"ท่านประมุข ท่านยังอยู่ตรงนี้แล้วเมื่อกี้คือ....."ผู้อาวุโสสูงสุดกล่าว เมื่อกี้เขายังเห็นและสัมผัสลมปราณมหาศาลของประมุขที่กำลังจะโจมตีลงมาได้อยู่เลย แต่ตอนนี้เขากลับเห็นประมุขโอวหยางเฟยหลงกำลังนั่งรถเข็นอยู่ อีกทั้งระดับลมปราณยังเหลือเพียงระดับหกเท่านั้น สร้างความแปลกใจให้เขาอย่างยิ่ง
" เมื่อกี้คืออสุรกายโลหิตที่กลืนกินร่างปลอมของข้าเข้าไป เพียงแต่ร่างปลอมนั้นมีพลังเกือบทั้งหมดของข้า"โอวหยางเฟยหลงกล่าว ตอนนี้เขาได้จ้องมองไปยังบุตรชายคนโตของเขา พร้อมๆ กับที่ถอนหายใจออกมา เขาเคยคิดว่าความหยิ่งทะนงของบุตรชาย สักวันจะจางหายไปตามกาลเวลา แต่ยิ่งนานวันเข้าความหยิ่งทะนงกลับยิ่งเพิ่มพูนขึ้น ครั้งนี้ความหยิ่งทะนงของบุตรชายกลับทำให้ตระกูลได้รับความเสียหายอย่างมาก หากไม่ได้คนนอกเข้าช่วยเหลือเกรงว่าวันนี้ตระกูลของเขาที่ยืนยงมาอย่างยาวนาน ต้องล่มสลายอย่างแน่นอน
" เจ้ารู้ความผิดพลาดของตัวเองหรือไม่" โอวหยางเฟยหลงกล่าวถามบุตรชาย แม้จะไม่มีรัศมีจากชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ รวมถึง ยังนั่งรถเข็นอยู่ แต่เสียงของเขายังคงทรงพลัง สมกับที่เป็นประมุขของหนึ่งในสี่มหาตระกูลระดับสูง
" ข้าประมาทเกินไป "โอวหยางชิงหลงกล่าว ครั้งนี้เขายอมรับความผิดพลาดของตน ความผิดพลาดครั้งนี้ทำให้มีนักสู้ระดับหกและจอมยุทธ์มากมายของตระกูลต้องล้มตาย
“ไม่ใช่แค่เพียงประมาท แต่ความหยิ่งทะนงของเจ้าทำให้เจ้าไม่รับฟังผู้อื่น นี่ไม่ใช่สิ่งที่ว่าที่ประมุขควรมี.....เฮ้อ” โอวหยางเฟยหลงกล่าว เขาได้ถอนหายใจอีกครั้งพร้อมๆ กับมองลูกชายตน และมองไปยังรอบๆ ตระกูลที่ตอนนี้อาคารหลายหลังโดนถล่มเละ อาคารหลายหลังพังพินาศ ศพของนักสู้และจอมยุทธ์เกลื่อนกลาดไปหมด เขาได้นำตราประมุขของตนเองออกมาชูขึ้นเหนือหัวแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอันทรงพลังว่า
“ด้วยความหยิ่งทะนงของโอวหยางชิงหลง จนเป็นเหตุให้ตระกูลโอวหยางถูกโจมตีอย่างหนัก ผู้คนในตระกูลต้องล้มตาย ถือว่าโอวหยางชิงหลงขาดคุณสมบัติในการเป็นว่าที่ประมุข ข้าขอใช้อำนาจของประมุขคนปัจจุบัน ถอดโอวหยางชิงหลงออกจากตำแหน่งว่าที่ผู้นำตระกูล
รวมถึงตัวข้าโอวหยางเฟยหลง บัดนี้ไม่หลงเหลือพลังที่มากพอจะเป็นประมุขตระกูล ขอประกาศมอบตำแหน่งรักษาการประมุขให้แก่ผู้อาวุโสสูงสุด โอวหยางเทียนหลง จนกว่าสภาผู้อาวุโสจะหาผู้สืบทอดตำแหน่งประมุขคนต่อไปได้” โอวหยางเฟยหลงกล่าว ตัวเขาเองแม้ไม่ได้อยากทำอย่างนี้แต่ว่าก็จำเป็นต้องให้บทเรียนแก่บุตรชายเช่นกัน ในฐานะลูกชายคนโตตำแหน่งว่าที่ประมุขจึงเป็นของเขามาตั้งแต่เกิด แต่ตอนนี้หากเขาต้องการตำแหน่งประมุขอีกครั้ง เขาจะต้องพิสูจน์ตนเองต่อสภาอาวุโสของตระกูลโอวหยาง พร้อมกับบุตรคนอื่นที่จะมีสิทธิ์แย่งชิงเช่นกัน
“บุตรรับคำสั่ง” โอวหยางชิงหลง เอ่ยตอบรับคำสั่งอย่างง่ายดาย
“รับคำสั่งท่านประมุข” ผู้อาวุโสสูงสุด โอวหยางเทียนหลงกล่าว
“รับคำสั่งท่านประมุข” ผู้อาวุโสคนอื่นและนักสู้คนอื่นในตระกูลต่างคุกเข่าตอบรับคำสั่งของโอวหยางเฟยหลงโดยทันที
..
