ข้อข้องใจ
แนวชายป่าที่เกลื่อนกลาดไปด้วยซากของพวกฟิซัคเกอร์เงามืดเหนือต้นไม้ใหญ่แอบดูทุกการเคลื่อนไหวและการต่อสู้ ณ เบื้องล่างทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้รอดพ้นสายตาไปเหมือนเช่นเคย
ครั้งนี้นับว่าคุ้มค่าที่เขาสามารถล่อให้ทายาทไฮดราปรากฏตัวได้แต่ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือ...ทายาทของราชาไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียวเรื่องนี้นับเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องกลับไปรายงาน
เงาร่างนั้นกระโดดขึ้นสูงเหนือยอดไม้หมายกลายร่างแล้วโผบินคาบข่าวไปบอกนายแต่ทว่า...ผืนธรณีเบื้องล่างผุดโผล่กลายเป็นฝ่ามือขนาดใหญ่ตะปบร่างกึ่งอสุรเทวากึ่งมังกรไว้ได้ทัน มันรวบนิ้วทั้งห้าบีบรัดร่างเขาแน่นแล้วกระชากกลับฟาดกับพื้นข้างล่างอย่างแรงจนฝุ่นตลบ
ร่างกายที่ยังคืนสภาพมังกรไม่สมบูรณ์ของเขาไม่สามารถใช้พลังหรือต่อต้านใดๆ ได้เพราะอยู่กึ่งกลางระหว่างกัน พลังเวทย์รุนแรงเช่นนี้เขาก็เพิ่งเคยพบเจอเป็นครั้งแรก
“หึ...ไม่น่าเชื่อว่าไม่เจอกันนานจะพัฒนากันไปไกลและนอกรีตถึงเพียงนี้” ชายในชุดคุลมดำสวมหน้ากากสีขาวเฝ้ามองเมอร์เดียสมาพักใหญ่และเมื่อเห็นว่าสบโอกาสดีจึงจับตัวเขาไว้
“เจ้าเป็นใคร” ร่างกึ่งมังกรร้องท้วง ส่วนหัวของเมอร์เดียสแปรเปลี่ยนเป็นมังกรแล้วเหลือเพียงส่วนตัวเท่านั้นที่ยังคงร่างอสุรเทวาอยู่
“จุ๊ ๆ ๆไม่มีมารยาทเอาเสียเลยนะใช้เสียงแบบนั้นเอ่ยถามนามข้าเช่นนี้” ว่าแล้วชายในชุดคลุมหน้ากากก็กระโดดลงมายืนอยู่ข้างๆ คนจนหนทาง ก่อนจะเตะเสยปลายคางไปหนึ่งที
แรงกระแทกจากปลายเท้าทำเอาเมอร์เดียสที่มีหัวเป็นมังกรถึงกับเลือดกลบปากนี่มันพลังอะไรกัน เวทย์ที่สามารถตรึงร่างเขาให้อยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้
“ไหนบอกข้าซิว่าเจ้ามองเห็นอะไร” ชายในชุดคลุมนั่งลงแล้วเอียงคอถาม
“เจ้าได้ตายแน่ถ้านายใหญ่ของข้ารู้” เมอร์เดียสไม่วายขู่แม้จะถูกมือใหญ่จากดินกดให้แบนติดพื้นก็ตาม
“ตอบไม่ตรงคำถามเลย” ปึก! เสียงเท้ากระแทกเข้ากลางหลังของเมอร์เดียสจนกระดูกลั่นเมอร์เดียสส่งเสียงโอดโอย แต่ก็ถูกชายหน้ากากใช้พลังเวทย์ปิดปากก้อนดินเหนียวหนึบเคลือบทับริมฝีปากที่เต็มไปด้วยคมเขี้ยวของเมอร์เดียสทันทีจนไม่สามารถส่งเสียงหรือพูดใดๆ ได้
