แม้จะเป็นยามบ่ายแต่อากาศบนยอดเขาหลวงยังคงชื้นเย็น ผสมด้วยไอหมอกที่เลื่อนลอยอ้อยอิ่งอยู่รอบบริเวณ
เขาหลวงแห่งนี้คือแหล่งน้ำใหญ่ของชาวสุโขทัยยามฤดูฝนน้ำจะหลากไหลมหาศาล ผสานกับน้ำป่าจากแนวเขาทางทิศตะวันตกเข้าท่วมตัวเมืองด้วยกรุงสุโขทัยตั้งอยู่บนพื้นที่ลาดเอียงในแนวตะวันตกเฉียงใต้สู่ตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อแรกสร้างสุโขทัยขึ้นเป็นปึกแผ่นองค์พ่อขุนรามคำแหงจึงโปรดให้สร้างทำนบกั้นน้ำหรือที่ชาวเมืองเรียกกันว่า“สรีดภงส์” ขนาดใหญ่ ยาวราว ๓๐ เส้น (๑,๒๐๐ เมตร)ปิดระหว่างช่องเขาโคกมนและเขากุดยายชี นอกจากนั้นยังสร้างคันดินสูงเชื่อมต่ออีกด้านของเขาโคกมนเป็นแนวยาวขึ้นไปทางเหนือราว๑๒๕ เส้น (๕ กิโลเมตร) จนถึงบริเวณใกล้มุมกำแพงเมืองทิศตะวันตกเฉียงใต้ แต่นั้นมากรุงสุโขทัยจึงอุดมสมบูรณ์ตลอดปีไม่มีน้ำท่วมในหน้าฝนและไม่ขาดแคลนน้ำในหน้าแล้ง
“ในเมื่อเจ้าอยากรู้เรื่ององค์ตุมพะทะนานทองที่ขึ้นมาประดิษฐานอยู่สุโขทัยเราก็จะเล่าให้เจ้าฟังเอง จะได้ไม่ต้องไปเที่ยวสอบถามเอาจากใครเรื่องนี้เป็นเรื่องนมนานและไม่มีใครอยากกล่าวถึงนักหรอก”
ปู่หลวงกล่าวขึ้นหลังจากชวนแสงพรายให้ไปหลบเงาแดดและไอฝนอยู่ใต้พุ่มไม้ใหญ่
“ถ้าปู่หลวงมีสิ่งใดอึดอัดใจ ไม่ต้องเล่าให้ข้าพเจ้าฟังก็ได้ขอรับ”
ปู่หลวงโบกมือเป็นนัย มิให้ชายหนุ่มกล่าวกระไรพลางสูดลมหายใจยาวประหนึ่งตระเตรียมเดินทางกลับสู่อดีตอันยาวไกล
“ครั้งเมื่อสมัยพ่อขุนรามคำแหงเป็นเจ้าอำนาจบารมีของพระองค์แผ่ไพศาล ทางทิศตะวันตกจรดขอบมหาสมุทรของฝั่งพะโคและเมาะลำเลิงของพระเจ้าฟ้ารั่วทางใต้ลงไปจรดปลายสุดแหลมสุวรรณภูมิของพระเจ้านครศรีธรรมราช ราชาทุกแว่นแคว้นต่างเข้ามาสวามิภักดิ์ยอมอยู่ในพระราชอำนาจแม้พระองค์จะทรงปรีชาชาญในการศึกแต่พระราชอำนาจหาได้มาเพราะการรบพุ่งไม่.. เป็นเพราะทศพิธราชธรรมและความรุ่งเรืองทางการค้าที่นำพาทุกเขตเมืองมารวมกัน..
