Age of war

    ตอนที่ 84 ปืนใหญ่ปะทะคลื่นมอนสเตอร์

    วันที่ 85 ของเกมส์แห่งสงคราม ณ ช่วงเวลายามเช้าตรู่ของวัน

    ***โอตาคุวิจัย [ยะมะโตะ]

    “ว่าไงนะ หอดูดาวถูกสไลม์บุก? ”

    ผมกำลังตกใจกับข่าวร้ายที่พึ่งส่งมาถึงในตอนเช้า

    [ใช่ครับนายท่าน ข่าวพึ่งถูกส่งมาจากเหล่านักรบที่คืนชีพเมื่อคืนนี้เองครับ]

    “โดนโจมตีเมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 83 สินะ… แปลกจัง แค่สไลม์ไม่น่าจะสามารถเอาชนะโดรนของผมที่มีเฝ้าฐานถึงหนึ่งพันตัวได้เลยนี่? ”

    ผมบ่นใส่จาวิสด้วยความโมโหพร้อมกับรื้อเอกสารบนโต๊ะทำงานตัวเอง

    ทำไมหุ่นโดรนรูปร่างรถถังกับเครื่องบินที่ปล่อยเอาไว้เต็มหอดูดาวถึงแพ้กับสไลม์กาก ๆ ได้?

    [ท่านยะมะโตะครับ]

    “หืม? ”

    [หุ่นยนต์โดรนสงครามที่ท่านว่า ไม่ใช่ว่าถูกสั่งย้ายเอาไปทำสงครามกับภูติรอบที่แล้วจนหมดเกลี้ยงไปหรอกหรือครับ?]

    “เออวะ”

    เหมือนว่าจะเคยมีเหตุการณ์แบบนั้นอยู่จริง ๆ

    ‘ไม่มีใครบ้าพอส่งกองทัพข้ามมาทางหุบเขาทางเหนือหรอก’ มีใครสักคนในกองทัพพูดแบบนั้น แล้วส่งเรื่องขอให้ผมช่วยทำเรื่องโอนสิทธิ์ในการสั่งการกองทัพโดรนกลุ่มนั้นให้กับกองทัพไป

    จำได้ลาง ๆ ว่าวันนั้นผมกำลังง่วงนอนมาก เลยเออออตามน้ำไปซะงั้น

    ให้ตายสิ หอดูดาวนั้นมีค่าสำหรับงานวิจัยทางดาราศาสตร์เลยนะเฟ้ย

    “แล้วทางกองทัพว่ายังไง? ”

    [ขอความร่วมมือนายท่านช่วยส่งโดรนที่มีไปบุกยึดหอคืนทีครับ นั่นคือคำสั่งที่ส่งมาจากศูนย์บัญชาการครับ]

    ผมไม่ใช่โดเรม่อนนะเฟ้ย

    “ไม่เอาของที่ประจำการในกองทัพไปใช้เองละฟะ”

    [ผมไม่ทราบความคิดของพวกผู้บัญชาการครับนายท่าน]

    “เออ…”

    หุ่นโดรนที่ผมมีส่วนใหญ่เป็นหุ่นก่อสร้าง แล้วจะบอกว่าให้เอาหุ่นก่อสร้างไปยึดหอดูดาวคืนเนี่ยนะ?

    หรือพวกมันเห็นว่าผมผลิตอาวุธให้บ่อยจนเคยตัว เลยคิดว่าผมมีทุกอย่างที่พวกมันต้องการ?

    “จาวิส แจ้งกลับไปเลยว่าไม่มีหุ่นเหลือ”

    [ครับนายท่าน]

    ให้ตายสิ มีแต่เรื่อง

    กลับไปทำงานต่อ---

    [ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องเกิดขึ้นทางเมืองหน้าด่านทางตอนเหนือครับนายท่าน]

    “... ว่ามา”

    [มีมอนสเตอร์ฝูงใหญ่กำลังบุกมาทางตอนเหนือครับท่าน]



    ช่วงเวลาเที่ยงของวันที่ 85

    ***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]

    ใกล้ถึงเมืองหลวงแล้ว

    นับจากวันที่ลาจากพวกแอร์บาร์สตั้งแต่วันที่ 74 จนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาได้ 11 วันได้

