บทที่ 31 ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ
เซียวหลิงอวิ๋นกลับหัวเราะเยาะออกมาอย่างกะทันหัน “เหยียนเฟยเอ๋อร์ใช่ไหมคนของตระกูลเหยียน? คนของตระกูลเหยียนปรากฏตัวทีไรก็ทำลายขีดจำกัดความอดทนของข้าทุกทีเดิมทีข้ายังคิดว่าจะปล่อยไป แต่ตอนนี้ดูเหมือน...หากคานบนไม่ตรงคานล่างย่อมเบี้ยว ตระกูลเหยียนคงถึงคราวล่มสลายแล้ว”
“นางสารเลว! เจ้าพูดว่าอะไรนะ!เจ้ากล้าสาปแช่งตระกูลเหยียนของพวกเราอีกครั้งสิ! ข้าจะหักคอเจ้าซะ!”
เหยียนเฟยเอ๋อร์โกรธจนแทบคลั่งเงื้อมือสะบัดแส้ออกไป
เสียงหวืดดังแหวกอากาศปลายแส้พุ่งใส่เซียวหลิงอวิ๋นพร้อมพลังระดับหลังฟ้าขั้นสอง
เหยียนเฟยเอ๋อร์สัมผัสไม่ได้ถึงพลังปราณจากเซียวหลิงอวิ๋นเซียวหลิงเฟิงอยู่เพียงแค่ขั้นหนึ่ง ส่วนเซียวหลิงเย่ก็อ่อนด้อยนักนางจึงมั่นใจว่านางสามารถจัดการสามพี่น้องนี้ได้สบาย
แส้ในมือนางพุ่งตรงมาทางใบหน้าของเซียวหลิงอวิ๋นตั้งใจทำลายโฉมอีกฝ่ายโดยตรง
คิดว่าพอใส่ผ้าคลุมหน้าแล้วตัวเองดูดีนักหรือใครจะรู้ บางทีอาจเป็นหญิงหน้าตาอัปลักษณ์ก็ได้!
“พี่สาว ระวัง!” เซียวหลิงเย่ร้องเตือนด้วยความร้อนรนเซียวหลิงเฟิงเองก็คิดจะขวางไว้แต่ไม่ทันการณ์
ในเสี้ยวเวลานั้นทุกคนแทบกลั้นหายใจสำหรับผู้ไร้พลังแล้วย่อมไม่มีทางต้านแส้ของเหยียนเฟยเอ๋อร์ได้เลย
ทว่าชั่วพริบตาถัดมาแส้นั้นกลับถูกคว้าจับไว้อย่างมั่นคงราวกับเป็นเรื่องง่ายดาย
ใบหน้าเหยียนเฟยเอ๋อร์พลันเปลี่ยนสีพยายามดึงแส้กลับทันที พลางก่นด่าเสียงกร้าว “นางสารเลว ปล่อยมือ!เจ้าไม่มีสิทธิ์แตะต้องแส้จิ้งจอกวิญญาณของคุณหนูอย่างข้า...อ๊า! มือของข้าเจ็บเหลือเกิน!”
ก่อนคำด่าจะจบลงเซียวหลิงอวิ๋นออกแรงกระชากเพียงเล็กน้อย แส้ในมือเหยียนเฟยเอ๋อร์ก็หลุดลอยไปถูกแย่งมาอย่างง่ายดาย
“นางสารเลว คืนแส้จิ้งจอกวิญญาณมาเดี๋ยวนี้! แส้นี้ต้องใช้เงินถึงหมื่นเหรียญทองถึงจะซื้อได้เจ้าไม่คู่ควรจะจับต้องด้วยซ้ำ!”
เหยียนเฟยเอ๋อร์พุ่งเข้าหาเพื่อแย่งกลับเซียวหลิงอวิ๋นกลับสะบัดแส้ฟาดลงเสียงดัง ‘เพียะ’ เหยียนเฟยเอ๋อร์ถูกฟาดล้มกลิ้งไปนอนแนบพื้น เสียงดังสนั่น
“อ๊าก! เจ็บนะ! เจ้ากล้าตีข้า เจ้า...เจ้ากล้าตีข้างั้นรึ!”ใบหน้าเหยียนเฟยเอ๋อร์เต็มไปด้วยความโกรธเคืองและไม่อยากเชื่อ
เซียวหลิงอวิ๋นยกเท้าเหยียบแผ่นหลังของนางไว้จนขยับไม่ได้
ผู้คนที่เหลือในที่นั้นต่างตกตะลึงจนพูดไม่ออก
หญิงสาวผู้นี้...นางกล้าเหยียบคุณหนูของตระกูลเหยียนไว้ใต้เท้าเชียวหรือ!
