เมื่อได้ยินที่หลิวชิงหยู่พูดเื่จะทวงเงินห้าล้านคืนมา จางหงเซวียนก็ผงะไป แล้วพูดขึ้นว่า “ท่านนายกหลิว ด้วยความเคารพ เื่คัดค้านการจัดสรรงบกับผู้บังคับบัญชา ไม่ใช่เื่ดี เหตุการณ์ทำนองนี้แม้จะเคยเกิดขึ้น แต่ก็ไม่มีใครสามารถทวงเงินกับผู้ที่มีระดับสูงกว่าแล้วได้เงินกลับคืนมา ท่านลองคิดดูสิ หากอีกฝ่ายบ่ายเบี่ยงผัดวันประกันพรุ่ง ด้วยเวลาที่ยืดเยื้อตำบลกวนซานของเราจะต้องประสบกับความยากลำบากอย่างแน่นอน ผมวอนให้ท่านคิดใหม่อีกครั้งเถอะ”
แม้จางหงเซวียนจะเป็คนของซือเจิ้นเฉียง แต่สำหรับชะตากรรมของกวนซาน เขาจำเป็ต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันเกี่ยวกับหน่วยงานด้านการเงินของเขา เขาจึงไม่กล้าเพิกเฉย ในความคิดของเขา นายกหลิวก็แค่เด็กหนุ่มมุทะลุ การทำแบบนี้ ไม่เพียงจะสร้างปัญหาให้ตัวเอง แต่ยังสร้างปัญหาให้เขาด้วย เพราะหากอีกฝ่ายไปที่เทศมณฑลเพื่อคัดค้านเื่การจัดสรรงบ เขาอาจจะต้องเจอกับคำถามมากมายตามมา ดังนั้นเขาจึงต้องโน้มน้าวหลิวชิงหยู่ให้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม หลิวชิงหยู่ส่ายหน้าแล้วพูดขึ้นว่า “ปัญหานั้นเป็เื่ของอนาคต แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ผมไม่สามารถเพิกเฉย เพราะผมได้สัญญากับท่านรองนายกถังว่าจะใช้เงินห้าล้านนี้เพื่อประชาชน ดังนั้นเงินนี้จึงไม่อนุญาตให้ใครยึดไปเด็ดขาด เพราะเงินก้อนนี้มาจากกองทุนส่วนตัวของรองนายกถังที่มอบให้ เอาล่ะไม่ต้องพูดอะไรให้มากความไปที่เทศมณฑลกับผมเดี๋ยวนี้" หลิวชิงหยู่ หยิบโทรศัพท์แล้วติดต่อหา หงซานจินพร้อมเดินออกไปทันที
เมื่อหลิวชิงหยู่ออกมาถึงประตูสำนักงาน หงซานจินก็มาจอดรถรอแล้ว หงซานจินตอนนี้ตัดสินใจหันหลังให้ซือเจิ้นเฉียง เลือกเข้าร่วมกับหลิวชิงหยู่ นับจากที่เขาได้รู้เื่ หลิวชิงหยู่ กับถังเจี้ยนกั๋ว นอกจากนี้เขารู้ดีว่า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ราชการเล็กๆ ไม่มีภูมิหลังแบบเขา หากไม่ติดตามหลิวชิงหยู่ตอนนี้ หลิวชิงหยู่อาจหาคนมาแทนที่เขา มันจะทำให้เขาเสียโอกาสสำคัญ ดังนั้นเขาจึงทำทุกอย่างเพื่อช่วยสนับสนุน หลิวชิงหยู่ เท่าที่จะทำได้
หลังจากหลิวชิงหยู่เดินมาที่รถกับจางหงเซวียน เขาก็ตบไหล่หงซานจินแล้วพูดขึ้นว่า “ผู้อำนวยการหงซานจิน ลำบากคุณแล้ว คุณนี่รู้หน้าที่ทำงานได้ยอดเยี่ยมจริงๆ ”