“กำลังจะไปบอกโฮล์เบเรียสสินะว่าเจอทายาทไฮดราแล้วอย่างนี้ใช้รึเปล่า?” เสียงเยาะภายใต้หน้ากากนั่นทำเอาเมอร์เดียสขนลุกการติดอยู่ในร่างครึ่งๆ กลาง ๆ นี้ทำให้เขาไม่สามารถใช้พลังอะไรได้เลย เขาไม่น่าจะจนมุมขนาดนี้เพราะที่ผ่านมาไม่เคยถูกจับได้จึงทำให้เขาชะล่าใจ
“ไหนจะตอบได้รึยัง ว่าใช่รึเปล่า” แม้จะมีหน้ากากบดบังอยู่แต่เมอร์เดียสก็รู้สึกได้ว่าคนตรงหน้ากำลังแสยะยิ้ม ดินเหนียวเมื่อสักครู่แห้งกรอบและทิ้งตัวลงทำให้ปากเขาเปิดและพูดได้อีกครั้ง
“ชะ...ใช่... ใช่ ปล่อยข้าเถอะ” เมอร์เดียสพยักหน้ารัวเร็ว
“ยังหรอกเจ้าจะบอกกับข้าอีกเรื่องได้หรือไม่ว่าทำไมเจ้าถึงกลายเป็นอสุรเทวาและเป็นมังกรได้ในร่างเดียวกัน” ชายหน้ากากถามต่อ
“เรื่องนั้น” เมอร์เดียสเสหลบสายตา เรื่องนี้เป็นความลับสูงสุดหากแพร่งพรายไปนายใหญ่เอาเขาตายแน่
“จะไม่บอกก็ไม่เป็นไร ข้าเห็นแก่ชีวิตที่น่าสมเพชของเจ้าสิ่งนี้จะทำให้เจ้าพูดทุกอย่าง และ...ลืมเรื่องที่เกิดในวันนี้ในเวลาเดียวกันดื่มมันเข้าไปซ่ะ แล้วกลับไปรายงานโฮล์เบเรียสว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่นี่” ชายหน้ากากนั่งคร่อมร่างของเมอร์เดียสที่นอนคว่ำอยู่ก่อนจะดึงเขามังกรของเขาให้แหงนหงายหน้าขึ้นแล้วกรอกของเหลวสีฟ้าเข้มลงไป
เสียงอึกอักดิ้นคลุกคลักของเมอร์เดียสทำเขาสะอิดสะเอียนจนกระทั้งต้องกดหัวเขาให้จมลงไปในดินเพื่อให้กลืนสิ่งที่เขากรอกมันเข้าไป
รอยยิ้มภายใต้หน้ากากเหี้ยมเกรียมก่อนจะปลดปล่อยร่างของเมอร์เดียสให้เป็นอิสระแล้วใช้เท้าเตะร่างเมอร์เดียสไปมาเพื่อเช็คดูว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่
“แค่ก ๆ เฮือก!” เสียงสำลักและสูดหายใจเข้าปอดพร้อมกับร่างที่คืนเป็นอสุรเทวาเต็มตัวทำให้ชายหน้ากากมั่นใจว่านักโทษของเขายังไม่ตาย
“เอาล่ะคุกเข่า แล้วบอกข้าซิว่าทำไมเจ้าถึงมีสองร่างได้” เมอร์เดียสสติล่องลอย ก่อนจะค่อย ๆลุกขึ้นมานั่งคุกเข่าตรงหน้าชายหน้ากาก ศีรษะโงนเงนไปมาอาการคล้ายคนเมายา
“นี่คือร่างของผู้ฟูมฟักข้า ข้ากลืนกินเขากินทั้งร่างกายและวิญญาณของเขา... ข้าเสียใจ ฮือออออ ข้าไม่ได้อยากทำเช่นนี้” จู่ ๆ เมอร์เดียสก็ปิดหน้าร้องไห้ราวกับเรื่องที่หลุดจากปากเป็นเรื่องที่สะเทือนใจเหลือคณา
“ศาตร์มืดสินะ” ชายหน้ากากส่ายหัวไปมาเขาพอจะเข้าใจเรื่องทุกอย่างแล้ว
“แล้วเจ้าพอจะรู้หรือไม่ว่านายเจ้าฝากจุมพิตไว้ที่ใครบ้าง” เขาถามต่อเมอร์เดียสยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นพร้อมกับส่ายหัวไปมา
