สวรรค์นิรันดร์กาล

    ช่วงชิงชีวิต

            “นั่นมันวิชาชั่วร้ายอะไรกัน”ซินอี้ถึงกับหวาดกลัว

            “กร๊ดดดดผิวหน้าของข้า” ผู้นำนิกายบงกชแต่เดิมมีหน้าตาเหมือนหญิงสาวที่พึ่งอายุ30 ปี อยู่ในช่วงดงามเหมือนผู้ใหญ่ แต่ตอนนี้ผิวหน้าของนางกลับเหี่ยวย่นและเส้นผมกลายเป็นสีขาวครึ่งศีรษะไปแล้ว

            “นี่มันบ้าอะไร”ผู้นำนิกายปฐพีเร้นลับตื่นตระหนก

            “ฮ่าฮ่า ฮ่า ได้โอกาสแล้ว” หอกในมือของตงจ้านพุ่งออกไปปะทะกับค้อนเทพยักษาอย่างจังค้อนเทพยักษานั้นมีน้ำหนักที่มากมายมหาศาลจนหอกพฤกษาแทบจะพังทลายแต่ตงจ้านกลับใช้ปราณเทพในร่างควบคุมหอกพฤกษาให้ดันค้อนเทพยักษาออกไปได้

            “แย่แล้ว”ผู้นำปฐพีเร้นลับตื่นตระหนกเพราะร่างของตงจ้านพุ่งเข้ามาถึงตรงหน้าแล้ว

            "ชีวิตสุนัขของเจ้าข้าขอไปละ" ตงจ้านชกหมัดออกไปด้วยปราณเทพที่รุนแรง

            “ตูม!!!!!!!!!”

            หัวของผู้นำนิกายปฐพีเร้นลับระเบิดออกมาพร้อมกับร่างนอนแน่นิ่งไปทันทีตงจ้านรับค้อนเทพยักษามาด้วยรอยยิ้มที่พึงพอใจ

            “ระดับเทพขั้นที่4 งั้นเหรอ” โหลวซิวเถียนหรี่ตาลงทันที

            “แข็งแกร่งขนาดนั้นเลยงั้นเหรอท่านพ่อ”โหลวหลานเองก็ตกใจที่ฉางเฟิงหาผู้ช่วยแบบนี้มาได้

            “จากที่พ่อดูเขายังขาดประสบการณ์ต่อสู้อยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรอีกไม่นานก็คงฝึกฝนได้ แต่ที่สำคัญคือนั่นคือเผ่าภูติแห่งชีวิตในตำนานอย่างไม่ต้องสงสัย”โหลวซิวเถียนกล่าว

            “ถ้าเช่นนั้นฉางเฟิงเองก็…..”โหลวหลานเบิกตากว้าง

            นางเคยเห็นพลังของฉางเฟิงและรู้สึกสงสัยจึงกลับมาหาข้อมูลในหอสมบัติตของนางสุดท้ายนางก็รู้ว่าพลังที่ฉางเฟิงแสดงออกมาคือปราณโกลาหลนั่นทำให้นางนึกถึงตำนานของโลกนี้ขึ้นมา ว่าผู้ปกครองของโลกนี้คือเผ่าภูติที่แข็งแกร่งที่สุดผู้ใช้ปราณโกลาหล

            “ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเรื่องจริงเขาถึงกับมีสายเลือดในตำนาน” โหลวหลานกล่าว

            “ที่น่าแปลกคือวังสวรรค์ออกค้นหาสายเลือดนี้ไปทุกที่แต่กลับไม่พบเลยแม้แต่คนเดียวแต่อยู่ๆกลับปรากฏออกมาและตอนนี้ยังมีภูติแห่งชีวิตออกมาอีก ดูเหมือนว่าเผ่าภูติจะซ่อนตัวได้ดีมากจริงๆ”โหลวซิวเถียนกล่าว

            “แกแกกล้าทำให้ข้าเป็นแบบนี้ จงตายซะ” ผู้นำนิกายบงกชกระตุ้นดอกบัวในมือทำให้พื้นที่รอบๆเกิดพายุขนาดใหญ่ขึ้นพร้อมกับพื้นที่รอบๆถูกพัดจนพังทลาย