เหยียนเฟยเอ๋อร์ราวกับถูกเหยียบศักดิ์ศรีย่ำยีจนแหลกเละส่งเสียงกรีดร้องดังลั่นอย่างเสียสติ
“นางสารเลว!เจ้าคิดจะทำอะไร! เจ้ากล้าเหยียบข้าเรอะ! ข้าจะฆ่าเจ้า! ข้าจะฆ่าเจ้าให้ได้เลย!”
เซียวหลิงเฟิงกับเซียวหลิงเย่ต่างจ้องมองเซียวหลิงอวิ๋นด้วยความตกตะลึงทั้งสองไม่คาดคิดเลยว่านางจะจัดการอีกฝ่ายจนล้มลงไปนอนกับพื้นได้โดยไม่ต้องออกแรงสักนิด
พวกเขาทั้งตกตะลึงและสะใจอย่างยิ่งเซียวหลิงอวิ๋นช่างองอาจเด็ดขาดนัก!
เซียวหลิงอวิ๋นก้มลงมองเหยียนเฟยเอ๋อร์ด้วยสายตาเย็นเยียบเอ่ยเสียงเย็นชา
“หากไม่ใช่เพราะวันนี้ไม่เหมาะทำเรื่องอวมงคล ข้าคงฆ่าเจ้าทิ้งไปแล้วเจ้าคิดว่าตัวเองยังมีชีวิตมายืนตะโกนอยู่ต่อหน้าข้าได้อย่างนั้นหรือ!ขอโทษเดี๋ยวนี้! ไม่เช่นนั้นลิ้นสกปรกของเจ้าก็ไม่มีความจำเป็นต้องมีแล้ว!”
ในใจเซียวหลิงอวิ๋นมีอคติกับคนตระกูลเหยียนถึงขีดสุดเรื่องที่เหยียนฉี่หมิงทำร้ายมารดาของเจ้าของร่างเดิม นางยังไม่ทันชำระความเหยียนเฟยเอ๋อร์กลับกล้ามาอวดดีต่อหน้านางอีก!
เหยียนเฟยเอ๋อร์ถูกแววตาเปี่ยมจิตสังหารของเซียวหลิงอวิ๋นทำให้หวาดหวั่นดวงตาดำขลับลึกดั่งเหวลึกนั้นเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ ชวนให้ขนลุกซู่
นางรู้ดีว่าหากไม่ยอมขอโทษจริงๆอีกฝ่ายอาจจะกระชากลิ้นของนางออกมาจริงๆ ได้
ความหวาดกลัวเช่นนี้ทำให้แม้จะไม่เต็มใจเพียงใดก็ไม่กล้านำลิ้นของตนมาเสี่ยง
“เหิมเกริม! เจ้าเป็นผู้ใด ถึงกล้าอาละวาดที่ทางเข้าลานเทียนเซิ่งเช่นนี้!ยังไม่รีบปล่อยเฟยเอ๋อร์อีก!”
ก่อนที่เหยียนเฟยเอ๋อร์จะเอ่ยปากร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นพร้อมเสียงตวาดเฉียบแหลมดั่งวางอำนาจ
เซียวหลิงอวิ๋นกับเหยียนเฟยเอ๋อร์ต่างหันกลับไปมองด้านหลังก็เห็นหญิงสาวนางหนึ่งสวมชุดปักลวดลายหลากสีงดงามตระการตารายล้อมด้วยนางกำนัลมากมาย นางคือองค์หญิงแปดหลีเข่อเซวียนพระธิดาที่องค์จักรพรรดิทรงโปรดปรานที่สุด สหายสนิทของเซียวเย่ว์หยาอีกทั้งยังชื่นชอบเซียวฉางอวี่ พี่ชายของเซียวเย่ว์หยามาตั้งแต่เล็กและเคยกลั่นแกล้งเจ้าของร่างเดิมอยู่เสมอ
เหยียนเฟยเอ๋อร์พอเห็นหลีเข่อเซวียนก็ร้องขอความช่วยเหลือทันที
“องค์หญิงช่วยข้าน้อยด้วยเพคะ!นางเป็นแค่คนต่ำต้อยกลับกล้าท้าทายคุณหนูตระกูลใหญ่ ช่างเลวร้ายเหลือเกินขอองค์หญิงให้ความเป็นธรรมแก่ข้าน้อยด้วย!”