“ข้ารู้ว่าเขาแยกวิญญาณ แต่ไม่เคยรู้เลยว่าไว้ที่ใครบ้างมีเพียงชีน่าคนเดียวที่ข้ารู้ว่านางถูกฝังวิญญาณของนายข้าไว้ ฮึก ๆ” เมอร์เดียสสะอื้น ไม่ได้เสียใจที่พูดความจริงแต่สะเทือนใจที่ตัวกลืนกินผู้ฟูมฟักตัวเองความรู้สึกผิดบาปถาโถมจนรู้สึกเหมือนมีก้อนแข็ง ๆมาจุกอยู่ที่คอและเขาหยุดร้องไห้ไม่ได้
“เลิกร้องไห้ได้แล้ว ทุเรศลูกตาชะมัด” ชายหน้ากากทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะใช้เท้ายันร่างท้วมให้ล้มลงเมอร์เดียสจะฟื้นสติในอีกไม่ช้า เขาจะจำอะไรไม่ได้ และจะมีแต่สมองโล่ง ๆเอาไว้คาบข่าวไปบอกนาย
ชายหน้ากากสะบัดผ้าคุลมก่อนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยทิ้งให้เมอร์เดียสร้องไห้สะอึกสะอื้นเกลือกกลิ้งตัวเองกับซากของฟิซัคเกอร์ที่เหม็นเน่าจนหมดสติลงไปอีกครั้ง
หอคอยสีน้ำเงิน
“คุณบาร์ราม หนูขอโทษค่ะหนูไม่ได้ตั้งใจจะไปตามอาจารย์ใหญ่มา หนูตั้งใจจะเข้ามาตามคุณแต่อาจารย์ทรีบาสเหมือนจะยืนรออยู่ที่หน้าประตูอยู่แล้ว” รินรินร้องบอกพร้อมทำหน้าสำนึกผิดเธอไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนี้จริง ๆ
“ช่างเถิด” บาร์รามตอบเสียงเครียดดวงตาจับจ้องอยู่แต่ร่างเด็กหญิงที่หลับใหลไม่ได้สติเสื้อผ้าของเนย่าถูกเฟย์รินจัดการให้เรียบร้อยแล้วตามเนื้อตัวของเด็กหญิงมีแต่บาดแผลน่ากลัว แต่ร่างกายก็ซ่อมแซมได้แม้จะใช้เวลานานกว่าครั้งที่ผ่าน ๆ มา
“เอ่อ! นี่รีส กับชีน่าหรือคะ” รินรินที่นั่งอยู่ข้างเตียงเนย่าหันไปพบหญิงชายชุดขาวและดำนั่งอยู่ริมหน้าต่างพูดคุยกันอย่างเงียบเชียบ แม้จะอยู่ในร่างอสุรเทวา แต่ทั้งคู่ก็ยังมีใบหูและหางของวูฟวิงค์ที่เป็นสัญลักษณ์ให้เห็น
“รักษาร่างวูฟวิงค์ก่อนระหว่างนี้ก็ใช้ร่างอสุรเทวาไปพลาง ๆร่างนั้นบาดเจ็บเกินไปเกรงว่าเนย่าตื่นขึ้นมาจะเป็นห่วง” รีสมีผิวสีเข้มผมยาวดำขลับร่างกำยำสมส่วนดวงตาสีเขียวของเขาหันมาสบมองรินริน ก่อนจะเลื่อนไปที่เนย่า
เขาหวั่นใจมากจริง ๆ เกรงว่าเนย่าจะไม่ฟื้นขึ้นมาตอนนี้ทุกคนรายล้อมอยู่โดยรอบ ต่างปรึกษากันถึงเรื่องที่เกิด ชีน่าในชุดสีขาวสะอาดผิวเธอค่อนไปทางขาวจัดเรือนผมสีขาวมุกยาวกรอมเท้าดวงตาสีทับทิมยิ่งขับให้ผิวสวยกระจ่างงดงามราวกับเทพธิดาแสงจันทร์เธอจับมือรีสและลูบต้นแขนเขาเบา ๆ เพื่อปลอบใจ