    การเดินทางจากสุดขอบทวีปทางตะวันออกมาที่ภาคกลางนั้น ปกติหากใช้เครื่องบินนั่งจะอยู่ที่ราว 2 วัน

    แต่เนื่องจากฉันขี่เจ้ามังกร [มิลเลอร์] เลยทำให้เดินทางช้ากว่าปกติ

    แถมยังแวะข้างทางบ่อยจนล่วงเลยมานานเกิดเหตุขนาดนี้

    แต่ถือว่าเป็นการผจญภัยที่น่าจดจำจริง ๆ

    ออกเดินทางกับมังกรตัวน้อย ผ่าดงป่า ต่อสู้เอาตัวรอดจากฝูงหมาป่าเฟนริน หนีตายฝูงกระต่ายมีเขา และเผลอหลงทางในถ้ำประหลาด

    สุดท้ายก็ไปเจอมังกรยักษ์สีดำที่ตัวใหญ่เท่าฟ้าบินไล่ตามเพราะนึกว่าพวกเราคืออาหาร

    สนุกจริง ๆ นั่นละ

    แต่เวลาแห่งความสนุกนั้นกำลังจะหมดลงแล้ว

    เพราะว่าหากฉันกลับไปถึงเมืองหลวง ฉันก็ต้องกลับเข้าไปประจำการเป็นทหารต่อ

    “หรือว่าหนีไปทั้งแบบนี้เลยดีมะ? ”

    “ปิ? ”

    เจ้ามิลเลอร์เอียงคออย่างสงสัยให้กับฉัน

    ฉันไม่อยากกลับไปอะ

    ในตอนนั้นเอง---

    “... ควันนั้นมันคืออะไร? ”

    สิ่งทีปรากฏในสายตากลับไม่ใช่แนวกำแพงของเมืองหน้าด่านที่สวยงาม

    เมืองของมนุษย์ที่ฉันจำได้ก่อนออกไปทำสงครามภาคตะวันออกนั้น คือเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมนานาชาติตั้งอยู่ติดกับริมผาภูเขาสูง

    ห่างจากเมืองออกไปหลายร้อยกิโลเมตรจะเป็นเมืองหน้าด่านทั้งเจ็ดแห่งที่ปกครองโดยชนชาติจีน อเมริกา แอฟริกา กลุ่มยูโร กลุ่มชาวตะวันออกกลางกับอียิป กลุ่มเอเชียจะวันออกเฉียงใต้ และกลุ่มรัสเซียกับกลุ่มเอเชียเหนือ

    ตอนเริ่มแรกในการสร้างเมืองนั้น เหล่าเมืองหน้าด่านยังเป็นแค่ป้อมปราการเมืองเล็ก ๆ ในระดับช่วงยุคกลาง

    แต่ก่อนที่ฉันจะออกไปทำสงคราม ระดับเทคโนโลยีก็ได้ถูกยกสูงขึ้นมาแล้ว

    กำแพงก่ออิฐได้ถูกแทนที่ด้วยกำแพงคอนกรีตหนา มีรั้วลวดหนาวและรั้วไฟฟ้าล้อม อีกทั้งยังมีป้อมปืนใหญ่จำนวนมากติดรายรอบ

    เส้นทางระหว่างเมืองที่เชื่อมด้วยถนนจะมีกองทัพหุ่นโดรน สนามเพลาะ ดงกับระเบิด และรั้วไฟฟ้ากระจายอยู่ไปทั่ว

    แถมแต่ละเมืองยังตั้งอยู่ในระยะห่างที่ปืนใหญ่ประจำป้อมสามารถยิงถึงกันได้ ดังนั้นตราบเท่าที่เมืองหน้าด่านยังไม่ถูกตีแตก ก็อย่าคิดว่าจะสามารถเดินกองทัพเลี่ยงเมืองมาบุกที่เมืองหลวงของพวกเราได้

    แต่ทว่าปราการอันแข็งแกร่งที่ว่ามาทั้งหมดนี้กลับอยู่ในสภาพที่ไม่น่าดูถึงสามเมือง

    “เกิดอะไรขึ้นละนั่น!? ”

    จากบนท้องฟ้านี้ฉันสามารถมองเห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน

    ปืนใหญ่ที่ติดตั้งอย่างไม่เกรงใจทัศนียภาพของเมืองถูกทำลายไปถึงหนึ่งในสาม

    เมืองหน้าด่านที่ตั้งเรียงรายทั้งเจ็ด มีสามเมืองที่ตั้งอยู่ในทิศเหนือถูกทะลวงกำแพงจากฝั่งหนึ่งไปสู่อีกฝั่งพาดผ่านใจกลางเมืองอย่างไม่น่าดู

    ร่องรอยและเส้นทางของการบุกทะลวงนั้นได้ลากต่อยาวมาจากเมืองหน้าด่านไปไกลจนเกือบไปถึงเมืองหลวง

    ที่ระยะราวห้าสิบกิโลเมตรห่างออกมาจากตัวเมือง มีซากศพของมอนสเตอร์หลากสายพันธ์ุไม่ซ้ำชนิดนอนตายเป็นจำนวนมาก

    จากที่ดูด้วยสายตา จำนวนของพวกมันอาจจะมีมากถึงสองแสนกว่าตัวเลยทีเดียว

    “มิลเลอร์ ช่วยบินไปที่เมืองหน้าด่านทางเหนือหน่อยสิ”

    “ปิ~”

    เจ้ามิลเลอร์คำรามออกมาด้วยเสียงที่น่ารัก ก่อนจะร่อนลงสู่เมือง

    ประชาชนกับทหารที่เห็นมังกรตัวขนาดสองเมตรกำลังร่อนลงมา ต่างตื่นตระหนกดุจนกแตกรัง

    แต่พอเห็นว่ามีคนนั่งมาด้วย พวกเขาจึงเข้าใจได้ว่าไม่ใช่ศัตรู

    “เอรีส! ”

    “แอร์บาส์ร? ”

    คนที่วิ่งผ่าฝูงชนเข้ามาหาฉันคือชายผิวดำที่ชื่อว่าแอร์บาส์ร

    “พึ่งกลับมาถึง? ทำไมช้าแบบนี้ละ”

    “เออ… พอดีว่าเกิดเรื่องเล็กน้อยนะ”

    ฉันพยายามแบนหลบสายตาตำหนิของเขา

    “ว่าแต่ทำไมเมืองถึงอยู่ในสภาพแบบนี้ละ? ”

    “ออ สภาพที่เห็นตอนนี้นะหรือ”

    ตอนที่อยู่บนฟ้าว่าดูเลวร้ายแล้ว พอได้ลงมาจอดบนพื้นดินก็ยิ่งพบว่าเลวร้ายหนักกว่าที่เห็นเสียอีก

    เมือง… กำลังอยู่ในสภาพที่ไม่อาจเรียกว่าเมืองได้อีกต่อไป

    เมืองหน้าด่านที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยชีวิต ได้สูญสลายหายไปถึงหนึ่งในสามเป็นเส้นทางตรงยาว

    อาคารและวัฒนธรรมต่างถูกทำลายป่นปี้ไม่มีชิ้นดี

    ซากศพถูกถมเป็นภูเขาสูงชัน ไม่ว่าจะมองไปหนแห่งใด ก็พบเพียงแค่ภาพของความตายปรากฏอยู่ตรงหน้า

    “คือว่าพวกเราพึ่งผ่านสงครามมา”

    “ศัตรูคือมอนสเตอร์? ”

    “ใช่แล้วละ”

    แอร์บาส์รพยักหน้าให้กับฉันก่อนที่จะเริ่มเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง

    เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อยามเช้าของวันนี้เอง---



    ในช่วงเช้าตรูของวันที่สดใส หิมะที่โปรยปรายอย่างเงียบเหงานั้น ทำให้เหล่ายามซึ่งประจำการอยู่ตามหอคอยมุมเมืองต่างรู้สึกเกียจคร้าน

    สามเมืองหน้าด่านที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือคือเมืองในการดูแลของผู้นำจีน รัสเซีย และยุโรป

    ถึงจะเป็นชนชาติที่คุ้นชินกับสภาพแวดล้อมที่หนาวเหน็บ แต่สภาพแวดล้อมเช่นนี้ก็ช่างควรค่าแก่การขี้เกียจยิ่งนัก

    แต่ทว่ายามเช้าของฤดูหนาวในวันนี้มันต่างไปจากทุกที

    “แผ่นดินไหว? ”