..
“ประมุขโอวหยางเฟยหลง เด็ดขาดจริงๆ” จงหมิ่นกล่าวขณะมองไปที่การจัดการของโอวหยางเฟยหลง
“เขาเองก็ไม่ได้อยากจะทำเช่นนี้ แต่เขาคงอยากให้บทเรียนกับโอวหยางชิงหลง หากว่าโอวหยางชิงหลงใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียน และสามารถขัดเกลาจิตใจจากเหตุการณ์ครั้งนี้ได้ เขาจะกลายเป็นมังกรทะยานอย่างแน่นอน” อูหลินเฟิงกล่าว เขาที่สามารถสัมผัสอารมณ์ของสิ่งมีชีวิตได้ ย่อมรู้ว่าในใจของโอวหยางเฟยหลงโศกเศร้าเพียงใด
“อูหลินเฟิง” ในตอนนั้นเองเสียงของท่านหญิงเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ได้ดังขึ้น จากข้างหลังของเขา
“คารวะทะ..” อูหลินเฟิง กำลังจะประสานมือเคารพอีกฝ่ายแต่โดนเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ยกมือห้ามไว้ก่อน
“ตัวเจ้าที่มีสายเลือดตระกูลเนี่ย เทียบเท่าได้กับราชวงศ์ของพวกเราไม่จำเป็นต้องรักษามารยาทกับข้าขนาดนี้” เฟิ่งหวงเซียนเหรอกล่าวห้าม อูหลินเฟิงสามารถรับรู้ได้ทันทีว่าสายตาของนางที่มองเขาได้เปลี่ยนไป รวมถึงความรู้สึกที่เขาสัมผัสได้จากตัวนางครั้งแรกที่พบกันนางรู้สึกเพียงว่าตัวเขาเป็นสิ่งที่น่าสนใจแต่ตอนนี้กลับรู้สึกได้ถึงความ….หลงใหลแปลกๆ จากตัวนาง
“ขอบคุณท่านหญิง”
“แม้โอวหยางชิงหลงจะปฏิเสธแผนการของเจ้า แต่ว่าเจ้าก็ยังหาทางในการตลบหลังราชวงศ์ราชันโลหิตได้ ข้าชื่นชอบความฉลาดของเจ้าจริงๆ” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กล่าวชมพร้อมๆ กับที่นางค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้อูหลินเฟิงเรื่อยๆ ใบหน้าอันงดงามของนางค่อยๆ ใกล้เข้ามาหาใบหน้าของเขา
“ขอบคุณท่านหญิงที่ชม แต่ว่าท่านจะเข้ามาใกล้ข้าเกินไปหรือไม่” อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมกับถอยหลังหนี หนึ่งก้าว
“ใกล้งั้นหรือ ข้าว่ามันใกล้ได้กว่านี้อีกนะ” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์พร้อมกับค่อยๆ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้อูหลินเฟิงขึ้นอีก แต่ว่าก่อนใบหน้าของนางจะใกล้ไปได้มากกว่านี้ ใบหน้าของอูหลินเฟิงกลับกลายเป็นใบหน้าของกู่ซือเอิน กู่ซือเอินได้เดินเข้ามาแทรกกลางระหว่างอูหลินเฟิงและเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ที่เห็นแบบนั้น ได้จ้องมองไปยังกู่ซือเอินแล้วกล่าวว่า
“โหห ดูเหมือนข่าวลือที่ว่าเจ้าสองคนกำลังคบหากัน จะเป็นความจริงสินะ แต่ว่าคุณหนูกู่ตระกูลของท่านมีกฎว่าหากผู้ใดต้องแต่งงานกับคนของตระกูลกู่ ต้องแต่งเข้าอย่างเดียวไม่ใช่หรือ ด้วยสถานะของเขาที่มีสายเลือดของตระกูลเนี่ย คงไม่สามารถแต่งเข้าตระกูลท่านได้..แต่กลับกันหากข้าเสนอการสมรสของเขากับข้าให้เสด็จพ่อทราบ จะกลายเป็นการแต่งงานของสายเลือดจากสองแดนศักดิ์สิทธิ์ทันที” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กล่าวอย่างท้าทาย