“ข้าไม่เคยเห็นผู้ฟูมฟักคนใดมีมังกรถึงสองตนน่าแปลกจริงๆ” เป็นเฮริสที่พูดขึ้นก่อนแม้เขาจะไม่ได้อยู่ที่นี่บ่อยไป ๆ มา ๆ แต่ก็รับรู้เรื่องราวทุกอย่างไม่แพ้เฟย์รินเขาสองคนใช้เวลาส่วนใหญ่ในการฟื้นพลังและดูแลเขตแดนตัวเอง อีกอย่างที่เฮริสต้องมาที่นี่คือมาหาไทโซล์ส่วนเรื่องรองที่ทำประจำคือตามหาเวย์นาส ซึ่งยังไร้ร่องรอย
“เด็กนี่เป็นมนุษย์จริง ๆ รึเปล่า” เฟย์รินรีบเสริมแม่สาวชุดเพลิงถึงกับเอื้อมมือไปจับแก้มนุ่มของเด็กหญิงแต่จากที่ดูไปดูมาก็มนุษย์จริง ๆ นั่นแหละ
“หือ...มีเรื่องอะไรกันเหรอ” เจ้าหมัดน้อยลุกขึ้นมาท่าทางงัวเงีย ขยี้ตาป้อยๆ ก่อนจะเอ่ยถาม เสียงพูดคุยทำให้เขาตื่นขึ้นและเจ้าตัวดูจะยังไม่รู้สถานการณ์
“ยังจะมาพูดดีอีก เพราะเจ้าแท้ ๆเนย่าถึงมีสภาพเช่นนี้” รีสกดเสียงต่ำ ต่อว่าเจ้าตัวเล็ก
ชูม่าหันไปมองคนที่อยู่บนเตียง ตามร่างกายมีแต่บาดแผลและยังไม่ได้สติ
“ยายหนูเป็นอะไร ฟัดกับเจ้าพวกนั้นมารึ” เท้าเล็ก ๆ กระโดดลงจากโซฟาบุนวมรีบก้าวเร็ว ๆไปสำรวจเด็กหญิง แขนของเนย่ามีแต่รอยขีดข่วน ทำไมเขาไม่รู้เรื่องเลย
“ก็เพราะช่วยเจ้าถึงมีสภาพเช่นนี้เนย่าไม่ได้คิดถึงชีวิตตัวเองเลย เพียงเพราะเจ้าหมดสติไป แล้วตกลงไปในฝูงพวกบ้านั่นเนย่าก็โดดตามอย่างไม่ลังเลเลย” รีสเอ่ยเสียงเข้มทำเอาเจ้าตัวเล็กที่เคยกวนประสาทถึงกับหน้าเสีย
เด็กมนุษย์ไม่คิดจะทอดทิ้งเขาเลยตอนที่เขาตกอยู่ในอันตรายทั้งที่ออกจะชอบแกล้งเขาแท้ ๆ คงเพราะเขาอยู่ในร่างนี้ เลยช่วยอะไรใครไม่ได้ได้แต่กวนประสาทใครต่อใครไปวัน ๆ ถึงคราวภัยถึงตัวกลับต้องพึ่งพาเด็กมนุษย์ที่เขาเคยมองว่าไม่ได้เรื่องเท่าไร
“อืม…ข้าขอโทษ” เขารู้สึกผิดจริง ๆ มือเล็ก ๆจับปลายนิ้วของเนย่าขึ้นมาแนบแก้มตัวเองเบา ๆ
“ถ้าสำนึกผิดขนาดนั้นเนย่าฟื้นขึ้นมาก็บอกสารที่พ่อแม่มังกรฝากไว้เถอะ เนย่าจะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองควรทำสักทีตอนนี้มังกรปรากฏถึงสองตน ไม่รู้ใครเป็นตัวจริงกันแน่” รีสนึกขัดใจที่เห็นท่าทางเจ้าตัวเล็กดูซึมลงขนาดนั้น
“ข้าจำไม่ได้” ชูม่าตอบเสียงขรึม
“ถึงขนาดนี้เจ้ายังจำไม่ได้อีกรึ” รีสฮึดฮัดแต่ก็ถูกชีน่าดึงไว้
“อย่ามัวโทษกันไปมาเลยนะข้าคิดว่าชูม่าเองก็คงไม่ได้ตั้งใจให้ท่านเนย่าเป็นเช่นนี้หรอกอีกอย่างท่านเนย่าเองก็อยากพบมังกรของตนด้วยจึงไปสถานที่แบบนั้นจนเกิดเรื่องตอนนี้พวกท่านก็คงได้เห็นแล้ว พวกเรารอท่านเนย่าฟื้นจะดีกว่า” ไทโซล์แทรกขึ้นมาทำลายบรรยากาศตึงเครียด แม้ว่าเขาจะยืนคุยกับกำแพงข้างห้องก็ตาม
รอยยิ้มจริงใจและดวงตาไร้แววของเขาทำให้ทุกคนไม่อยากหาความเขาคลำทางเปะปะค่อย ๆ เดินผ่านทุกคนเข้ามา ก่อนจะเรียกชูม่าให้ตามเขาออกไป