แม้หลิวชิงหยู่จะเพิ่งเข้ามาดำรงตำแหน่ง แต่เขาก็ติดตามพ่อของเขามาหลายปี เขามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเื่การเชื่อมความสัมพันธ์กับผู้ใต้บังคับบัญชาและเพิ่มกำลังใจให้ผู้ติดตาม นอกจากนี้ตลอดห้าปีที่อยู่ในหน่วยรบพิเศษ เขายังเคยรับหน้าที่หัวหน้าหน่วย และยังเป็หัวหน้าหน่วยที่อายุน้อยที่สุด ด้วยวัยไม่ถึง 20 ปี ทำให้คนส่วนใหญ่ในกองทัพมีอายุมากกว่าเขาไม่ต่ำกว่า 4-5 ปี แต่เขากลับสามารถนำคนเ่าั้ออกปฏิบัติภารกิจทั่วทุกมุมโลก ถึงแม้เป็ไปไม่ได้ที่เขาจะโน้มน้าวคนทั้งหมดได้ แต่อย่างน้อยๆ ในหน่วยรบพิเศษชื่อเสียงของหลิวชิงหยู่ก็ยอดเยี่ยมมาก แม้แต่ทหารชั้นาุโทั้งหลายต่างก็ชื่นชมเขา หลายคนในกองทัพเชื่อว่าเขาจะต้องกลายเป็นายพลที่ยอดเยี่ยม และเป็ผู้บัญชาการชั้นแนวหน้า นี่คือหนึ่งเหตุผลที่ว่าทำไม หลิวชิงหยู่ถึงได้เลื่อนยศบ่อยครั้ง ทั้งๆ ที่อายุยังน้อย
หลังจากหลิวชิงหยู่เอ่ยปากชื่นชม หงซานจินก็รู้สึกตัวเบา แม้ไม่ได้กินโสมเข้าไป แต่เขากลับรู้สึกสดชื่น ต้องรู้ว่าเด็กหนุ่มอายุน้อยคนนี้ มีรองนายกผู้ยิ่งใหญ่แห่งชางชานคอยหนุนหลัง อนาคตของเขาย่อมไร้ขีดจำกัด และที่สำคัญที่สุดคือข้อมูลนี้มีแค่เขาเท่านั้นที่รู้ ดังนั้นการที่หลิวชิงหยู่เรียกใช้เขาและชื่นชมเขา อาจทำให้ตำแหน่งหน้าที่การงานของเขามั่นคงและหากหลิวชิงหยู่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะผู้ติดตามเขาย่อมได้ดิบได้ดีไปด้วย หงซานจินจึงเกิดความเชื่อมั่นในการเลือกติดตาม หลิวชิงหยู่
เมื่อเห็นท่าทีของหงซานจินเขาก็รู้ว่า กลยุทธ์ เล็กๆ น้อยๆ ของเขาได้ผล ตอนที่มาถึงกวนซาน เขาไม่มีใครเป็พรรคพวกเลย เขาจึงคอยแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าเพียงลำพัง ดังนั้นเขาจะต้องหาพรรคพวกที่มีความคุ้นเคยกับกวนซาน ที่สามารถพึ่งพาได้ ดังนั้นเขาจึงเล็ง หงซานจิน ที่ขยันขันแข็ง ตอนนี้หลิวชิงหยู่รู้แล้วว่า หงซานจินเข้าร่วมกับเขาอย่างเต็มตัว
รถของหงซานจิน เคลื่อนมาถึงเทศมณฑลจิงหลิน และจอดที่สำนักงานกรมการคลังของเทศมณฑล
สำนักงานกรมการคลังเป็ อาคารสามชั้นแบบเก่า ด้านหน้ามีรถจอดมากมาย ทุกคนต่างมาเพื่อดำเนินการเพื่อขอทุนต่างๆ
เขาเดินเข้ามาในสำนักงาน หลิวชิงหยู่ก็มองไปยัง จางหงเซวียนแล้วพูดขึ้นว่า “ผู้อำนวยการจาง ขึ้นรู้หรือไม่ว่า สำนักงานของผู้อำนวยการกรมการคลัง เจียงฟู่หลินอยู่ที่ไหน?”