“แม้จะมีกฎของตระกูลเขียนไว้แบบนั้น แต่หากเป็นเขาที่มีสายเลือดของแดนศักดิ์สิทธิ์ กฎย่อมสามารถละเมิดได้” กู่ซือเอินกล่าวอย่างไม่ยอมเช่นกัน นี่เรียกได้ว่าเป็นประโยคที่ยาวที่สุดที่ทุกคนเคยได้ยินจากกู่ซือเอิน เพราะปกติแล้วนางมักตอบเพียงสั้นๆ อูหลินเฟิงที่ได้ยินดังนั้นย่อมดีใจเป็นอย่างมาก ที่กู่ซือเอินก็หึงหวงเขาเช่นกัน
ตอนนี้แทบจะทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นแทบจะเห็นเส้นแสงที่ปะทะกันระหว่างสายตาของกู่ซือเอินและเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์
“อะแฮ่ม ข้าคิดว่าเรื่องนี้พวกท่านควรไปคุยกันวันหลัง ท่านหญิงเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ท่านมีอะไรต้องการจะพูดกับพวกข้าใช่หรือไม่” เป็นจงหมิ่นที่กล่าวขัดทั้งสองที่จ้องกันอย่างไม่มีใครยอมใคร
“โอ๊ะเกือบลืมไป ไม่มีอะไรหรอกจริงๆ ข้าก็แค่อยากชวนพวก พวกเจ้าไปยัง ตำหนักของข้า ไม่คิดว่าเราควร วางแผนหาทางรับมือเรื่องหลังจากนี้งั้นหรือ” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กล่าว แต่ยังไม่ทันที่อูหลินเฟิงหรือจงหมิ่น กล่าวตอบรับหรือปฏิเสธได้มีร่างเงาร่างหนึ่งพุ่งตรงมายังจุดที่เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์อยู่
“แจ้งข่าวขอรับท่านหญิง” ผู้มาใหม่ได้หันไปหาเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ สีหน้าเคร่งเครียดของผู้ส่งข่าวสามารถบอกถึงความสำคัญของเนื้อหาได้เป็นอย่างดี
“มีอะไร” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กล่าว
“นอกจากที่ตระกูลโอวหยางจะโดนโจมตีแล้ว ตระกูลมู่หรง ตระกูลถัง และ หอเทพโอสถ ล้วนแต่ถูกโจมตีเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ” ข่าวอันน่าตกใจได้ถูกกล่าวออกมาจากผู้ส่งสาร
“อะไรนะ!!” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ถามออกมาอย่างตกตะลึง อีกฝ่ายถึงกับโจมตีสามในสี่มหาตระกูล กับหนึ่งในสิบยอดสำนักพร้อมกัน
“แล้วตระกูลเซวียนเยวี๋ยนล่ะ เป็นอย่างไร” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ถามอีกครั้ง เพราะสิ่งที่ผู้ส่งสารรายงานมามีเพียงสามตระกูลเท่านั้นที่โดนโจมตี
ตระกูลเซวียนเยวี๋ยน เป็นผู้ที่โจมตีตระกูลมู่หรงพ่ะย่ะค่ะ” ผู้ส่งสารตอบคำถาม คำตอบนั้นสร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้คนที่ได้ยิน
“พิสูจน์ความภักดีสินะ” อูหลินเฟิงกล่าว
“คงจะใช่” จงหมิ่นเองก็เห็นด้วย
“พิสูจน์ความภักดีหรือเจ้าคะ??” เสวี่ยหานเอ๋อร์ถามออกมาอย่างไม่เข้าใจ เพราะว่านางไม่รู้เรื่องที่ตระกูลอูโดนเซวียนเยวี๋ยนเหอชิวเข้าจู่โจม นางจึงไม่รู้ว่าตระกูลเซวียนเยวี๋ยนเป็นพวกเดียวกับราชวงศ์ราชันโลหิต