หลีเข่อเซวียนหน้าบึ้งตึงคล้ายรำคาญที่เหยียนเฟยเอ๋อร์ส่งเสียงดังนางจ้องเซียวหลิงอวิ๋นด้วยสายตาดูแคลนราวกับมองคนต่ำต้อยแล้วเอ่ยสั่งอย่างไม่ใส่ใจ
“วันนี้เป็นพิธีบูชาฟ้าดินของแคว้นเรา ข้าไม่อยากเห็นใครก่อเรื่องอีกปล่อยนางแล้วไสหัวไปได้แล้ว”
เซียวหลิงอวิ๋นหัวเราะเยาะอยู่ในใจหลีเข่อเซวียนยังคงวางท่าหยิ่งยโสราวกับการที่นางยอมปริปากพูดกับใครสักคนคือการเมตตาอย่างไรอย่างนั้น
เซียวหลิงอวิ๋นไม่สนใจนางแม้แต่น้อยนางกลับออกแรงเหยียบเหยียนเฟยเอ๋อร์ให้หนักขึ้นอีก แล้วกล่าวเสียงเย็น
“กล้าพุ่งชนรถม้าของข้าก็ต้องขอโทษ! ไม่เช่นนั้นต่อให้โอรสเทพสวรรค์ลงมาก็อย่าหวังว่าลิ้นของเจ้าจะได้อยู่ติดปากอีกต่อไป!”
สีหน้าหลีเข่อเซวียนพลันมืดครึ้มทันทีเซียวหลิงอวิ๋นหมายความว่าอย่างไร นางเป็นถึงองค์หญิงแปดเชียวนะถึงขั้นสั่งคนต่ำต้อยไม่ได้เลยหรือ
“เจ้าเป็นใครกัน ช่างกล้านัก! ข้าสั่งให้ปล่อยนาง เจ้ากลับกล้าขัดคำสั่งข้า?”
เหยียนเฟยเอ๋อร์จ้องเซียวหลิงอวิ๋นราวกับมองคนโง่
องค์หญิงแปดคือผู้ใดกันเล่าทั่วแคว้นฮั่วหลีต่างรู้กันดีว่านางเป็นองค์หญิงที่เอาแต่ใจ เย่อหยิ่งและได้รับความโปรดปรานสูงสุดจากฝ่าบาท ไม่มีผู้ใดกล้าขัดคำสั่งนางเซียวหลิงอวิ๋นถึงกับกล้าขัดขืนองค์หญิงแปดเช่นนี้นางคงไม่มีทางมีชีวิตรอดไปได้แน่!
ดีเหลือเกิน!เซียวหลิงอวิ๋นกล้าเหยียบศีรษะนาง นางแค้นจนอยากจะฉีกอีกฝ่ายเป็นชิ้นๆ นานแล้ว!
เหยียนเฟยเอ๋อร์ทำหน้าเหมือนตนเป็นเหยื่อผู้บริสุทธิ์กล่าวอย่างน่าสงสาร
“ชัดเจนว่ารถม้าของนางชนรถม้าของข้าแท้ๆ แต่นางกลับกล่าวหาข้า องค์หญิงเพคะนางเป็นเพียงหญิงสามัญชน กลับกล้าทำร้ายคุณหนูตระกูลใหญ่โดยไร้เหตุผลเห็นชัดว่านางจงใจมาก่อเรื่องในพิธีบูชาฟ้าดินที่ฝ่าบาททรงให้ความสำคัญที่สุดเช่นนี้ย่อมไม่ใช่คนมีเจตนาดี ขอองค์หญิงโปรดตรวจสอบด้วยเพคะ!”