ครั้งนั้นเมืองนครศรีธรรมราชรุ่งเรืองด้วยพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทจากลังกาจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วพ่อขุนรามคำแหงทรงมีพระราชดำริจะสืบสายเนื้อแท้แห่งพระธรรมและพระวินัยจึงโปรดให้แต่งคณะผู้แทนพระองค์ลงไปยังเมืองนครฯ เพื่อขออาราธนาพระเถระผู้แตกฉานในพระไตรปิฎกขึ้นมาเผยแผ่พระศาสนายังกรุงสุโขทัย”
กล่าวถึงตอนนี้พลันทอดถอนใจผิดกับเมื่อตอนเริ่มเรื่องที่ปู่หลวงเล่าด้วยความภาคภูมิใจ.. จากนั้นจึงเล่าต่อไปว่า
“ในคณะผู้แทนขององค์พ่อขุนมีทั้งเสนาบดีผู้ใหญ่ตลอดจนพระภิกษุสงฆ์และนักบวชพราหมณ์.. มีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อ “วัชรพราหมณ์”คิดเอาว่า หากพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังการุ่งเรืองขึ้นในสุโขทัยนักบวชพราหมณ์จักเป็นอันตรายและเสื่อมลง จึงคิดจะนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ล้ำค่าจากแดนใต้คือองค์ตุมพะทะนานทองที่โทณพราหมณ์ใช้ตวงพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งทรงปรินิพพานมาถวายประจวบกับมีพราหมณ์จากเมืองปตานีชื่อ “เมฆินทร์พราหมณ์” มาเฝ้าต้อนรับผู้แทนจากเมืองเราพราหมณ์ผู้นี้มีจิตใจคับแคบด้วยมิได้สืบสายอยู่ในตระกูลโทณพราหมณ์ สวมสายยัชโญปวีต(เรียกอีกชื่อว่า สายธุรำ เป็นสายประจำตัวระบุว่าเกิดในวรรณะพราหมณ์ระดับใด มีทั้งหมด๑๒ ระดับ ระดับ ๑๒ เป็นระดับสูงสุด) ระดับ ๘ อยู่ปตานี มิได้มีผู้ยกย่องเชิดชูทั้งสองจึงคบคิดกันลักลอบขโมยองค์ตุมพะทะนานทองออกจากเมืองปตานีแล้วเร่งเดินทางกลับสู่สุโขทัย ชิงตัดหน้าขบวนอาราธนาพระมหาเถระด้วยหวังว่าองค์พ่อขุนจะพอพระราชหฤทัย..และพวกพราหมณ์จะกลับมาเป็นที่โปรดปราน เพราะองค์ตุมพะทะนานทองจักต้องมีพราหมณ์ผู้ทรงศีลคอยสาธยายมนต์บูชา
แต่พราหมณ์ทั้งสองกลับหยั่งน้ำพระทัยองค์พ่อขุนผิดไปเมื่อพิราบสื่อสารแจ้งมาว่าองค์ตุมพะทะนานทองได้อันตรธานหายไปจากเมืองปตานีพร้อมพราหมณ์ทั้งสององค์พ่อขุนผู้ประเสริฐจึงมีพระบรมราชโองการโปรดให้ออกตามคร่าตัวพราหมณ์มาไต่สวนและนำองค์ตุมพะทะนานทองกลับคืนสู่อาณาจักรทางใต้ทันทีพระบรมราชโองการประกาศไปทั่ว จนเข้าใจได้ว่าพราหมณ์ผู้ก่อเหตุจะรู้ตัวและกลัวพระราชอาญาจึงพากันหลบเลี่ยงหนีหายและไม่มีผู้ใดได้พบเห็นอีกเลย..”