    ชายชาวรัสเซียที่สวมชุดกันหนาวตัวหนาสีขาวเอยออกมาด้วยความแปลกใจ

    กาแฟอุ่นที่วางอยู่บนเหนือกำแพงกำลังกระเพื่อมไปมาอย่างเบาบาง

    จากเบาบางสั่นเทาอย่างรุนแรง

    และยังคงรุนแรงมากขึ้นจนน้ำในแก้วกระฉอกหกออกมาเปราะเปื้อน

    “เฮ้ย แกเห็นเหมือนที่ข้าเห็นหรือเปล่าฟะ ที่ตีนเขาตรงนั้นนะ”

    “ฮืม? ”

    บุรุษชาวรัสเซียที่กำลังจับจ้องแก้วกาแฟนั้น ได้เงยหน้ามองไปในทิศทางที่เพื่อนของตนกล่าว

    ที่เส้นขอบฟ้าทางเหนือซึ่งเป็นเขตทุ่งหญ้าสีขาวตัดกับป่าภูเขาอันกว้างใหญ่ มีกลุ่มควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

    มีอะไรบางอย่างกำลังมุ่งหน้าตรงดิ่งมาในเส้นทางนี้อยู่

    “เฮ้ย ๆ? นั่นมันอะ---”

    [หวูตตตตตตต!]

    เสียงไซเรนเตือนภัยได้ให้คำตอบกับเขาก่อนที่จะได้ทันเอยคำถามออกไป

    [ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกคนประจำการด่วน! ฝูงมอนสเตอร์! ตรวจพบฝูงมอนสเตอร์หลากสายพันธุ์จำนวนนับไม่ไหวบุกมาจากทางเหนือ! ขอแจ้ง---]

    โดยไม่จำเป็นต้องฟังคำประกาศจนจบ เหล่าทหารผู้ชำนาญการต่างรีบทิ้งเครื่องเล่นทุกสิ่งในมือลง แล้ววิ่งไปประจำบนป้อมปืนในทันที



    ป้อมปืนใหญ่ชนิดสามกระบอก [BL 16-inch Mark I] ปืนใหญ่ประจำเรือรบแห่งราชนาวีอังกฤษ

    ปืนขนาด 406 มิลลิเมตร บรรจุกระสุนชนิด AP หนัก 929 กิโลกรัม อัตราการยิง 1.5 นัดต่อนาที ระยะโจมตี 32 กิโลเมตร ที่มุม 32 องศา

    ปืนขนาดยักษ์จำนวนห้าสิบป้อมต่อเมือง สามเมืองหน้าด่านในทิศเหนือก็ร่วมหนึ่งร้อยห้าสิบป้อม คิดเป็นสี่ร้อยห้าสิบกระบอก

    ปืนที่รายล้อมไปทั่วกำแพงเมืองหน้าด่านอย่างไร้ความจำเป็นนับแต่สร้างเมืองมา ต่างหันปลายปืนสังหารไปที่คลื่นมอนสเตอร์ที่กำลังถาโถมเข้าใส่เพื่อที่จะทำหน้าที่ของมันกัน



    นอกจากป้อมปืนใหญ่อันทรงพลานุภาพแล้ว พวกเขายังมีจรวดขีปนาวุธ V-2 อีกด้วย

    ถึงจะยังไม่มีดาวเทียมเพื่อชี้เป้าหมายโจมตีข้ามทวีปได้อย่างแม่นยำ แต่หากเป็นระยะต่อหน้าเช่นนี้ก็ไม่ยากที่จะก่อการสังหารเป้าหมาย

    และถึงจะมีเพียงแค่ห้าสิบลูกเพราะปัญหาด้านทรัพยากรณ์กับบุคลากรที่ชำนาญในการสร้าง แต่พวกเขาคิดว่ามันน่าจะเพียงพอต่อการหยุดคลื่นมอนสเตอร์ได้อยู่

    [V-2 อาวุธแห่งการล้างแค้น-Vergeltungswaffe 2] ของไรซ์เยอรมันที่ในภายหลังถูกทั้งสหราชอาณาจักร สหภาพโซเวียด และรวมไปถึงสหรัฐ นำเข้ามาใช้งานในกองทัพ

    อาวุธเชื้อเพลิงเหลวโจมตีระยะไกลอันทันสมัยของมนุษย์ที่สามารถยิงไปโคจรรอบนอกอวกาศของโลกได้เป็นครั้งแรก

    อาวุธที่สร้างโดยเยอร์มันในช่วง 1942-1945 ชิ้นนี้ได้ถูกนำกลับมาใช้ใหม่ในต่างโลกอีกครั้ง

    จรวดมหาประลัยที่หนัก 12,500 กิโลกรัม ยาว 14 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.65 เมตร อีกทั้งยังยิงได้ไกลถึง 320 กิโลเมตรชิ้นนี้ เริ่มถูกบรรจุในฐานยิงและเตรียมประทุไฟที่จะพุ่งไปแผดเผ่ากองทัพมอนสเตอร์ตรงหน้าให้สิ้นชีพ

    คงจะมีคำถามว่า “สร้างได้ถึงขนาดนี้ ทำไมไม่ทำดาวเทียมไปพร้อมกันเลยละ? ” คำตอบที่ได้ก็คงจะเป็นเพราะความดื้อรั้นของคนสร้างอย่างยะมะโตนั่นเอง

    “จะสร้างทั้งที สร้างเป็นดาวเทียมสังหารไปเลยซิ” เพราะว่าคิดแบบนั้นเลยทำให้งานสร้างดาวเทียมล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น

    แต่เรื่องยิบย่อยเหล่านั้นช่างมันไปก่อน ตอนนี้กลับมาที่อาวุธสังหารที่กำลังจะถูกปล่อยออกไปป้องกันเมืองของมนุษย์ดีกว่า



    หากมองจากมุมสูงก็จะพบว่าคลื่นมอนสเตอร์นั้นมีจำนวนมากจนแทบจะกลืนกินทั้งทวีปได้

    ฝูงมอนสเตอร์จำนวนร่วมสองแสนห้าหมื่อนตัว

    พวกมันวิ่งกระจายตัวไปทั่วทุ่งหิมะสีขาว วิ่งถาโถมเป็นแถวหน้ากระดานยาว บ้าคลั่ง ดุดัน และกระหายเลือด

    เป้าหมายของพวกมันคือเมืองทั้งสามที่ตั้งอยู่ตรงหน้า

    เบฮีมอธ สไลม์ยักษ์ บาซิลิส ไทฟอน ไฮดร้า เฟนรีร์ พญานาค สัตว์อันน่าเกรงขามที่ราวกับหลุดมาจากในเทพนิยายกำลังวิ่งถาโถมไปที่เมืองของเผ่ามนุษย์

    นายทหารของเมืองหน้าด่านทั้งหมดร่วมสองแสนชีวิตต่างกลืนน้ำลายลงคอเมื่อได้เห็นตัวตนที่น่าเกรงขามเหล่านั้น

    หากประเมินด้วยสายตาแล้วคงมีจำนวนราวสองแสนกว่าได้

    “โจมตี! ”

    เมื่อเข้าสู่ทุ่งสังหาร พวกเขาก็จัดการลงมือลั่นจรวด V-2 ออกไปในทันที

    จรวดที่หนัก 12,500 กิโลกรัมพร้อมกับหัวรบ 1,000 กิโลกรัมทั้งสิบลูกได้พวยพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า

    มันบินเป็นวิถีโค้งสวยงาม และร่วงใส่ทุ่งสังหารที่เต็มไปด้วยคลื่นซึนามิมอนสเตอร์

    ระยะคือ 300 กิโลเมตรห่างออกไปจากตัวเมืองหน้าด่าน

    แต่ทว่า---

    *โกร๊ววว! *

    เบฮีมอธที่อยู่ในฝูงมอนสเตอร์นั้นกลับโจมตีสวนกลับมา

    มันสร้างลูกไฟขนาดยักษ์ยิงขึ้นท้องฟ้าอย่างฟ้าคลั่ง

    ทั่วทั้งนภาถูกเติมเต็มไปด้วยบอลไฟความร้อนสองพันองศาจำนวนมาก

    จรวด V-2 ทั้งห้าสิบลูกต่างระเบิดใจกลางอากาศเหนือพื้นดิน 20 กิโลเมตร ไปอย่างสูญเปล่าไปในทันที

    *โกร๊ววว! *

    พวกเบฮีมอธคำรามลั่นแล้วออกตัววิ่งอีกครั้ง

    คลื่นฝูงมอนสเตอร์วิ่งด้วยความเร็วอันบ้าคลั่งและเข้าประชิดเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ



    ห้าสิบกิโลเมตร

    [หน่วยปืนใหญ่ เตรียม---]

    เสียงสั่งการดังโลดแล่นไปทั่วเมือง

    ชาวบ้านต่างวิ่งหนีตายเมื่อรับรู้ได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น

    แผ่นดินสั่นไหวที่รุนแรงมากขึ้นนี้ ทำให้พวกเขารู้สึกเป็นกังวลว่ากองทัพอาจจะไม่สามารถรับมือกันได้

    บางคนวิ่งหนีเข้าบ้านลั่นประตูปิดจนแน่น

    บางคนก็ขึ้นขับรถวิ่งหนีไปที่เมืองหลวง

    จนเกิดเป็นเมืองร้างที่ไร้วี่แววผู้คนเดินในเมืองอีกต่อไป

    ตัดกลับมาที่หน่วยทหาร

    หน่วยปืนใหญ่ทั้งหมดหนึ่งร้อยห้าสิบกระบอกต่างเริ่มรู้สึกตึงเครียด

    แผนการของพวกเขาคือการยิงสลับที่ละห้าสิบป้อม ทิ้งช่วงป้อมละสามสิบวินาทีเพื่อให้สามารถยิงปูพรมได้ต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาของการบรรจุกระสุนใหม่

    แล้วมันก็เริ่มต้นขึ้น



    สี่สิบกิโลเมตร

    [--- โจมตี!]

    เสียงดังกระหึ่มจากปืนใหญ่นั้นประดุจดั่งวันโลกาวินาศ

    กระสุนที่อัดแน่นไปด้วยพลังสังหารวิ่งตรงแหวกทะลุอากาศ

    ระเบิดยิงปูพรมพร้อมที่จะทำการแผดเผาทุ่งหิมะตรงหน้าให้เป็นหมอกควันสีดำ

    ในตอนนั้นเองที่มีเงาของบางสิ่งวิ่งนำหน้าฝูงมอนสเตอร์ออกมา

    พวกมันคือสไลม์ยักษ์

    เจ้าสิ่งมีชีวิตไร้สีขนาดใหญ่กว่าสิบเมตรได้ขยายร่างขึ้นเป็นแนวกำแพงสูงที่แถวหน้าของมอนสเตอร์

    พวกมันใช้ร่างกายของตัวเองเป็นกำแพงหยุดลูกกระสุนเอาไว้

    แต่นี่คือกระสุนปืนใหญ่อันทรงพลัง กับอีแค่พลังหนืดในร่างของสไลม์มีหรือจะหยุดลูกปืนได้

    กระสุนปืนใหญ่ได้ยิงทะลวงร่างและฉีกแกนนิวเครียสออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

    ระเบิดอันรุนแรงได้กระหึมขึ้นเป็นแนวยาวตลอดแถวหน้าของคลื่นมอนสเตอร์

    พวกมอนสเตอร์ต่างถูกกระฉีกร่างขาดเป็นชิ้น ๆ

    บางตัวที่ถึกทนอย่างเบฮีมอธได้เลือกวิ่งทะลวงมาตรง ๆ พร้อมกับบาดแผลกว้าง

    ฝูงที่วิ่งตามมาข้างหลังวิ่งเหยียบย่ำลงบนซากศพของเพื่อนโดยมิหวั่นเกรงกลัวต่ออำนาจสังหารของปืนใหญ่

    การโจมตีของปืนใหญ่นั้นได้ยิงออกไปต่อนเนื่องทุกสามสิบวินาที แต่พวกมอนสเตอร์ก็ไม่เกรงกลัวต่อความตายที่เกิดขึ้นกับเพื่อนตรงหน้าของพวกมันแม้แต่น้อย



    สามสิบกิโลเมตร

    กระสุนจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบลูกได้ถูกลั่นออกไปพร้อมกับการยิงสนับสนุนของหน่วยรถถังโดรนและเครื่องบินโดรนที่ส่งออกไปในแนวหน้า

    วิถีโค้งกระสุนร่วงโรยสู่ดินแดนสีขาว

    พรมและม่านสีดำผุดขึ้นบนผืนโลกดุจดอกเห็ดเป็นกำแพงยาว

    ซากศพนับหมื่นบังเกิดขึ้นอย่างมิเกรงใจยมทูตแห่งความตาย

    แต่กระนั้นเหล่ามอนสเตอร์ก็ยังวิ่งเข้าใส่แบบไม่ย่อท้อ



    ยี่สิบกิโลมเตร

    กระสุนยังคงโปรยปรายออกไปดั่งห่าฝน

    แต่คราวนี้พวกมอนสเตอร์มีการเคลื่อนไหวที่ต่างออกไป

    พวกมันกระจายกำลัง

    สไลม์ยักษ์เริ่มกระจายตัวเป็นขนาดเล็ก ก่อนจะกลืนหายไปกับทุ่งหิมะ

    อสรพิษยักษ์กับพญานาคต่างเคลื่อนไหวอย่างไร้ทิศทางจากยากที่จะจับเป้าได้

    เหล่าเบฮีมอธที่หยุดวิ่งและเริ่มคำรามพร้อมกับสร้างลูกไฟ

    ไทฟอนกับไฮดร้าใช้ร่างอันใหญ่โตของมันวิ่งมาเป็นแนวกำแพงรับลูกปืนใหญ่เพื่อปกป้องเหล่าเบฮีมอธเอาไว้

    แต่กายเนื้อไม่อาจทนรับกระสุนปืนใหญ่ได้ จึงทำให้กำแพงเนื้อเหล่านั้นไร้ซึ่งความหมาย

    กระสุนปืนใหญ่ได้สังหารทั้งกำแพงเนื้อและเหล่าเบฮีมอธไปเป็นจำนวนมาก

    แต่ฝูงคลื่นมอนสเตอร์มีจำนวนมากกว่าป้อมปืนที่มีเพียงแค่หนึ่งร้อยห้าสิบกระบอก

    หากเป็นมนุษย์คงตายดาวดิ้นไปหมดแล้ว

    แต่นี่คือมอนสเตอร์ที่เหนือสามัญสำนึก พวกมันอึด ดุร้าย และกระหายเลือดอย่างที่สุด

    แม้นกายจะตายลง แต่กล้ามเนื้อและจิตปราถนาอันแรงกล้ายังคงเหลือซึ่งกระแสสั่งการให้พ่นเปลวไฟสุดท้ายออกมา

    เหล่าเบฮีมอธส่วนหนึ่งสามารถยิงบอลไฟสองพันองศาพุ่งตรงไปที่ป้อมปืนใหญ่ซึ่งห่างออกไปยี่สิบกิโลเมตรได้อย่างแม่นยำ ก่อนที่พวกมันจะสิ้นชีวิตลง

    ระเบิดไฟอันรุนแรงได้เกิดขึ้นบนแนวกำแพงพร้อมกับแผดเผาทุกสิ่งจนมอดไหม้

    ความเสียหายเริ่มเกิดขึ้นกับฝ่ายมนุษย์แล้ว



    เหลืออีกสิบกิโลเมตร

    ฝูงอสรพิษร้ายกับพญานาคที่เลื้อยเข้ามาใกล้ ได้กลายเป็นเหยือของป้อมปืนกลกับรถถังโดรนที่ประจำการอยู่บนพื้นราบ

    กระสุนปืนใหญ่ได้ถูกยิงออกไป

    กระสุนปูพรมได้ฆ่าเหล่ามอนสเตอร์ไปอีกถึงห้าพันตัวในระยะตั้งแต่สิบถึงยี่สิบกิโลเมตร

    การป้องกันของฝ่ายมนุษย์เริ่มเกิดความตึงเครียดมากขึ้น

    พวกมอนสเตอร์เริ่มเข้าประชิดเมืองได้ใกล้มากขึ้นทุกทีแล้ว

    ในตอนนั้นเอง---

    “อ๊าก! ”

    ป้อมปืนใหญ่ที่ควรไร้ศัตรูกลับมีการลอบโจมตีเกิดขึ้น

    มีสไลม์จำนวนมากกำลังลอบปืนขึ้นมาบนกำแพงโดยไม่มีใครรู้ตัว

    เหล่าทหารต่างต่อสู้สุดฤทธิ์กับสไลม์นักฆ่าที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่คาดคิด

    แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่พวกเขาเผชิญหน้า

    [พบฝูงเฟนรีร์กำลังวิ่งอ้อมไปที่ด้านหลังของเมือง!]

