั้นถูกแล้ว
สักพักเหล่าคุณป้าก็ออกมาเรียกทุกคนกินข้าว
เสิ่นชุนฮวาก็พาเสิ่นเสี่ยวปิงมาด้วย ปีนี้เสิ่นเสี่ยวปิงมีอายุเพียง 13 ปี ตอนนี้โรงเรียนประถมประจำหมู่บ้านกำลังจะปิดเทอม ถือว่าเขาสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนประถมแล้ว
เป็นเพราะในยุคสมัยนี้เข้าโรงเรียนกันค่อนข้างช้า และชั้นประถมศึกษามีเพียงห้าปี มัธยมต้นและมัธยมปลายแบ่งเป็นอย่างละสองปี ตอนนั้นเสิ่นทิงหงเองก็เข้าเรียนช้าเหมือนกัน ดังนั้นตอนนี้อายุ 17 ปีแล้วเพิ่งจะเรียนจบชั้นมัธยมปลายเท่านั้น
เสิ่นเสี่ยวปิงชอบญาติผู้พี่อย่างเสิ่นทิงหงมาก ส่วนใหญ่เป็นเพราะรู้สึกว่าเธอแตกต่างจากคนอื่น ๆ ในครอบครัว และเพราะเสิ่นทิงหงทำให้เขาจริงจังกับการเล่าเรียนมากเป็นพิเศษ ด้วยหวังว่าต่อไปจะได้เข้าเรียนชั้นมัธยมปลายประจำอำเภอเหมือนเสิ่นทิงหง เหมือนเป็นคนเมืองคนหนึ่ง
พอเห็นเสิ่นทิงหงเขาก็วิ่งแจ้นเข้ามาหา แต่วิ่งเข้ามาแล้วก็ไม่กล้าเข้าใกล้เกินไป ถึงอย่างไรเมื่อก่อนท่าทีของเสิ่นทิงหงที่มีต่อเขาก็ถือว่าเฉยชา บางครั้งอารมณ์ไม่ดีก็ยังดุมากอีกด้วย
เสิ่นทิงหงก็รู้เรื่องนี้เช่นกัน เด็กน้อยมองตนเองด้วยดวงตาใสแจ๋ว ไม่ได้ทำให้รู้สึกรำคาญ เธอหยิบลูกอมนมกระต่ายขาวสองเม็ดใหญ่ออกจากกระเป๋าเสื้อแล้วมอบให้เสิ่นเสี่ยวปิง “นี่ให้นาย เอาไปแบ่งกับพี่ชุนฮวาคนละเม็ดนะ”
นี่ไม่ใช่ของในห้วงมิติของเสิ่นทิงหง แต่หลิวเยว่กัดฟันซื้อให้เธอตอนที่ไปซื้อลูกอมผลไม้ที่ต้องใช้ในวันนี้ต่างหาก
ตอนที่เสิ่นทิงหงได้รับลูกอมนมกระต่ายขวาก็รู้สึกดีใจมาก ในห้วงมิติของเธอมีขนมหลากชนิด แต่ถึงแม้เธอจะอายุ 17 ปีแล้ว พ่อแม่ก็ยังทำเหมือนตัวเธอเป็นเด็ก
“ต้องให้พี่สาวด้วยเหรอ?” เสิ่นเสี่ยวปิงไม่ค่อยเข้าใจ ตามที่แม่ของเขาเคยบอกไว้ สิ่งดี ๆ ทั้งหมดในครอบครัวต้องเป็นของเขา ไม่มีใครเคยบอกให้เขาแบ่งปันกับพี่สาวเลย
“ต้องสิ พี่มีอะไรดี ๆ ก็แบ่งให้นาย นายมีอะไรดี ๆ จะไม่แบ่งให้พี่ชุนฮวาบ้างเลยเหรอ? พี่ชุนฮวาใจดีกับนายมากใช่ไหม?” เสิ่นทิงหงกล่าว
เธอรู้ว่าแม่อย่างอู๋อวิ๋นเห็นเด็กผู้ชายสำคัญกว่าเด็กผู้หญิงมาก ทั้ง ๆ ที่เสิ่นชุนฮวาเป็นเด็กผู้หญิงที่เฉลียวฉลาด แต่เธอก็ถูกปฏิบัติเหมือนเป็นรากหญ้า
เธอไม่ใช่คนที่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น แต่เห็นได้ชัดว่าเสิ่นเสี่ยวปิงยังไม่ได้ถึงกับนิสัยเสีย พอจะสั่งสอนได้อยู่บ้าง ขึ้นอยู่กับเขาแล้วว่าจะเชื่อฟังหรือไม่
โชคดีที่เสิ่นเสี่ยวปิงไม่ทำให้ผิดหวัง ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนเคยเรียนหนังสือมา คุณครูหลายคนก็สอนเขา เพียงแต่การอาศัยอยู่ในครอบครัวที่เห็นผู้ชายสำคัญกว่าผู้หญิงมาเป็นเวลานาน ก็ย่อมทำให้เขาเห็นตัวเองเป็นศูนย์กลางไปหน่อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่หลังจากฟังคำพูดของเสิ่นทิงหงแล้ว เขาก็ลังเลอยู่สองวินาทีก่อนจะวิ่งตรงไปยัดลูกอมนมใส่มือเสิ่นชุนฮวาหนึ่งเม็ด
เสิ่นชุนฮวาดูจะไม่กล้ารับ เพราะถ้าแม่ของเธอรู้เข้าก็จะดุเธออีก
“พี่ชุนฮวา นั่นฉันให้พี่นะ แล้วก็เป็นน้ำใจของเสี่ยวปิงด้วย พี่รับไว้เถอะ” เสิ่นทิงหงเดินเข้ามาหาเธอพลางกระซิบบอก “ตอนนี้ป้ารองกำลังยุ่ง รีบกินซะ!”
เสิ่นชุนฮวายิ้ม แล้วยอมกินลูกอมนมกระต่ายขาวเม็ดใหญ่แต่โดยดี
โตมาจนป่านนี้นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้กินขนมหรู ๆ แบบนี้ เมื่อก่อนได้กินลูกอมผลไม้สักเม็ดหนึ่งก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว
“ขอบใจนะนีเอ๋อร์!” เสิ่นชุนฮวากล่าว
เมื่อก่อนเคยคิดว่าญาติผู้น้องคนนี้เย็นชาและเข้าถึงยากนัก แต่ตอนนี้ไม่คิดว่าเธอน่ากลัวอีกต่อไปแล้ว
เสิ่นชุนฮวาอิจฉาเสิ่นทิงหงมาตั้งแต่เด็ก เป็นเด็กผู้หญิงจากตระกูลเสิ่นเหมือนกัน แต่ชะตากรรมกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เสิ่นทิงหงไปโรงเรียนได้ แต่เธอต้องทำงานเลี้ยงน้องชายอยู่ที่บ้าน เสิ่นทิงหงมีลุงสามคนและป้าสะใภ้สามคนคอยรุมรักและตามใจ แต่เธอกลับไม่สำคัญเหมือนน้องชายของตัวเองในสายตาพ่อแม่...
ดังนั้นเมื่อเผชิญหน้ากับเสิ่นทิงหง ส่วนใหญ่เธอจะรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า แต่ตอนนี้เสิ่นทิงหง กลับมีเสน่ห์ที่ทำให้ผู้คนอยากเข้าใกล้มากขึ้น
“ไป ๆๆ! กินข้าวกัน!” เสิ่งทิงอู่เห็นพวกเธอกำลังกระซิบกระซาบกันก็รีบเข้ามาทักทาย
เดิมทีมีแค่โต๊ะเดียว แต่เนื่องจากการเข้ามาเพิ่มของบ้านรอง ตระกูลเสิ่นก็เลยมีโต๊ะสองตัว
บวกกับพวกเด็ก ๆ อีก จึงค่อนข้างเบียดเสียดเล็กน้อย แต่นับว่าคึกคักยิ่งนัก บวกกับเนื้อครึ่งจินที่เสิ่นทิงหงนำกลับมาก่อนหน้านี้
รวมถึงเนื้อครึ่งจินที่หลิวเยว่เอาตั๋วเนื้อไปแลกมาเอง ก็เป็นเนื้อหมูหนึ่งจิน กระต่ายสองตัว และไก่ป่าหนึ่งตัว
ไม่ต้องพูดถึงช่วงเวลาปกติ ต่อให้เป็นช่วงส่งท้ายปีเก่า ก็คงไม่อุดมสมบูรณ์ขนาดนี้
นอกจากนี้ผักในที่ดินตระกูลเสิ่น เนื่องจากเพิ่งแยกบ้านกันในปีนี้ การจะแบ่งให้ใครก็ไม่ยุติธรรม ดังนั้นจึงแบ่งออกเป็นสี่ส่วนตามขนาดพื้นที่ แม้แต่เสิ่นต้าเฉียงก็ยังได้มาหนึ่งส่วน
ผักในที่ดินตระกูลเสิ่นหน้าตาดีใช้ได้ ใส่น้ำมันเล็กน้อยผัดออกมาก็มีรสชาติอร่อย
แม้ว่าเสิ่นทิงหงจะยังรู้สึกว่าแม่ของเธอตัดใจใส่น้ำมันไม่ได้เวลาปรุงอาหาร แต่วันนี้ก็ดีขึ้นมากแล้ว อย่างน้อยก็ใช้ตะเกียบพันด้วยผ้าฝ้ายจุ่มน้ำมันเล็กน้อย แล้วปัดเป็นวงกลมในกระทะ
เมื่อก่อนหลิวเยว่เคยทำแบบนี้จริง ๆ เสิ่นทิงหงอยากพูด แต่เมื่อนึกถึงลักษณะพิเศษของยุคสมัยนี้ก็ถือว่าช่างมันเถอะ