“ตลอดมาราชวงศ์ราชันโลหิตและราชวงศ์จันทราทมิฬหลบซ่อนอยู่ในความมืด ตระกูลเซวียนเยวี๋ยนน่าจะคอยให้ความช่วยเหลืออยู่ลับๆ แต่เมื่อสองราชวงศ์เปิดเผยตัวตนคงคิดจะให้ตระกูลเซวียนเยวี๋ยนพิสูจน์ความภักดี เพราะหากเซวียนเยวี๋ยนโจมตีตระกูลมู่หรงตามคำสั่งของสองราชวงศ์ ตระกูลเซวียนเยวี๋ยนจะไม่อาจอยู่บนแผ่นดินของทวีปปราณฟ้าได้อีก คิดว่าตอนนี้หากไปยังที่ตั้งของตระกูลเซวียนเยวี๋ยน คงจะไม่เหลือผู้คนในตระกูลแม้แต่คนเดียว” อูหลินเฟิงอธิบาย
“เหตุการณ์นี้แตกต่างจากนิยายที่เจ้าให้ข้ามากยิ่งนัก ตอนนี้พวกมันถึงกับกล้าโจมตีสามมหาตระกูล และหอเทพโอสถ คิดจะทำอะไรกันแน่” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ กล่าวอย่างไม่เข้าใจ
“ท่านผู้ส่งสาร ตระกูลถังถูกโจมตีที่โรงหลอมอาวุธใช่หรือไม่” อูหลินเฟิงถาม หากเป็นอย่างที่เขาคิดสิ่งที่โดนโจมตีต้องเป็นโรงหลอมของตระกูลถังเป็นแน่ เพราะว่าที่ตระกูลถังมีโรงหลอมขนาดใหญ่ที่สุดที่ทวีปปราณฟ้า เป็นตระกูลที่สร้างอาวุธส่งไปยังราชวงศ์และตระกูลต่างๆ ทั่วทวีป
“ใช่แล้วขอรับ ในตระกูลถังแทบไม่มีผู้ล้มตาย แต่ว่าโรงหลอมอาวุธหลักที่ใหญ่ที่สุดเสียหายอย่างหนัก เกรงว่ากว่าจะซ่อมเสร็จต้องใช้เวลามากกว่าหกเดือน” ผู้ส่งสารกล่าว
“ถ้าอย่างนั้นก็ชัดเจนแล้ว มันต้องการตัดกำลังเราก่อนที่จะเข้าไปยังแดนเทพรกร้างในอีกหกเดือนข้างหน้า” อูหลินเฟิงกล่าวอย่างมั่นใจ
“คงจะใช่ การจะเข้าสู่แดนเทพรกร้างแม้จะจำกัดระดับพลังของผู้ที่เข้าไปแต่ไม่ได้จำกัดระดับอาวุธ หากยังมีโรงหลอมของตระกูลถังอยู่ พวกเราย่อมสามารถเตรียมอาวุธหลากหลายเข้าไปรับมือกับพวกมันได้ มันจึงเลือกที่จะทำลายโรงหลอมอาวุธ และยังโจมตีไปยังหอเทพโอสถ พรรคที่ชำนาญในการสร้างโอสถเป็นอันดับหนึ่งของทวีป หยุดยั้งการสร้างโอสถของฝ่ายเรา” จงหมิ่นเห็นด้วยกับสิ่งที่สหายกล่าวมา ฝั่งสองราชวงศ์ที่เลือกจะเปิดเผยตัวตนก่อนเข้าไปแดนเทพรกร้าง ย่อมต้องคิดว่าจะต้องถูกรับมือโดยแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่นแน่ๆ จึงเล็งไปยังตระกูลช่างตีเหล็กอันดับหนึ่ง และ พรรคที่มีความสามารถในการสร้างโอสถเป็นอันดับหนึ่งเช่นกัน เพื่อให้ฝ่ายราชวงศ์โชติช่วงไม่สามารถสร้างอาวุธหรือโอสถไปรับมือกับพวกนั้นได้ทันก่อนเข้าไปยังแดนเทพรกร้าง
ยิ่งโรงหลอมศาสตราของตระกูลถัง ถูกสร้างมาอย่างดีและใช้เวลาในการสร้างอย่างยาวนานกว่าจะสามารถสร้างเตาหลอมของตระกูลถึงขึ้นมาได้หนึ่งเตา หากคิดจะซ่อมแซมหรือสร้างใหม่ทั้งหมด ย่อมกินเวลาอย่างยาวนาน ภายในเวลาที่ซ่อมแซมเตาหลอมย่อมไม่อาจสร้างอาวุธชนิดใหม่ขึ้นมาได้
" อีกอย่างขอรับท่านหญิง องค์จักรพรรดิมีรับสั่งให้ท่าน เข้าเฝ้าโดยเร็ว" ผู้ส่งสารกล่าวกับเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์
" เข้าใจแล้ว คุณชายใหญ่อูข้าคงต้องขอตัวก่อน"เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กล่าวได้เพียงเท่านั้นก็ได้รีบจากไปทันที
..
จบตอน