【Perfect Life】

    66 – ห้องทดลองแห่งสุดท้าย

    66 – ห้องทดลองแห่งสุดท้าย

             

            ไม่คิดว่าหลังจากหลังจากมอบเลือดลงอักขระเวทใส่โซ่นางจะถึงกับสลบไม่ได้สติไปสองเดือนเต็ม!!

            สองเดือนกับการนอนหลับพักผ่อนอยู่ในห้องพักแขกของเชื้อพระวงศ์ในอาณาจักรแอตแลนติสเพื่อฟื้นฟูพลังเวทพริสทีนได้แต่นอนเกลือกกลิ้งไปมาบนเตียงเปลือกหอยขนาดใหญ่ด้วยความว่างจัด

            หากไม่ใช่เพราะฝืนพลังตอนสู้และลงทํณฑ์เจ้าเทพเซินเจิ้นนั่นจนทำให้พลังเวทในร่างหมดเกลี้ยงป่านนี้คงได้เดินทางไปอาณาจักรปีศาจเพื่อทำลายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เธอสลบไปหนึ่งเดือนกว่าและตื่นขึ้นในเช้าวันต่อมาสร้างความตื่นตระหนกให้เมดเงือกสาวจนรีบร้อนว่ายออกจากห้องไปตามไลรอนกับมาริอาจนได้ยินเสียงโครมคราม

            ไม่คิดจริงๆว่าจะถึงขั้นสลบสองเดือน ไม่คิดไม่ฝันเลยจริงๆ...

            แม้ว่าพลังเวทจะฟื้นฟูมาสามในสิบส่วนจนสามารถได้สติแล้วก็ตามทีแต่ก็ยังไม่สามารถลุกเหินจากเตียงได้ศึกต่อสู้กับอิรินาก็ไม่ได้เป็นหนักถึงขนาดนี้มาก่อนลงอักขระเลือดนี่ดูท่าว่าต้องใช้ปริมาณเวทในร่างไม่น้อยเลยกระมัง...

            จำได้ว่าสิ่งสุดท้ายก่อนสลบคือเสียงโวยวายของน้องๆทั้งสี่กับเดฟไกส์จะว่าไปจะโทษก็คงต้องโทษตัวเองที่คิดว่าเวทในร่างน่าจะเพียงพอสำหรับการผนึกเจ้าเทพเซินเจิ้นนั่นได้แถมไม่ปรึกษาไนกีพอได้สติก็โดนต่อว่าจากพวกสเตลล่าข้อหาทำให้กังวลใจไปไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะฝีปากการด่าฟีเรที่อัพเกรดขึ้นนี่ทำเอาหงอยไปพอควร

            › ไนกี • ทำการวิเคราะห์ • คำตอบ: ไม่เป็นไรนะคะท่านพริสทีนคราวหลังข้าจะตั้งค่าสถานะเตือนหากท่านคิดจะฝืนตัวเองค่ะ

            เป็นพระคุณอย่างสูงเลยล่ะไนกี...

            อีกทั้งภายในพระราชวังผู้คนไม่จำเป็นต้องใช้บอลอากาศสามารถหายใจได้ตามปกติจึงไม่ยุ่งยากเท่าไหร่ในการนอนพัก

            ในช่วงยังพักผ่อนอยู่ในพระราชวังอายาโกะก็เล่าให้ฟังว่าสถานการณ์ภายนอกเป็นอย่างไรบ้างให้เธอฟังเพราะยังไม่สามารถลุกออกจากเตียงได้

            เดฟไกส์เดินทางกลับไปบ้านเกิดเพื่อจัดการธุระส่วนตัวก่อนหน้าพริสทีนจะตื่นได้สองวันมิโกะสาวได้ทีก็เล่าให้ฟังว่าเดฟไกส์เอาแต่นั่งกุมมือเธออยู่ข้างเตียงแบ่งพลังเวทให้แทบตลอดจนผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยเมื่อตื่นขึ้นหลังพักก็ทำเช่นนั้นไปเรื่อยๆใครต่อใครในพระราชวังอิจฉาพริสทีนที่ถูกเอาใจใส่ถึงเพียงนี้ การเล่าของอายาโกะทำเอาใบหน้าของเธอเริ่มเห่อร้อนเล่นแสดงออกชัดว่าห่วงซะขนาดนี้ไม่ให้หลงรักก็แย่แล้ว...

            อิรินาเดินทางกลับไปยังอาณาจักรปีศาจโดยทิ้งแฟรงเกนสไตน์ไว้หนึ่งตัวหากพวกเธอจะเดินทางไปหาก็ให้มันพาไป

            องค์ชายเจตต์เดินทางกลับไปอาณาจักร ตอนนี้ขึ้นครองราชย์แทนบิดาเนื่องด้วยความดีความชอบในการปกป้องอาณาจักรจากคราเคนและคอยออกคำสั่งการรบปกป้องผู้คนพริสทีนเองก็ไม่คิดว่าพอตื่นขึ้นมาคราวนี้สหายกลายเป็นกษัตริย์ไปเสียแล้ว

            “เห็นว่าพวกขุนนางเอาแต่เสนอให้แต่งกับคุณคู่หมั้นแต่ฝ่าบาทกลับปฏิเสธเนื่องด้วยแขกคนสำคัญอย่างพริสทีนยังไม่ตื่นจากการพักฟื้นหากเขาแต่งงานในช่วงนี้จะถือว่าไม่ให้เกียรติเธอ พอพวกนั้นได้ยินก็เลยไม่มีใครกล้าเสนอให้แต่งงานเลยล่ะ~”

            “ฉันเองก็อยากไปร่วมงานแต่งของเจตต์เหมือนกันล่ะนะ”

            อีกเรื่องที่อายาโกะกระตือรือร้นที่จะเล่าอย่างมากคือผู้นำของไลท์เอลฟ์เอลรอนด์ กับผู้นำดาร์คเอลฟ์ ดาร์ช ประกาศถึงความสัมพันธ์เล่นเอาใครต่อใครต่างช็อกตามๆกันไปขนาดบุตรและคนในเผ่ายกเว้นลีลีน่ายังตะลึงไม่แพ้กัน

            แถมเห็นว่าผู้นำดาร์คเอลฟ์หลงอีกฝ่ายมากเสียด้วย...

            “อ้อใช่ ทามาโมะออกมาจากดาบได้แล้วนะ~”

            ด้วยเลือดหยดสุดท้ายของราชันย์มังกรวารีมาเอลทำการปลดผนึกทามาโมะ โนะมาเอะได้อย่างสมบูรณ์ กลับมามีกายเนื้อไม่จำเป็นต่างหายกลับเข้าไปในดาบเพื่อฟื้นฟูพลังในการออกมาข้างนอกในแต่ละครั้งอายาโกะเล่าว่าตอนเห็นอีกฝ่ายกลับมามีกายเนื้ออีกครั้งเธอพุ่งไปกระโดดกอดให้อีกฝ่ายอุ้มกระเตงด้วยความดีใจจนไม่สนใจภาพลักษณ์เลยแม้แต่น้อยดีใจ ดีใจมาก...

            ทางราชันย์มังกรมาเอลกับกษัตริย์ไทรทันเองร่างกายเริ่มดีขึ้นพิษในร่างที่ถูกวางเริ่มหายไปสิ้นท่านหญิงชาววารีเองก็คิดอยากจะรับโทษทัณฑ์ทว่านางเองก็เป็นผู้เสียหายทั้งสองจึงไม่ลงโทษและให้กลับมาทำหน้าที่มิโกะเช่นเดิม นางจึงสวดภาวนารักษาพวกเขากับพริสทีนคำภาวนาของนางเต็มไปด้วยคำขอบคุณและขอโทษสำหรับการกระทำที่ผ่านมา

            ผู้ดูแลของราชันย์มังกรวารีพี่ชายของนางเองก็ถูกปล่อยมาจากคุกกลับมารับใช้มาเอลต่อไป

            “ฉันรู้สึกได้ว่าทั้งคู่ต้องมีซัมติงแน่นอน ฝากสืบหน่อยนะเรื่องนี้!”

            “เอ๋.... อีกแล้วเหรอ”

            “ฉันมั่นใจว่าต้องใช่แน่นอนเลยล่ะ” อายาโกะหัวเราคิกคัก

            “ลางสังหรณ์สินะ” เธอเองก็หัวเราะเช่นกัน

            ซัมติงที่ว่าเนี่ยเป็นคนรักกันอีกแน่ๆเลยใช่มั้ย...พริสทีนแอบถอนหายใจในใจ แต่ลางสังหรณ์เองก็แม่นยำแทบตลอด

            หากน้องชายคนเล็กมีคนรัก แล้ว...ลูเจเล่า มีไหมนะ?

            ราชันย์มังกรแห่งแสงสว่างลูเจเดินทางกลับไปตั้งแต่เมื่ออาทิตย์ก่อนเนื่องด้วยชาววิหคพึ่งจัดระเบียบเสียใหม่อีกไม่นานอาณาจักรท้องฟ้าก็จะกลับมาเปิดให้ผู้คนเดินทางขึ้นมาท่องเที่ยวเหมือนในอดีต

            “แล้วนี่พลังเวทเป็นยังไงแล้วบ้าง?”

            “ไนกีบอกว่าตอนนี้ฟื้นฟูได้สี่ในสิบ ถ้าห้าเมื่อไหร่ก็ลุกเดินได้แล้ว”

            “ดีๆ พวกเราจะได้รีบไปจัดการที่สุดท้ายกัน จะได้พักผ่อนยาวๆ~”

            “แค่นี้ฉันก็ว่าพักเยอะแล้วนะ”

            “ก็นั่นเธอ ไม่ใช่ฉันนี่” อายาโกะทำหน้ามุ่ย ก่อนจะเงียบไป “จริงๆฉันเองก็มีเรื่องสำคัญมาคุยด้วยล่ะนะ...”

            “หืม? เรื่องอะไรเหรอ?”

            มิโกะสาวนิ่งเงียบไป “รู้สึกไหม...ว่าช่วงหลังมานี่พวกเราเปลี่ยนไป?”

            “เปลี่ยนไป?”

            “ใช่แบบทั้งที่พวกเราเดิมทีก็อายุมากมายแล้วกลับมาเกิดก็ควรมีความขรึมอยู่บ้างแต่ช่วงหลังๆมานี่ฉันยับยั้งอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยได้เหมือนกับว่า...กำลังจะไม่ใช่ตัวเองยังไงก็ไม่รู้”

            เมื่อมาคิดดูดีๆพริสทีนเองก็รู้สึกเหมือนกัน เหตุใดทุกวันนี้ถึงได้รู้สึกว่าตัวเองทำตัวเหมือนเด็กขึ้นแถมยังคุ้นชินกับมันไปโดยไม่รู้ตัว แปลก เรื่องนี้มันน่าสงสัยจริงๆนั่นแหล่ะ...

            หรือพระเจ้าจะปรับเปลี่ยนอะไรในตัวเธออีก?

            “บางทีพระเจ้าท่านอาจรู้...”

            “คงงั้น” อายาโกะนิ่งไปสักพัก “แต่แบบนี้ก็ดีนะ”

            “ทำไม?”

            “ก็ถ้าเรายังยึดติดกับโลกเดิม นิสัยเดิม มันก็คงยากท่านเดฟไกส์เคยเล่าว่าก่อนหน้าเธอไม่เคยไว้ใจใคร หวาดกลัวแต่ช่วงหลังๆที่ผ่านมานี่เธอเริ่มเปลี่ยนไปเร็วเกินจนน่าแปลก เปิดใจขึ้นใจกว้างขึ้น จริงมั้ย?”

            สาวผมเงินพยักหน้าคิดตามที่อีกฝ่ายบอก

            ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เลิกมองโลกในแง่ร้ายและเปิดใจรับกันนะ...