            “มันน่ารำคาญรู้ใหม”เสี่ยวเฮ่ยคำราม

            พริบตาคลื่นพลังที่แข็งแกร่งก็ระเบิดออกมาซัดพายุจนแตกกระจายพร้อมกับโจมตีร่างของผู้นำนิกายบงกชจนแหละระเอียดเรียกได้ว่าตายในพริบตาเลย

            “นี่มันอะไรกัน”คราวนี้แม้แต่โหลวซิวเถียนและสามปรมาจารย์ต้องอ้าปากค้าง

            เพราะพลังของเสี่ยวเฮ่ยที่แสดงออกมาคือระดับจักรพรรดิเทพอย่างไม่ปกปิดใช่แล้วไม่จำเป็นต้องปกปิดเพราะด้วยกฎโบราณของเต๋าสวรรค์จะไม่มีใครสามารถสอดส่องเข้ามาในโลกโกลาหลได้ทั้งนั้น

            “ถึงกับเป็นจักรพรรดิเทพ”สามปรมาจารย์ยิ่งสงสัยที่มาของฉางเฟิงมากขึ้นไปอีก

            “ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริงสินะที่บิดาของฉางเฟิงคือพระเจ้าสูงสุด”ซวนหยวนเสวี่ยถึงกับตกใจกับสิ่งที่เห็นและนึกได้ถึงคำกล่าวของเสี่ยวเฮ่ยก่อนหน้านี้

            “อะไรนะพระเจ้าสูงสุดเรื่องจริงงั้นเหรอ” ซินอี้ตกใจยิ่งกว่าซวนหยวนเสวี่ยเสียอีก

            “หมายถึงเรื่องอะไร”โหลวซิวเถียนหันไปมองโหลวหลานทันที

            “ตอนแรกคิดว่าเรื่องล้อเล่นเลยไม่ได้คิดจริงๆแต่เรื่องจริงงั้นเหรอ” โหลวหลานยังต้องตกใจ

            “พระเจ้าสูงสุดตัวตนที่เป็นรองแค่จ้าวจักรวาลมิน่าละ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงมากความสามารถและพรสวรรค์แบบนั้นมันจะปรากฎอยู่ในร่างของคนธรรมดาได้อย่างไร”สามปรมาจารย์เหมือนสามารถต่อชิ้นส่วนที่สมบูรณ์ได้แล้วสิ่งที่ค้างคาใจอยู่ก็กระจ่างในที่สุด

            พระเจ้าสูงสุดใช่ว่าใครก็เป็นได้จำเป็นต้องฝึกฝนเต๋าสูงสุดเท่านั้นถึงจะสามารถไปถึงได้และมีเพียงเต๋าสูงสุดถึงจะมีสิทธิ์กลายเป็นจ้าวจักรวาลเพราะงั้นตัวตนของพระเจ้าสูงสุดจึงสูงส่งมาก

            “พระเจ้าสูงสุดของเผ่าภูติโกลาหลยังเหลือรอดอยู่สินะแบบนี้วังสวรรค์ได้ลุกเป็นไฟแน่” โหลวซิวเถียนยิ้มออกมา

            “พวกเจ้าคิดว่าข้าจำเป็นต้องโกหกพวกเจ้าหรือยังไง”เมื่อเห็นสายตาสงสัยของหลายคนเสี่ยวเฮ่ยจึงกล่าวขึ้น

            “ไม่ต้องพูดมากหรอกรีบจัดการเรื่องนี้ต่อเถอะ ในเมื่อผู้นำสามนิกายตายแล้ว ต่อไปก็เป็นสามนิกาย พวกนั้นกลายเป็นมังกรไร้หัวแม้จะมีบรรพชนซ่อนอยู่ก็ไม่มีความหมายพวกเราควรจะเข้ายึดครองและใช้พวกมันในการต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นดีกว่า” ฉางเฟิงกล่าว

            “สหายฉางเฟิงกล่าวถูกต้องแล้วตอนนี้พวกเราต้องการกำลังคนดังนั้นการทำลายทิ้งออกจะน่าเสียดายไม่สู้ให้ทูตจากวังสวรรค์คนนั้นไปจัดการแทนละ”เมิ่งฝู่กล่าว