“มากับข้าเถิดชูม่า ให้ท่านเนย่าได้พักผ่อน” การพูดเช่นนั้นของไทโซล์ทำให้ทุกคนมองหน้ากันไปมาคล้ายกับว่าที่พวกเขายืนรุมล้อมเด็กหญิงนี่คือการรบกวนเลยแยกย้ายหายออกไปคนล่ะทิศล่ะทาง เหลือเพียงรีสชีน่าและบาร์รามที่ยังคงอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน
เกิดความเงียบขึ้นจนชวนให้บรรยากาศอึดอัดไม่มีเสียงพูดคุยใด ๆ ในห้องนอนของเด็กมนุษย์อีก นอกจากสายตาที่จับจ้องใบหน้าเล็กๆ นั่นรอให้เธอฟื้นขึ้นมาเรียกหาหรือออดอ้อนเหมือนอย่างเคย
อีกด้านหนึ่ง
“เรียบร้อยดีสินะ สำหรับการปิดข่าวของเจ้า” ชูม่ากอดอกเอ่ยถามคนที่เขาเกาะไหล่อยู่
“เรียบร้อยดีว่าแต่เจ้าเหตุใดถึงกลายเป็นว่าให้เด็กมนุษย์คอยช่วยไปเสียได้” ไทโซล์เอ่ยเยาะ
“เรื่องนี้ค่อนข้างอธิบายยากจริง ๆอยู่ในร่างหมัดและอยู่ในไข่มานานคงไม่ชินกับการต่อสู้เลยวูบไป หน้าขายหน้านัก” ชูม่ายกมือน้อย ๆ ขึ้นตบหัวป้าบ ๆเขารู้สึกเสียหน้าเสียความมั่นใจจริง ๆ ขืนเด็กนั่นตื่นมาคงเอาเขาไปล้อเล่นแน่ความเท่ของเขาก็จะหดหายลงไปอีก
“ดูเจ้าจะไม่ตกใจที่เนย่ามีมังกรสองตนให้ฟูมฟักนะ” ไทโซล์พาชูม่าเดินรอบสวนน้ำพุแล้วหย่อนก้นลงที่ม้านั่งยาวเขายังคงแสร้งทำเป็นตาบอดตบตาคนอื่นได้อย่างแนบเนียน
“เรื่องนั้นข้ารู้อยู่แล้วแต่ผู้ยิ่งใหญ่ของที่นี่สิยังไม่รู้” ชูม่ากอดอกหลับตา ผ่อนลมหายใจอย่างสบาย ๆนึกถึงผู้ปกครองของเซนเทียน่าฯ ที่ป่านนี้คงจะสอบสวนสองมังกรอย่างหนักอยู่
“เจ้าว่า ข้าควรไปบอกความจริงรึไม่” ไทโซล์เสนอ
“ไม่ต้องหรอก รอดูต่อไปทายาทที่แท้จริงต้องฝ่าฟันอดีตที่ขมขื่นและยอมรับมันให้ได้ มันเป็นชะตา” สำหรับความจริงที่เจ็บปวดของทั้งคู่ไม่ต้องให้ใครรับรู้เพิ่มเสียจะดีกว่า
“ถ้าเจ้ามองเห็นอนาคตข้างหน้าแล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าฝ่ายมืดเลวร้ายไปถึงขั้นไหนแล้ว” ไทโซล์หยั่งเชิงถาม หนึ่งผู้ทำนาย
“รู้สิแต่ข้าก็ไม่ได้รู้และเห็นหมดทุกอย่างหรอกนะ ยกตัวอย่างก็อนาคตของเด็กพวกนี้แล้วก็วิญญาณที่ถูกซ่อนของโฮล์เบเรียส” เขาตอบตามจริง เขาไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่าโฮล์เบเรียสฝากวิญญาณไว้ที่ไหนและกับใครบ้าง
“เจ้าไม่รู้แล้วใครจะรู้ล่ะทีนี้” ไทโซล์ยกยิ้ม
“เด็กมนุษย์จะเป็นผู้กำหนดเองชะตาของอนาคตมันเปลี่ยนกันได้” ชูม่าเองก็แสยะเขี้ยวแมวออกมาอวดอย่างเจ้าเล่ห์ไม่แพ้กัน