             

    ◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌

             

            อาทิตย์ต่อมาพริสทีนฟื้นฟูพลังเวทย์ได้ห้าในสิบส่วนจึงลุกขึ้นเดินเหินได้อย่างสบายเสียใจทีตอนสู้กับอิรินายังไม่รู้สึกลำบากถึงขนาดนี้ พอฟื้นฟูเสร็จก็ให้แฟรงเกนสไตน์ตัวนั้นช่วยพาตนกับอายาโกะและทามาโมะเดินทางไปยังอาณาจักรปีศาจทันทีเนื่องด้วยเดฟไกส์ยังไม่กลับมาทั้งยังให้ดรายแอดเทียร่าส่งข้อความมาบอกเป็นที่เรียบร้อยว่าไม่ว่าง

            ทั้งสามจึงเดินทางมายังปราสาทของจอมมาร

            และจอมมารที่ว่าตอนนี้ก็คืออิรินา

            อิรินาพุ่งมากอดสาวผมเงินทันทีที่เห็นหน้า ก่อนเดินไปกอดอายาโกะและผละออกมา“ยินดีต้อนรับ”

            “สบายดีมั้ยอิรินา”

            เจ้าของชื่อพยักหน้า “สบายดี เขาก็สบายดี”

            หล่อนผายมือไปทางชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนรถเข็นที่ปีศาจในชุดพ่อบ้านเข็นมาชายหนุ่มผมสีทองยาวมัดรวบด้านหน้า ตาสีเขียวอ่อน พริสทีนกับอายาโกะโค้งให้เขา

            “คุณคงเป็นDr.จีนส์สินะคะ” พริสทีนเอ่ยถาม

            ชายหนุ่มพยักหน้ายิ้มบางเบาให้สองสาว “อิรินาเล่าเรื่องของคุณให้ฟังหมดแล้วโดยเฉพาะพริสทีน... ผมขอบคุณที่เจอบันทึกของผมและทำให้ผมได้พบกับเธออีกครั้งขอบคุณจริงๆ...”

            ตั้งแต่ตื่นมาก็พบเรื่องประหลาดใจหลายเรื่องแต่ที่ส่งผลต่อจิตใจมากที่สุดคือสิ่งที่เพื่อนตนกระทำต่ออิรินาไม่คิดเลยว่าจะทำแบบนั้นลงไปได้ ทั้งผิดหวังและเสียใจที่ไม่สามารถปกป้องเธอได้คาลวินเองก็โดนทดลองโดนทรมานอยู่ในคุก เขาเองก็ไม่อยากลงไปพบอีกไม่อย่างนั้นคงได้โมโหหนักกว่านี้เป็นแน่

            เรื่องต่อมาที่ประหลาดใจคือเรื่องห้องทดลองที่เขาเดินทางไปทั่วนั้นจากหนึ่งร้อยเหลือเพียงสามเสาหลักในการทำลาย ทว่าตอนนี้เหลือเพียงหนึ่งซึ่งอยู่ภายในอาณาจักรปีศาจนี่

            แม้จะเสียดายพวกอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ในอดีต แต่ก็ไม่เป็นไร...

            ยังไงปราสาทจอมมารนี่ก็เหมือนห้องวิทยาศาสตร์เข้าไปทุกทีแล้ว

            “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เรื่องเล็กน้อย”

            อิรินาเดินไปแย่งหน้าที่แทนพ่อบ้านตนเอง “มาเถอะข้าจะพาไปที่ห้องทดลองนั่น”

            สองสาวพยักหน้าให้ เดินตามอิรินาที่เข็นพาจีนส์ไปยังห้องทดลองต้องห้ามซึ่งในแดนปีศาจมันได้รับชื่อว่าเขาวงกตมรณะผู้ใดที่เข้าไปจะไม่สามารถกลับออกมาได้ แม้มีบางคนรอดจากวงกตออกมาแต่ทันทีที่ออกจากเขตก็จะตายในฉับพลัน

            “จริงๆเราทำลายเลยก็ได้นี่นา ไม่เห็นต้องลงไปแล้ว”

            “ไม่ได้” อิรินาตอบมิโกะสาวก่อนหันไปมอง “มีคนรออยู่ข้างล่าง”

            สองสาวถึงกับมองหน้ากันด้วยความสงสัยว่าใครกันที่รอพวกนางอยู่ในห้องทดลองนั่นหรือเป็นผู้มีกลับมาเกิดอีกคน...? หรือจะเป็น Dr.คาลวิน?

            การลงไปยังห้องทดลองของอาณาจักรปีศาจค่อนข้างสบายกว่าอีกสองแห่งนักคงเพราะอิรินาจัดการให้พวกแฟรงเกนสไตน์มาช่วยปูทางเอาไว้จึงไม่มีสัตว์ประหลาดหรือสัตว์ทดลองตัวไหนออกมาโจมตีแต่อย่างไรนี่ก็แดนปีศาจ ภายในห้องทดลองช่างมืดครึ้มดูน่าหวาดกลัวของตกแต่งในนี้ก็มีแต่รูปลักษณ์แปลกประหลาด ระหว่างทางอิรินาเปิดปากเล่าเรื่องในนี้ช่วงที่นางอยู่รับใช้คาลวินได้ลงมาที่นี่บ่อยครั้งได้พบกับพวกคนประหลาดที่ดูแล้วน่าจะเป็นพวกมนุษย์ที่เหลือรอดมาจากอดีตแต่เป็นมนุษย์กินคนและพวกสัตว์ทดลองในนี้เพื่อเอาชีวิตรอด จะเรียกว่าเป็นชนพื้นเมืองก็ได้พวกเขาพูดไม่รู้เรื่อง สื่อสารไม่ได้ นางไม่อยากฆ่าแต่คาลวินออกคำสั่งทำให้ต้องฆ่าพวกเขาอย่างเลือกไม่ได้ ก่อนถูกนำมาผ่าตัดทดลองสร้างพวกซอมบี้...

            โครงกระดูกเล็กกับโครงกระดูกมนุษย์ส่วนใหญ่ที่พบเห็นระหว่างทางถูกพวกนั้นกินแต่หากเป็นโครงกระดูกอันใหญ่ อิรินาเป็นผู้ฆ่าเองเพราะตอนบุกลงมามีแต่พวกขวางทางน่ารำคาญเลยต้องจัดการทิ้งไป

            อีกทั้งสาเหตุที่ห้องทดลองนี้มืดมนนักไม่เหมือนที่อื่นนั่นก็เพราะว่าที่นี่มีแต่คนบ้าคลั่งของแท้...

            แต่บ้าคลั่งแค่ไหนก็ไม่ถึงขั้นเหมือนเจ้าเทพเซินเจิ้นอย่างไนล์ที่สามารถสร้างคราเคนขึ้นมาได้เนื่องด้วยสภาพโดยรอบของห้องทดลองนี่ไม่เอื้ออำนวยอีกทั้งเป็นสถานที่ที่เกิดภัยธรรมชาติบ่อยที่สุดทำให้ทดลองอะไรไม่เคยสำเร็จในบันทึกที่เจอช่วงแรกจดอย่างละเอียดแต่ช่วงหลังเต็มไปด้วยคำด่าทอสาปแช่งโชคชะตาห้องสำหรับสวดภาวนาต่อพระเจ้าก็มีแต่คำหยาบคายไม่แพ้กันดูแล้วน่าจะเขียนด้วยเลือดที่จับตัวแห้งกรัง

            “แรงอาฆาตเยอะเสียจริง...”

            ทามาโมะกล่าว อายาโกะเองก็พยักหน้ารับตั้งแต่เข้ามาทั้งสองรับรู้ได้ถึงเสียงโหยหวนของวิญญาณเหล่านั้นอย่างชัดเจนต่างกับอีกสองที่ก่อนหน้าที่ไม่มีวิญญาณหลงเหลือเลยสักนิดเดียว

            พริสทีนพยายามสนใจแต่อิรินา ไม่ได้ยินที่พวกเขาคุยกันทั้งสิ้น!!

            ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น!!!

            แรงอาฆาตอะไร!! ไม่มี๊—!!!

            “มาถึงแล้ว”

            สิ้นคำทั้งสามก็มองตามอิรินาไป เบื้องหน้าพวกเขาเหมือนเป็นห้องประชุมที่มีโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่ฉีกขาดแขวนอยู่ทว่าตอนนั้นเองจู่ๆก็มีภาพของหญิงสาวนางหนึ่งไม่คุ้นหน้าคุ้นตาโผล่มา สำหรับคนอื่นนั้นน่าตกใจอิรินาเองก็เช่นกัน แม้ได้คำสั่งให้พาลงมาแต่ก็ไม่เคยเห็นหน้าผู้ที่สั่ง คงมีแค่พริสทีนที่เคยเห็นหน้าอีกฝ่ายเท่านั้น

            ที่แท้ก็เป็นพระเจ้าของโลกใหม่นี้!!!

