เสียงแกร่งของกลไกที่หยุดนิ่งดังสะท้อนในอากาศ เศษหมอกสีเงินอ่อนจากพลังงานที่สลายตัวยังคงลอยฟุ้งอยู่รอบกายหลิงเซียว เมื่อบันไดแห่งกลจักรยอมเปิดทางให้เขาเดินผ่านโดยไร้ข้อโต้แย้ง
รอบข้างเต็มไปด้วยความเงียบงัน ไม่มีเสียงปรบมือ ไม่มีเสียงชมเชย…มีเพียงสายตาของผู้ร่วมคัดเลือกที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งประหลาดใจ เคารพ และหวั่นเกรง
เฟิ่งเหยาที่เดินตามหลังขึ้นมาช้า ๆ ยิ้มบาง แต่ในแววตานั้นกลับมีบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่าคำพูดใด ๆ
“เ้าทำได้อีกแล้ว…” นางพึมพำเบา ๆ ขณะมองเขา
หลิงเซียวไม่ได้ตอบ เพียงพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะหันไปยังเยว่อี้
ชายหนุ่มจากสำนักหมื่นกลจักรเดินเข้ามาข้างหน้า สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง แต่ท่าทางดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“เ้าไขเงื่อนกลได้เร็วกว่าที่คิดไว้มาก” เขากล่าว “แต่ด่านถัดไป…จะไม่ใช่สิ่งที่ปัญญาหรือสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียวจะนำเ้าผ่านไปได้”
หลิงเซียวขมวดคิ้ว
“หมายความว่าอย่างไร?”
เยว่อี้ชี้ไปยังโพรงเขาลึกเบื้องหน้า ที่บัดนี้บันไดหินทอดยาวไกลเข้าไปในความมืดสนิท คล้ายหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง
“นั่นคือ ‘เขาวงกตกลแห่งจิต’ ด่านที่สามในการคัดเลือกเข้าสำนักหมื่นกลจักร มีผู้เข้าสอบมากกว่าครึ่งที่ไม่เคยได้ออกจากที่นั่น”
เสียงฮือฮาดังขึ้นเล็กน้อยในกลุ่มผู้ผ่านการคัดเลือกที่ยังเหลืออยู่
“เหตุใดจึงเรียกเช่นนั้น?” เซี่ยหรงถาม สีหน้าครึ่งสงสัยครึ่งหวาดระแวง
เยว่อี้ตอบเรียบ ๆ
“เพราะที่นั่น ไม่ใช่เพียงสถานที่…แต่มันคือกับดักทางจิต ที่สะท้อนทุกอย่างในตัวเ้า ไม่ว่าจะเป็อดีต อารมณ์ ความกลัว หรือความมืดบอดในจิตใจ”
หลิงเซียวเงียบไปชั่วครู่ ก่อนพึมพำ “กับดักที่สร้างจากตนเอง…”
“ใช่” เยว่อี้พยักหน้า “เ้าเข้าใจเร็ว…จงเตรียมตัวให้พร้อม พวกเ้าจะเข้าสู่เขาวงกตพร้อมกัน แต่จะไม่มีใครเห็นกันและกันภายในนั้น ทุกคนจะเผชิญเส้นทางของตนเอง”
เมื่อกล่าวจบ เยว่อี้ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ
แสงสว่างจากอักขระบนฝ่ามือของเขาก็ะเิออกเป็วงแหวนพลังขนาดใหญ่ ครอบคลุมทั้งขบวนที่ยืนอยู่ตรงหน้า
พื้นดินสั่นะเืเบา ๆ บันไดหินเบื้องหน้าเปิดออกเผยทางเดินลึกลงสู่โพรงเขา ม่านพลังบางบางเหมือนน้ำตกโปร่งใสปรากฏขึ้นที่ปากทาง
“ขอให้แต่ละคน ก้าวเข้าสู่ชะตาของตน” เยว่อี้กล่าวเสียงนิ่ง
เฟิ่งเหยาเป็คนแรกที่ก้าวเข้าไป แสงสว่างกลืนร่างของนางหายไปอย่างไร้ร่องรอย
จากนั้นเป็เซี่ยหรง ซ่งหลี่ และหลิงจื้อ
หลิงเซียวเหลือบตามองม่านพลังที่สั่นไหวเบา ๆ คล้ายกำลังรอคอยการก้าวย่างสุดท้าย
‘นี่ต่างหาก…คือบททดสอบที่แท้จริง’
เขาไม่ลังเลอีกต่อไป — ก้าวขาไปข้างหน้า
เมื่อฝ่าเท้าััม่านพลัง ร่างทั้งร่างก็พลันจมหายเข้าไปในมิติแห่งจิต…สู่เขาวงกตกลอันไร้รูปร่าง
…
ภายในนั้น เงียบ
ไร้แสง ไร้เสียง ไร้แม้กระทั่งความรู้สึกถึงร่างกาย
หลิงเซียวลืมตาขึ้น…แต่ไม่พบสิ่งใด
แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“เ้าคิดว่าตนรู้จักตัวเองดีพอหรือยัง?”