    เฟนรีร์จำนวนสามหมื่นตัวใช้ขนสีขาวและความว่องไวของมันวิ่งอ้อมหลบออกมาจากสนามรบโดยไม่มีใครทันสังเกตุ

    หากไม่ใช่เรด้าที่ติดตั้งเอาไว้ในเมือง พวกเขาคงมองข้ามการเคลื่อนไหวนี้ไปแล้ว

    แต่ถูกพบแล้วจะทำไมละ?

    พวกเฟนรีร์ใช้จมูกของมันดมกลิ่นหลบเลี่ยงทุ่งกับระเบิด จนกระทั้งสามารถข้ามทุ่งหิมะมาถึงฟากของเมืองได้สำเร็จ

    แถมพวกมนุษย์ไม่คาดคิดว่ามอนสเตอร์จะใช้แผนลอบโจมตี เลยทุ่มกำลังพลไปอยู่ที่ฝั่งทิศเหนือของเมืองกันหมด

    พวกเขาไม่สามารถเคลื่อนย้ายทหารจากทิศเหนือมาตั้งรับที่ทิศใต้ได้ทันเวลา

    เฟนรีร์แยกออกเป็นกลุ่มละหนึ่งหมื่นตัววิ่งไต่กำแพงสูงและโลดแล่นไปตามป้อมปืนใหญ่

    ใช้เขี้ยวอันทรงพลังกับกรงเล็บเปิดประตูป้อมปืนอย่างชาญฉลาด ก่อนจะลากพลปืนใหญ่ออกมาจมเขี้ยวลงไป

    ความเสียหายอย่างไม่คาดคิดนี้ทำให้การโจมตีจากป้อมปืนเบาบางลง

    แน่นอนว่าพวกมอนสเตอร์ไม่ยอมพลาดโอกาสนี้ไป

    ฝูงที่บุกมาจากแนวหน้าใช้พละกำลังอันมหาศาลวิ่งเข้าประชิดกำแพงเมือง ฝ่าดงกระสุนอย่างไม่กลัวตาย แล้วทะลวงพังกำแพงไปทั้งแบบนั้น

    ถึงชีวิตจะดับดิ้น แต่พวกมันก็สามารถทำลายกำแพงเมือง แล้วไปสู่อีกฟากของเมืองได้สำเร็จ

    จนทำให้เกิดเป็นเส้นทางยาวตรงดิ่งจากทิศเหนือไปสู่ทิศใต้ทะลุเมืองหน้าด่านอย่างที่เห็นในปัจจุบัน



    “นั่นละคือเรื่องราวทั้งหมด พวกเราต้องรีบรวบรวมกำลังพลกับหุ่นโดรนจำนวนอีกสามแสนมาเสริมการป้องกันที่ทางเหนือ เลยทำให้สามารถยึดเมืองกลับมาก่อนที่พวกมันจะบุกไปถึงเมืองหลวงได้นะ”

    “ลำบากแย่เลยนะ”

    ฉันมองไปที่ช่องวางของกำแพงในทิศเหนืออีกครั้ง

    ที่ตรงนั้นมีภาพของหุบเขาสูงชันเป็นแนวยาวปรากฏอยู่

    จากที่ฟังดูมา ดูเหมือนว่าพวกมอนสเตอร์จะมีความฉลาดพอสมควรเลยไม่ใช่หรือ? ไม่อย่างงั้นคงหนีไปตั้งแต่ที่เห็นพวกพ้องตายเพราะลูกปืนใหญ่นัดแรกแล้ว

    แต่นี่กลับรู้จักวิธีลอบโจมตี รู้จักการประสานงานระหว่างกลุ่มมอนสเตอร์

    หรือว่าพวกมันจะถูกฝึกมาหรือเปล่า? คิดไปเองมั้ง?

    “...กลุ่มควัน? ”

    ในตอนนั้นเองที่ฉันเห็นบางสิ่งผิดปกติในทิศเหนือ

    มีอะไรบางอย่างจำนวนมากกำลังวิ่งตรงมาที่เมืองนี้

    นั่นมัน...

    [พบฝูงมอนสเตอร์จำนวนมากในทิศเหนือ! ย้ำอีกครั้งพบฝูงมอนสเตอร์จำนวนมากในทิศเหนือกำลังบุกมาที่เมืองนี้อีกแล้ว!]