จางหงเซวียน พยักหน้าแล้วรีบพูดขึ้นว่า “ผมรู้ มันอยู่ในห้องที่มีแดดส่อง อยู่ทางทิศตะวันออกของชั้นสาม”
หลิวชิงหยู่หยุดพูดคุยไร้สาระแล้วขึ้นบันไดไปที่ชั้นสาม และตรงไปยังห้องที่มีแดดส่อง ทางทิศตะวันออกแล้วเคาะไปที่ประตู จากนั้นก็ผลักประตูแล้วเดินเข้าไป
ในตอนนั้น ภายในห้อง ผู้อำนวยการร่างอ้วน เจียงฟู่หลินกำลังโอบนักศึกษามหาลัยที่มาฝึกงานที่นี่ เมื่อเห็นพวกหลิวชิงหยู่เข้ามา ใบหน้าของเจียงฟู่หลินก็แสดงความไม่พอใจ ส่วนนักศึกษาสาวก็รีบลุกขึ้นมาแล้วจัดแจงเสื้อผ้าทันที
เจียงฟู่หลิน มองไปยังพวกหลิวชิงหยู่ด้วยสายตาเ็า สำหรับหลิวชิงหยู่ เขาอาจจะยังไม่รู้จัก แต่เขารู้จักจางหงเซวียนแน่ๆ จึงกล่าวขึ้นทันทีว่า “จางหงเซวียน นี่มันเื่อะไรกัน คุณไม่รู้จักมารยาทพื้นฐานเลยงั้นหรอ นี่คุณไม่รู้แม้กระทั่งการเคาะประตูก่อนจะเข้าห้องคนอื่นเลยสินะ? "
พอได้พบว่า เจียงฟู่หลินกำลังโกรธ จางหงเซวียนก็ผงะไป แล้วรีบกล่าวแก้ตัวว่า “ผู้อำนวยการ เป็อย่างนี้ผมมากับท่านนายกหลิว คนผู้นี้คือนายกเทศมนตรีคนใหม่ของกวนซานเรา เขามีชื่อว่าหลิวชิงหยู่."
เมื่อ เจียงฟู่หลิน ได้ยิน เขาก็รู้ว่าจางหงเซวียนกำลังรู้สึกผิดต่อเขา เขามองไปยังหลิวชิงหยู่ ด้วยความใเช่นกัน เพราะเขาเคยได้ยินมาว่านายกคนใหม่ของกวนซานเด็กมาก และยังกล้าเผชิญหน้ากับผู้ว่าการเทศมณฑลอีก แต่เขาไม่คิดเลยว่าหลิวชิงหยู่คนนี้จะเด็กมากขนาดนี้ แต่ในฐานะผู้อำนวยการกรมการคลังแล้ว เจียงฟู่หลินค่อนข้างมั่นใจ ว่านายกตำบลเล็กๆ อย่างหลิวชิงหยู่ ไม่กล้าหือ ต่อให้เลขาธิการประจำตำบลก็ต้องหวั่นเกรงเขา เขาจึงมองไปยังหลิวชิงหยู่แล้วพูดขึ้นว่า “เสี่ยวหลิว คุณมาหาผมมีเื่อะไรหรือ หากไม่มีธุระอะไร เชิญคุณกลับไป ผมยุ่งมากไม่มีเวลามาต้อนรับคุณหรอกนะ”
หลิวชิงหยู่ มีเป้าหมายในการมาอย่างชัดเจน ว่าเขาจะมาทวงเงินคืน ถ้าใช้วิธีการปกติตามระเบียบขั้นตอน เขาไม่มีทางได้เงินคืนครบเต็มจำนวนแน่ ดังนั้นเขาจึงต้องใช้วิธีที่ไม่ปกติ เขายืนประจันหน้า เจียงฟู่หลิน แล้วพูดขึ้นว่า “ผู้อำนวยการเจียง ในเมื่อคุณยุ่งมาก ผมก็จะไม่อ้อมค้อม ผมจะขอให้คุณช่วยจัดสรรงบให้ตำบลกวนซาน ห้าล้านจะได้หรือไม่?”
ใจของเจียงฟู่หลินหล่นวูบ แต่เขาก็ยังแข็งใจกล่าวขึ้นว่า “คุณถามไปทำไม เื่นี้ผมจะทำหรือไม่ มันเกี่ยวอะไรกับคุณ?”
หลิวชิงหยู่กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็าว่า “แน่นอนว่ามันต้องเกี่ยวเพราะเงินนี้ผมเป็คนไปขอมาจากท่านรองนายกถังโดยตรง เขามอบให้มาเพื่อบรรเทาภัยพิบัติที่กวนซานประสบ แต่กวนซานกลับได้รับเงินแค่ห้าแสน แล้วเงินอีกสี่ล้านห้าแสนมันหายไปไหน คุณคิดจะยักยอกเงินใช่หรือไม่?”