ปู่หลวงระบายลมหายใจยาวด้วยความอ่อนล้าสายตาทอดยาวไปยังพระขพุงคล้ายดั่งมีเพียงสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองสุโขทัยเท่านั้นที่ล่วงรู้
“เท่าที่ข้าพเจ้าทราบมา.. ปีที่เกิดเรื่องราวขึ้นนั้นเมืองปตานีและหัวเมืองทั้งปวงจรดปลายแหลมสุวรรณภูมิยังหาได้อยู่ในพระราชอำนาจของพระเจ้านครศรีธรรมราชหากยังเป็นแคว้นอิสระชื่อลังกาสุกะจวบจนเกิดเหตุการณ์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของแคว้นสูญหาย เมืองต่างๆ จึงพากันแตกแยกระส่ำระสายและถูกกองทัพจากเกาะชวาเข้าโจมตีจนแพ้พ่าย..กระทั่งได้กองทัพของเมืองนครฯ เข้ามาช่วยต่อต้านขับไล่ จากนั้นมาเมืองปตานีและหัวเมืองทั้งหลายจึงสมัครเข้าอยู่ในพระราชอำนาจของพระเจ้านครศรีธรรมราชสักในราว ๕ ปีหลังการสูญหายขององค์ตุมพะทะนานทองขอรับ” แสงพรายกล่าวเสริมขึ้น
“เรื่องลำดับปีของเหตุการณ์เจ้าที่อยู่เมืองนครฯ คงจะรู้ดีกว่าข้าที่อยู่ทางนี้”
“...แล้วเรื่องซึ่งกล่าวกันว่าองค์ตุมพะทะนานทองเคยประดิษฐานอยู่วัดพระพายหลวงเป็นมาอย่างไรหรือขอรับ ปู่หลวง”
ผู้เฒ่าหันกลับมามองหน้าชายหนุ่มพลางคิดทบทวนเรื่องราว ก่อนเล่าว่า
“เรื่องนี้เราก็ไม่ใคร่ชัดเจนนักหลังจากเวลาผ่านไปอีกสองชั่วคนจึงมีเรื่องเล่าลือขึ้นมา เกี่ยวพันกับพระศรีศรัทธาพระราชบุตรของพระยาคำแหงพระรามเชื้อพระวงศ์ขององค์พ่อขุนผาเมืองผู้ทรงยึดเมืองสุโขทัยคืนกลับมาจากขอมในอดีต.. กล่าวกันว่าพระศรีศรัทธาทรงทราบเรื่องจากพราหมณ์คนหนึ่งในสำนักทิศาปราโมกข์เมืองละโว้ซึ่งพระองค์เสด็จไปศึกษาวิชา ว่าองค์ตุมพะทะนานทองถูกซ่อนไว้ภายในวัดพระพายหลวงด้วยวัชรพราหมณ์นั้นแม้ตัวจะกระทำผิดแต่ก็เคารพบูชาองค์ตุมพะยิ่งกว่าสิ่งใดมิต้องการนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้เร่ร่อนติดตัว จึงลอบเร้นนำไปประดิษฐานไว้บนขื่อคาใหญ่ภายในพระวิหารวัดพระพายหลวงก่อนจะหนีสูญหายว่ากันว่าวัชรพราหมณ์ได้ไปอาศัยยังเมืองละโว้ที่ซึ่งศาสนาพราหมณ์ยังรุ่งเรืองอยู่และเชื้อสายของท่านอาจได้เป็นอาจารย์ประจำสำนักทิศาปราโมกข์สืบต่อมาเข้าใจกันว่าพระศรีศรัทธาจะทรงเป็นที่รักใคร่ของบรรดาอาจารย์ ด้วยพระองค์เป็นผู้มากด้วยพระสติปัญญาแตกฉานในทุกศาสตร์ที่ทรงศึกษา กระทั่งอาจารย์พราหมณ์ผู้เป็นเชื้อสายของวัชรพราหมณ์แอบทูลบอกความลับเรื่ององค์ตุมพะทะนานทองเพื่อให้พระองค์ท่านได้ทรงครอบครอง..
พระองค์เสด็จกลับมายังเมืองสุโขทัยพร้อมพระสหายสนิทซึ่งกาลต่อมาได้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองสุพรรณภูมิพระองค์พร้อมพระสหายทรงนำองค์ตุมพะทะนานทองออกไปจากพระวิหารวัดพระพายหลวง ครั้นเสด็จกลับถึงเมืองของพระราชบิดาพระองค์ทรงถูกจับกุมด้วยข้อหาความผิดที่พระองค์มิได้ทรงกระทำจนเมื่อชำระความพ้นผิดออกมาแล้ว จึงทรงทราบว่าพระสหายสนิทได้อภิเษกสมรสกับพระธิดาของเจ้าเมืองไตรตรึงษ์ผู้เป็นคนรักของพระองค์..ส่วนเรื่ององค์ตุมพะทะนานทองนั้น กลับเงียบหายไปอย่างลึกลับ บ้างกล่าวว่าพระองค์ทรงฝากไว้กับพระสหายก่อนจะทรงถูกกุมขังบ้างก็ว่าพระองค์ทรงนำไปซ่อนไว้ มิมีผู้ใดจะล่วงรู้ความจริงเลย..
ชีวิตทางโลกของพระศรีศรัทธาช่างน่าอนาถนักยามดีก็ดีใจหาย จนเกือบจะได้ขึ้นเป็นองค์พ่อขุนครองกรุงสุโขทัยยามร้ายก็ร้ายยิ่งนัก ถึงขั้นถูกสักไหล่ประจานเป็นนักโทษรอประหาร..
ชีวิตของพระองค์เจริญรุ่งเรืองด้วยฝีมือในการรบ ศึกใดที่หนักหนาหาผู้นำทัพมิได้เป็นต้องเชิญพระองค์เป็นจอมทัพ พระองค์ทรงเป็นบุคคลที่มีผู้เคารพรักเป็นอันมากและก็ทรงถูกริษยามากเช่นกันทรงถูกปรักปรำเป็นโทษหลายครั้งหลายครา แต่ก็ทรงพ้นผิดด้วยความบริสุทธิ์เป็นที่ตั้งกระทั่งครั้งสุดท้ายเมื่อปลายรัชสมัยองค์พ่อขุนพระยางั่วนำถม ผู้สืบเชื้อพระวงศ์สายพ่อขุนผาเมืองทำให้พระองค์ทรงเบื่อหน่ายทางโลกและทรงออกผนวช.. ไม่นานก็สิ้นรัชกาลและเกิดจลาจลแย่งชิงความเป็นใหญ่ระหว่างฝ่ายราชวงศ์ศรีนาวนำถมผู้สืบเชื้อสายพ่อขุนผาเมืองและฝ่ายราชวงศ์พระร่วงผู้สืบเชื้อสายพ่อขุนบางกลางหาว สุดท้ายเมื่อแผ่นดินสงบองค์พ่อขุนพระยาลิไทแห่งราชวงศ์พระร่วงทรงได้ครองกรุงสุโขทัยสืบมา..”
ทั้งผู้เฒ่าและชายหนุ่มต่างนิ่งงันคล้ายจมอยู่ในกระแสเรื่องราวความผันผวนแห่งชีวิตของมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ทั้งทางโลกและทางธรรม
“การที่พระองค์ทรงผนวชหาใช่เพราะทรงหนีภัยจากการเมืองไม่แต่เพราะพระองค์ทรงเห็นซึ้งถึงสัจธรรมตามหลักไตรลักษณ์”ผู้เฒ่าถอนหายใจยาวนานอีกครั้ง “...อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา”
“ข้าพเจ้าก็ได้ยินมาว่า เมื่อทรงผนวชแล้วได้เสด็จผ่านเมืองปตานีผู้คนที่ได้เข้าเฝ้าใกล้ชิดต่างเชื่อกันว่าพระองค์ทรงบรรลุธรรมแล้ว”แสงพรายกล่าวเสริมขึ้น
“อืม.. ทรงจาริกไปยังดินแดนต่างๆถึงเกาะลังกา พระเจ้ากรุงลังกาทรงศรัทธาเลื่อมใสเป็นอย่างมาก ทรงถวายพระสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะปกครองพระภิกษุสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสี (คณะภิกษุสงฆ์ผู้อยู่อาศัยในป่าหรือห่างไกลชุมชน)..ต่อมาได้เสด็จกลับสุโขทัย และทรงพำนักอยู่ช่วงสั้นๆก่อนจะทรงธุดงค์จากไปอย่างไร้ร่องรอย”
ไม่นานครูพิธานก็พาคนกลับมาบนบ่าของช่างอีกสองคนต่างแบกสะพายผ้าดิบห่อดินส่วนน้าหมานมีหน้าที่ขนจอบเสียมและเครื่องมือ
ปู่หลวงกราบไหว้พระขพุงขอลาเอาธาตุดินไปในขณะที่สองช่างพาดห่อผ้าบรรจุดินไว้กับม้าตัวที่ไม่มีคนขี่มาแม้แต่ดินที่สะพายอยู่บนหลังม้าก็ไม่ให้คนมาขี่คร่อม
“พวกเจ้าก็พักกันไปบนหลังม้าเถิดจะได้รีบลงถึงเชิงเขาก่อนพลบค่ำ คืนนี้เราจะไปขอนอนค้างแรมกับค่ายพักทหารที่ประจำรักษาสรีดภงส์กัน”
--------------------------------------------------