            ‘อันดับแรก ข้าขอเอ่ยชมพริสทีนกับอายาโกะ พวกเจ้าทั้งสองช่างอดทนได้ดียิ่งเวลาผ่านมาเพียงแค่หนึ่งปีครึ่งกับการเดินทางไปทั่วทำลายห้องทดลองทั้งสามแห่งนี่ข้าขอขอบคุณอย่างใจจริง’

            “ม มิ มิได้เพ เพคะ” อายาโกะเอ่ยติดขัดขึ้นมาทันที ก่อนรีบก้มโค้งให้เรียกเสียงหัวเราะบางเบาจากผู้เป็นพระเจ้า

            ‘ไม่ต้องกังวล พูดตามปกติเถิด’

            “ท่านต้องการอันใดถึงได้ให้นางพาพวกเราลงมาที่นี่” จิ้งจอกหนุ่มเอ่ยถามแทน

            ‘ข้าย่อมต้องการให้พวกเจ้ารู้ ห้องทดลองต้องห้ามที่เหลือนั้นถูกทำลายจนสิ้นและสถานที่แห่งนี้เป็นที่สุดท้ายนั่นย่อมหมายถึงหลังจากนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องในอดีตอีกต่อไป...’

            ทามาโมะพยักหน้า “เป็นเช่นนี้...”

            ‘อย่างต่อมาข้าจำได้ว่าพวกเจ้าสงสัยเรื่องนิสัยและการกระทำที่เปลี่ยนไปใช่หรือไม่...’

            คำถามนั้นทำให้สาวผมเงินกับมิโกะสาวเงยหน้ามอง พยักหน้าเป็นคำตอบ

            ใช่ พวกนางสงสัย สงสัยเป็นอย่างมาก

            “ได้โปรดตอบให้พวกเราหายสงสัยด้วยเถอะค่ะ” พริสทีนกล่าว

            ‘มันก็มิได้มีอันใดสำคัญก็แค่ถึงเวลาที่ควรปล่อยวางและเริ่มต้นใหม่เท่านั้นเอง’ พระเจ้าในร่างสตรียกยิ้มบางเบา‘คนเราทุกคนต่างล้วนมีความรู้สึกจากอดีตตามติดมาเสมอ แม้มีบางคนจะสามารถจำอดีตได้แต่บางคนก็ไม่เคยปล่อยวางมัน... พริสทีนจำที่ข้าเคยบอกได้หรือไม่ว่าชีวิตใหม่นี้เจ้าจะมีความสุข’

            “ค่ะ จำได้”

            ‘ใช่ เจ้าจำได้ แต่ความรู้สึกและนิสัยในอดีตของเจ้ามันค่อนข้าง....นั่นแหล่ะข้าก็เลยดัดแปลงร่างที่เจ้าอยู่ก่อนเจ้าลงมาอยู่อย่างที่เคยบอกไปแต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่เพราะเจ้ายังคงยึดติด ข้าจึงเปลี่ยนใจทั้งความทรงจำในอดีต นิสัยของเจ้ากับอายาโกะให้เป็นเด็กลง ให้สมกับวัยของตัวเองหากให้กล่าวคือแม้วิญญาณเจ้าจะอายุเก้าสิบแต่จะรู้สึกเหมือนเป็นเพียงเด็กน้อยนานวันเข้าวิญญาณเจ้าจะหลอมรวมกับโลกใหม่กลายเป็นตัวตนของเจ้าในยามนี้’

            “กล่าวคือ...ดิฉันกับพริสทีนจะเหมือนเด็กสาววัยสิบแปดสิบเก้าทั่วไปใช่ไหมคะ”

            ‘ถูกต้อง นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมช่วงหลังๆเจ้าถึงได้แสดงอาการเหมือนเด็กสาวธรรมดาทั่วไปการเป็นผู้ใหญ่มันก็ดีแต่มันก็จะทำให้เจ้ารู้สึกไม่สนุกให้สมกับวัยของเจ้าอย่างไรเล่า’

            คำตอบนั้นทำให้พวกเธอเข้าใจได้ในทันทีและเป็นไปดั่งที่พริสทีนคาดการณ์ไว้ เป็นฝีมือของพระเจ้าทั้งหมด

            หลายครั้งพยายามวางท่าพยายามสั่งสอนให้เหมือนคนมีวุฒิภาวะแต่พอจะสอนสั่งอะไรออกไปกับแสดงออกด้วยท่าทางเด็กน้อยหรือบางครั้งก็ยับยั้งความคิดหรือคำพูดตนเองไม่ได้

            ที่แท้ก็เพราะพระเจ้าท่านดัดแปลงไว้นี่เอง!!

            ‘อีกไม่นานเมื่อพวกเจ้าจะอายุครบยี่สิบเมื่อนั้นความรู้สึกนึกคิดในอดีตของเจ้าจะสมกับวัยอย่างแท้จริงเมื่อนั้นนิสัยของเจ้าจะเหมือนกับร่างที่ข้ากำหนดเอาไว้ เข้าใจหรือไม่’

            “เข้าใจค่ะ” พวกเธอกล่าวพร้อมกัน

            ‘ดี ส่วนเรื่องต่อมาคือเรื่องการทดลองวิทยาศาสตร์ของพวกเจ้าพวกเจ้าจะทดลองต่อไปก็ย่อมได้ แต่ขอให้คำนวณถึงความถูกต้องและไม่ทำร้ายโลกเกินไปเข้าใจหรือไม่’

            “เข้าใจแล้วครับ/ค่ะ” จีนส์กับอิรินารับปาก

            ‘ส่วนเจ้า ทามาโมะ เห็นได้ยินมาว่าจะสร้างตำนานใหม่ใช่ไหมข้าจะเอาใจช่วย หวังว่าครานี้จะไม่ไปหลอกลวงหรือกินเครื่องในใครอีกเล่า’

            “ข้าไม่ทำเช่นนั้นอีกแล้ว....” ว่าพลางกอบกุมมือเรียวเล็กของอายาโกะเอาไว้และคลี่ยิ้มให้เธอก่อนมองหน้าพระเจ้า “ไม่มีวัน...”

            ‘ดี... ส่วนเรื่องสุดท้าย...’ พระเจ้านิ่งเงียบไปสักพักใหญ่ ‘ข้าขออวยพรให้พวกเจ้าโชคดีในเส้นทางที่เลือกหลังจากนี้...ขอให้.... มีชีวิตที่สนุกสนานกับโลกใหม่นี้ตลอดไป... ขอให้...มีความสุข...’

            ทั้งสามคุกเข่าแนบพื้นด้วยความยินดีอย่างหาที่สุดไม่ได้จีนส์เองก็ปรารถนาจะทำเช่นนั้นทว่าร่างกายไม่สามารถทำได้จึงโค้งให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อแสดงถึงความขอบคุณจากใจจริงเมื่อเงยหน้าขึ้นมา จอโปรเทคเตอร์ก็ไร้ซึ่งภาพของผู้เป็นพระเจ้า....

            เมื่อกลับขึ้นมาพริสทีนทำลายห้องทดลองนี้ทิ้งไป

            สิ้นสุดการเดินทาง...

            เพียงแค่ตอนนี้เท่านั้น...

            ภายภาคหน้าหากไม่มีหน้าที่อะไรสำคัญอีกนางจะออกเดินทางไปทั่วโลกให้ได้อยากสำรวจโลกใหม่ใบนี้ให้ทั่วดั่งที่ใจหวังไว้ นางยังมีเวลาสำหรับการท่องเที่ยวอีกนานนัก...

            เอาล่ะ ถึงเวลาพักผ่อน เคลียร์ปัญหาส่วนตัวแล้ว...

             

             

             

    ++++++++++++++++++

    ห้องทดลองทั้งสามพังทลายสิ้นสุดการเดินทาง

    ที่เหลือคือเส้นทางชีวิตหลังจากนี้~