เจียงฟู่หลินได้ยินก็รู้สึกโกรธ “หลิวชิงหยู่พูดจาระวังปาก ระวังผมจะฟ้องคุณข้อหาิ่ประมาท แม้คุณจะได้รับเงินมาแต่ทางเราย่อมเป็ฝ่ายจัดสรรให้ คุณมีหน้าที่พิจารณาว่าจะใช้เงินก้อนที่ได้อย่างไร เงินนี้ไม่ใช่ของคุณ ดังนั้นคุณไม่สามารถเรียกร้องได้ กลับไปจัดการเื่ในกวนซานซะเถอะ ผมจะคืนก็ต่อเมื่อมีคำสั่งจากที่ประชุมเท่านั้น” ในขณะที่พูดเจียงฟู่หลินก็ยืนขึ้น เตรียมจะเดินออกไป แต่เจียงฟู่หลินก็พบว่าอารมณ์ของหลิวชิงหยู่กำลังแปรปรวน ดังนั้นเขาจึงคิดจะออกไปก่อนที่หลิวชิงหยู่จะพูด เพราะดูท่าหลิวชิงหยู่คงจะเดือดดาลถึงขีดสุด นอกจากนี้เขาก็ไม่มีอารมณ์จะสนทนากับหลิวชิงหยู่เช่นกัน
อย่างไรก็ตามเื่ที่เขาไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น หลิวชิงหยู่ก้าวมาขวางเขาไว้แล้วก้มหน้ามองเจียงฟู่หลินด้วยสายตาเ็า
“ผู้อำนวยการเจียง หากคุณ้าจะออกไป ทำไมไม่ทำให้มันชัดเจนก่อนล่ะ?”
หลิวชิงหยู่สูง 1.90 เมตรส่วน เจียงฟู่หลินสูงเพียง 1.7 เมตร หลิวชิงหยู่ที่ยืนขวางจึงคล้ายกับเป็ปราการที่ตั้งตระหง่าน
เจียงฟู่หลิน ััได้ถึงจิตสังหารของหลิวชิงหยู่ ขาของเขาสั่นเทาด้วยความกลัว ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ว่า “หลิวชิงหยู่ คุณคิดจะทำอะไร เื่นี้เป็เื่ของกรมการคลัง คุณไม่มีสิทธิ์เข้ามาก้าวก่าย”
หลิวชิงหยู่กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทันที “ผู้อำนวยการเจียง ผมรู้ว่าที่นี่คือกรมการคลัง ผมเองก็ไม่อยากยุ่งหรอกนะ แต่อย่าบีบบังคับผม ทางที่ดีคืนงบบรรเทาทุกข์มาจะดีกว่า และเมื่อเงินเข้าบัญชีของตำบล ผมจะกลับไปโดยไม่ปริปากสักคำ แต่ถ้าคุณไม่ทำ ผมก็ไม่ว่าอะไร ถ้าผมได้รับคำอธิบายว่าเงินบรรเทาทุกข์ของคนในกวนซานมันไปไหน” หลิวชิงหยู่ บิดแขนหมุนไหล่ของตัวเองคล้ายกับการวอร์มก่อนการต่อสู้ ระหว่างจ้องไปยังเจียงฟู่หลินด้วยสายตาอาฆาต
ได้เห็นท่าทางการแสดงออกของหลิวชิงหยู่ เจียงฟู่หลินก็รู้สึกหวาดกลัวจับจิต ขาของเขาสั่นระริก เห็นได้ชัดว่าเขากลัวมาก เขารู้ดีว่าเหตุผลที่พยายามรั้งเงินก้อนนี้เอาไว้ เป็เพราะผู้ว่าการเสวี่ยเหวินหลงสั่งการ แต่ผลปรากฎว่าหลิวชิงหยู่กลับมาเอาผิดที่เขา หากหลิวชิงหยู่้าจะทำอะไรเขาหรืออัดเขาขึ้นมาจริงๆ เขาก็จะกลายเป็ฝ่ายที่มีแต่เสียกับเสีย เจียงฟู่หลินจึงรีบประมวลความคิดมากมายในสมอง สุดท้ายเขาก็ได้ข้อสรุป เพื่อรักษาชีวิตน้อยๆ ของตัวเองเอาไว้ เขาจึงผลักะเิเวลาอย่างหลิวชิงหยู่ไปทางเสวี่ยเหวินลง พร้อมกับพูดด้วยเสียงที่สั่นเครือว่า “เสี่ยวหลิว ถ้าคุณ้าเงินที่เหลือคืน มาหาผมมันก็ไม่มีประโยชน์หรอก คุณต้องไปหาคนที่ตำแหน่งสูงกว่าผม หากคุณ้าเงินคืนจริงๆ คุณต้องไปพบผู้ว่าการเสวี่ย บังคับให้ผู้ว่าการเสวี่ยลงนามบนเอกสารที่เป็ลายลักษณ์อักษร มิฉะนั้น ต่อให้ฆ่าผม คุณก็ไม่ได้เงินก้อนนี้คืนหรอก”
……………………………..