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้า — ชัดเจนในทันทีว่า มันคือ ตัวเขาเอง…แต่เป็หลิงเซียวในวัยเยาว์ ร่างเล็กซีดเซียว ดวงตาขุ่นมัวเปี่ยมไปด้วยความสิ้นหวัง
“เ้า…คือข้าในอดีต” หลิงเซียวพึมพำ
เด็กชายคนนั้นหัวเราะเยาะเบา ๆ
“อดีต? หรือปัจจุบันกันแน่…เ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก เ้าจะไม่มีวันลืมว่าครั้งหนึ่งเ้าคือคนไร้ค่า คนที่ถูกทอดทิ้ง ถูกเหยียบย่ำ และไม่มีใคร้า”
ภาพปรากฏรอบตัว — ฉากในหมู่บ้านซื่อหานเมื่อครั้งยังเด็ก เด็กชายที่ถูกผลักล้มในโคลน เสียงหัวเราะเยาะของผู้คน เสียงสบถของชายหนุ่มที่ชี้หน้าด่าทอเขาว่า “สวะ”
หลิงเซียวกำหมัดแน่น ลมหายใจสะดุด
“ข้า…ไม่ใช่เ้าคนเดิมแล้ว”
“ไม่ใช่หรือ? แล้วเหตุใดถึงยังรู้สึกเจ็บ…แค่เห็นภาพพวกนี้?”
เสียงหัวเราะแหลมคมก้องอยู่ในหัว
เขาทรุดเข่าลงกับพื้น มองเงาตัวเองในอดีตอย่างเงียบงัน
เงาร่างนั้นเดินเข้ามาใกล้…และยื่นมือออก
“จงกลับมา…ในสิ่งที่เ้าเคยเป็ กลับมาอยู่กับข้า…เ้าจะไม่เ็ปอีกต่อไป”
หลิงเซียวมองมือนั้นนิ่งนาน แล้วค่อย ๆ พูดเบา ๆ
“…ไม่…ข้าจะไม่กลับไป ข้าไม่ใช่เหยื่ออีกต่อไป”
เขายืนขึ้นอย่างมั่นคง แม้ภาพรอบตัวจะบิดเบี้ยว ความเ็ปในอกแทบจะทะลักออกมาก็ตาม
มือของเขายกขึ้นช้า ๆ
และทะลวงผ่านเงาร่างแห่งอดีตด้วยฝ่ามือเดียว
เสียงแตกสะบั้นดังกึกก้อง เงาร่างนั้นแหลกสลายกลายเป็ฝุ่นแสงที่ลอยฟุ้ง
แสงรอบตัวหลิงเซียวพลันเปลี่ยนเป็สว่างจ้า
เขารู้ในวินาทีนั้นว่า — ด่านแรกในเขาวงกตกลแห่งจิต…เขาผ่านแล้ว