            “เป็นความคิดที่ดีถ้าท่านทูตช่วยลงมือน่าจะหยุดความวุ่นวายได้ไม่ยาก” ซินอี้เห็นด้วย

            “ถ้างั้นตงจ้านและเถาวัลย์มังกรข้าให้เจ้าไปกับเจ้านี่ถ้าใครต่อต้านหรือไม่เห็นด้วย สังหารได้เลย” ฉางเฟิงกล่าว

            “ถ้าไม่ว่าอะไรพวกเราของศพของคนที่ตายนะ”เมิ่งฝู่กล่าวด้วยรอยยิ้ม

            “นั่นก็ขึ้นอยู่ว่าพวกเจ้าจะยอมจ่ายด้วยอะไร”ฉางเฟิงกล่าว

            “ว้าอย่างที่คิดการจะเอาเปรียบเจ้านี่ทำไม่ได้จริงๆ แน่นอนว่าพวกเราย่อมจ่ายให้สมราคาอย่างแน่นอน”เมิ่งฝู่มองไปยังศพของผู้นำนิกายอัคคีฟ้าและนิกายปฐพีเร้นลับด้วยสีหน้าตื่นเต้น

            ศพของจักรพรรดิเซียนอีก2 คนมีค่ามากสำหรับพวกเขา ฉางเฟิงนำสมบัติทั้งหมดของสามนิกายมาและตรวจสอบด้วยความพึงพอใจ

            “เอาละทีนี้เรามาประชุมอย่างจริงจังกันดีกว่า”ฉางเฟิงกล่าว

            เมื่อทูตจากวังสวรรค์และพวกตงจ้านได้ไปจัดการกับสามนิกายพวกฉางเฟิงก็เริ่มออกความเห็นกันว่าจะรับมือกันอย่างไรอย่างแรกประตูโบราณปรากฎเหนือทวีประดับกลางแห่งหนึ่งซึ่งทวีปนี้เป็นรองแค่ทวีปเซียนเท่านั้นดังนั้นพวกฉางเฟิงจึงตัดสินใจให้ทวีปแห่งนั้นคือสนามรบ

            ดังนั้นก่อนอื่นต้องแจ้งให้กับคนในทวีปแห่งนี้รู้และอพยพคนธรรมดาออกไปเสียก่อนไม่งั้นเมื่อเกิดการต่อสู้ขึ้นย่อมก่อให้เกิดการสูญเสียจำนวนมาก และอย่างที่สองต้องสร้างแนวป้องกันขึ้นมาล้อมรอบประตูเอาไว้และจำกัดบริเวณของศัตรูไม่ให้ศัตรูกระจายกำลังไปยังทวีปอื่นๆ

            แน่นอนว่าการสร้างแนวป้องกันมันต้องใช้ทรัพยากรที่มากมายมหาศาล มันมากพอที่จะสร้างนิกายขนาดใหญ่ขึ้นมได้เลยแต่โชคดีที่ตอนนี้สามนิกายได้ถูกควบคุมไปแล้วเพราะงั้นทรัพยากรที่สามนิกายเก็บเอาไว้จึงถูกนำออกมาใช้ทั้งหมด

            และแน่นอนว่าย่อมเกิดการต่อต้านจากสามนิกายแต่แล้วอย่างไรใครต่อต้านก็จะถูกสังหารไปแค่นี้ก็ทำให้สามนิกายต้องก้มหน้ายอมรับความจริงว่าตอนนี้สามนิกายของพวกเข้าสิ้นอำนาจแล้ว

            หลังจากประชุมกันหลายวันฉางเฟิงก็ตรวจสอบพลังชีวิตที่แย่งชิงมาอย่างพึงพอใจช่วงนี้ฉางเฟิงใช้พลังชีวิตที่เก็บไว้ในเนตรแห่งชีวิตไปค่อนข้างมากดังนั้นจำเป็นต้องช่วงชิ่งมาเก็บไว้บ้าง

            “แม้ข้าจะสู้กับจักรพรรดิเซียนขั้นที่9 ไม่ได้ แต่การลอบโจมตีและก่อกวนอีกฝ่ายกลับทำได้ไม่ยาก” ฉางเฟิงพึงพอใจกับความสามารถของเนตรแห่งชีวิตมาก