หลังจากนี้หากค้นพบแหล่งสินค้าและวัตถุดิบของตัวเองที่แน่นอน เธอก็จะสามารถใช้ชีวิตที่ดีกับครอบครัวได้อย่างเปิดเผย
ทุกคนเห็นอาหารจานนี้ก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ยกเว้นผู้หญิงที่อยู่ในครัวตั้งแต่แรก คุณลุงทั้งสาม รวมถึงเสิ่นต้าหย่งและพ่อเฒ่าเสิ่นต่างก็รู้สึกประหลาดใจ
เมื่อเห็นสีหน้าของพวกเขา เสิ่นต้าเฉียงดูภาคภูมิใจมาก “พวกพ่อไม่รู้อะไร ไก่ป่าและกระต่ายป่าตัวนี้นีเอ๋อร์ของพวกเราจับมาตอนขึ้นเขา ไม่อย่างนั้นมื้อนี้คงไม่อุดมสมบูรณ์ขนาดนี้!”
ทุกคนรู้ดีว่าสิ่งที่เสิ่นต้าเฉียงอยากพูดนั้นไม่ใช่เรื่องอาหารมื้อหรูนี้ แต่เขาอยากอวดลูกสาวของเขาที่เก่งกาจ เฉลียวฉลาด เข้าใจทุกอย่าง!
ดังนั้นชายร่างใหญ่จึงยกย่องเสิ่นทิงหงอย่างพร้อมเพรียงกัน เป็นไปตามคาด หลิวเยว่และเสิ่นต้าเฉียงฉีกยิ้มจนปากจะเกือบถึงหูอยู่แล้ว
หากจะเอาอกเอาใจสองคนนี้ อย่าให้ธรรมดาเกินไป แค่ยกลูกสาวสุดที่รักของพวกเขามาชื่นชมก็พอแล้ว
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ หญิงสาวก็ช่วยกันจัดเก็บกวาดก่อนแล้วค่อยออกเดินทาง ขณะที่เซียวเจี้ยนฟางกำลังจะออกเดินทางก็ดึงเสิ่นทิงหงกับหลิวเยว่ไปพูดเรื่องส่วนตัว ส่วนหลานชายทั้งสองและลูกเขยนั้น แม่เฒ่าได้มองข้ามไปอย่างสิ้นเชิง
เสิ่นชุนฮวาและเสิ่นเสี่ยวปิงกลับบ้านก่อน เพราะยังมีงานบ้านที่ต้องทำ แต่อู๋อวิ๋นต้องอยู่ช่วยอีกแรง เสิ่นชุนฮวาจึงพาเสิ่นเสี่ยวปิงกลับไปก่อน
ตอนกลับไปก็บังเอิญพบกับเสิ่นต้าลี่กำลังกินข้าวอยู่กับครอบครัว สองพี่น้องจึงทักทายผู้เป็นลุงอย่างสุภาพ
“ลุงใหญ่ ป้าสะใภ้ใหญ่ พี่ใหญ่ พี่ปี้เหลียน!”
เสิ่นโหย่วเหวยกินข้าวของตัวเองโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง เสิ่นปี้เหลียนคิดว่าพวกเขาเพิ่งกลับมาจากบ้านสามก็เลยคร้านจะสนใจพวกเขา
กลับเป็นจางซู่ฉินเองที่กลอกตาไปมา “ชุนฮวา เสี่ยวปิง วันนี้ตอนบ่ายพวกเธอไปกินข้าวบ้านอาสามมาเหรอ?”
“ใช่ค่ะ!” เสิ่นชุนฮวาตอบรับ เสิ่นเสี่ยวปิงก็พยักหน้าเช่นกัน
“แล้วพวกเธอกินอะไรกันมาบ้าง?” จางซู่ฉินถามอีกครั้ง
ทันทีที่เธอพูดคำนี้ออกมาก็ถูกเสิ่นต้าลี่จ้องเขม็งใส่ แต่เธอยังมองสองพี่น้องอย่างไม่แยแส และรอคอยคำตอบของพวกเขา
เสิ่นชุนฮวาไม่อยากพูดอยู่แล้ว แต่เสิ่นเสี่ยวปิงมีอายุน้อยกว่า เมื่อนึกถึงอาหารกลางวันแสนอร่อยก็อดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้