เซียวหลิงเฟิงกับเซียวหลิงเย่ต่างพลันร้อนใจ
เหยียนเฟยเอ๋อร์จงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงแถมยังป้ายสีเซียวหลิงอวิ๋นว่าจงใจทำลายพิธีบูชาฟ้าดินหากข้อกล่าวหานี้ติดตัวผู้ใด จุดจบเพียงหนึ่งเดียวของผู้นั้นคือ ‘ความตาย’
เป็นดังคาดสีหน้าหลีเข่อเซวียนพลันเปลี่ยน มือเรียวชี้นิ้วใส่เซียวหลิงอวิ๋น เตรียมจะด่าทอ
แต่ในขณะนั้นเองเสียงหนึ่งซึ่งเย็นชาแต่ทุ้มต่ำแฝงแรงกดดันก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“ในสายตาของข้า คนที่จงใจมาก่อเรื่องคือพวกตระกูลเหยียนมากกว่าชนรถม้าของสหายข้าแล้วไม่คิดจะขอโทษ ยังจะบังอาจใช้องค์หญิงเพื่อเปิดทางสังหารกล่าวหาผู้อื่นว่าขัดขวางพิธีบูชาฟ้าดิน”
เสียงนั้นแม้จะไม่แฝงอารมณ์ใดทว่าทุกคนกลับรู้สึกราวกับมีกระแสอากาศเย็นยะเยือกประหนึ่งพัดมาจากเหวน้ำแข็ง
ทุกสายตาหันไปยังต้นเสียงพลันเห็นร่างหนึ่งในชุดคลุมยาวสีขาวลายปักไหมทองขอบผ้าระบายละเอียดราวกับหมึกแต้มบนผืนผ้า โดดเด่นงามสง่าเกินใคร
หลีเย่หาน...
วันนี้เขาสวมชุดคลุมยาวสีขาวยิ่งขับเน้นใบหน้าหล่อเหลาคมคายยิ่งขึ้น ดูประหนึ่งเทพสวรรค์จุติลงมารัศมีอำนาจเปี่ยมล้นราวราชันผู้สูงส่งจนผู้คนไม่กล้าสบตาบริเวณรอบกายสามจั้งไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้
เพียงแค่มองปราดเดียวทุกคนก็รู้สึกราวกับตกลงไปในเหวลึก เย็นยะเยือกจนแทบหายใจไม่ออก
แต่สิ่งที่สะท้านใจยิ่งกว่าคือ...พวกเซียวหลิงอวิ๋นคือ‘สหาย’ ของอ๋องเก้า?!
เป็นที่รู้กันทั่วว่าไม่มีผู้ใดกล้าอ้างตนว่าเป็นสหายของอ๋องเก้าหลีเย่หานมีชื่อเสียงด้านนำพาโชคร้ายสู่คนใกล้ชิดทว่าแม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องเกรงใจเขาอยู่สามส่วน สาเหตุเบื้องหลังแม้ไม่กระจ่างนักกลับมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่พยายามเข้าหาเขาจนมีสตรีนับไม่ถ้วนที่ถูกจับแต่งงานกับเขา แล้วกลับสิ้นใจไปอย่างไร้คำอธิบาย
หลีเข่อเซวียนเมื่อเห็นหลีเย่หานก็เหมือนแมวเห็นงูสงบเสงี่ยมนอบน้อมขึ้นมาทันที แม้หวาดหวั่นแต่ก็พยายามประจบเอาใจ
“ท่านอาเก้า ท่านก็มาด้วยหรือ พวกนางเป็น...เป็นสหายของท่านจริงหรือเช่นนั้นคนผิดย่อมต้องเป็นเหยียนเฟยเอ๋อร์ผู้นี้แน่! เหยียนเฟยเอ๋อร์เจ้ายังไม่รีบขอโทษอีก!”
เซียวหลิงอวิ๋นอดแปลกใจไม่ได้หลีเย่หานนี่กำลังช่วยนางอยู่หรือ
นางส่งสายตาแสดงความชื่นชมให้หลีเย่หานคล้ายจะกล่าวว่า ไม่เลวเลยนะ มีน้ำใจจริงๆ
แต่ในสายตาผู้อื่นท่าทางของเซียวหลิงอวิ๋นกลับคล้ายกำลังโปรยเสน่ห์ให้หลีเย่หาน
เซียวหลิงเฟิงกับเซียวหลิงเย่อยากจะหาผ้าคลุมคลุมตัวเซียวหลิงอวิ๋นให้มิด
กล้าจ้องอ๋องเก้าแบบนั้นนี่เท่ากับไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว!