อยู่ๆ เกิดรอยยุบตัวพองตัวไปมาอย่างช้าๆ เหมือนมีบางสิ่งเข้าไปก่อกวนสภาพ ไม่นานม่านสีขาวเริ่มเกิดเป็นรูและขยายตัวขึ้น แต่ก็ไม่สามารถต้านทานแรงกดดันได้นานสักเท่าไหร่ รูโหว่ดังกล่าวเริ่มจะไม่มีความเสถียรเกิดการแกว่งตัวไปมา คล้ายจะต้านทางแรงไม่ไหว
เจ้างูน้อยใช้จังหวะในเสี้ยวนาทีพานาฟพุ่งตัว ผ่านรูโหว่เข้าไปอย่างฉิวเฉียด
“ควับ!”
ทั้งคู่ผ่านเข้ามาภายในถ้ำเจ้างูน้อยที่ใกล้สิ้นเรี่ยวแรงปล่อยนาฟลงกับพื้น จากนั้นคล้ายๆว่าเจ้าสัตว์แปลกประหลาดตัวนี้จะค่อยๆ ตัวเล็กลง “ซู่!”สีสันรอบกายหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
นาฟที่คว่ำกาย อยู่ ณมุมหนึ่ง ซึ่งได้สติมาสักพักต่างเห็นการกระทำของเจ้างูน้อยมาตลอด
แต่ก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวอะไรได้แค่เรี่ยวแรงจะหอบหายใจก็ยังยากลำบาก เจ้างูน้อยเคลื่อนตัวเข้ามา เอาขวดยาบางอย่างในบัตรมิติ คาบออกมาเทใส่ปากของนาฟอย่างทุลักทุเล
สภาพที่นอนคว่ำอยู่ตัวยาไหลรินจากข้างแก้มเข้าไปในมุมปาก ดื่มกินอย่างยากลำบาก
ใช้เวลาอยู่ชั่วขณะเริ่มก่อเกิดพลังขึ้นมาบ้างแต่ร่างกายยังคงเดิม เส้นผมที่ขาวโพรนแขนข้างนึงแห้งกรังจนเหลือเนื้อหนังติดกระดูก ขนนกถึงจะหายไปแล้วแต่จุดสีดำบนหน้าอกยังไม่เลือนหายไป เหมือนยังมีคำสาปบางอย่างติดอยู่กลางลำตัวคอยดูดกลืนพลังชีวิตเรื่อยๆ
นาฟรวบรวมพลังอันน้อยนิดใช้แขนที่เหลือฝืนขยับยันพื้นพลิกตัวขึ้น
“นี่มัน!”
อยู่ๆก็มองเห็นภายในถ้ำ ที่ไม่เหมือนถ้ำ เพดานและผนังถ้ำกลับโปร่งใส ว่างเปล่าไกลจนสุดลูกหูลูกตาเหมือนกับนอนอยู่บนที่โล่งกว้างใหญ่
แต่มีลูกกลมๆบางอย่างขนาดไม่ใหญ่มาก ล่องลอยอยู่ตรงกลางเบื้องหน้าชายหนุ่ม ส่งแสงสีส้มแดงดั่งลาวาส่องสว่างไปทั่วทุกจุดมีรอยแตกร้าวเป็นร่องลึกลามไปรอบๆ ตัว มีม่านอากาศปกคลุมอยู่อีกชั้นแต่สภาพเป็นรูโหว่เต็มไปหมด
ถ้าสังเกตให้ดีลูกกลมๆ ลูกนั้นคล้ายๆ กับบางสิ่งที่คุ้นเคย
สภาพแวดล้อมที่อยู่ภายในนั้น
“หรือว่ามันคือ!”
โลกมิติที่ตนเข้าไปแต่ตอนนี้สภาพโลกใบนั้นเหมือนกับหยุดนิ่งอยู่กับที่ร่องรอยของภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ยังคงสภาพอยู่แต่เหมือนกับหยุดนิ่งไว้
“นี่มันอะไรกัน! แล้วข้าอยู่ไหน! นาฟหันมองไปรอบๆเห็นแต่ความว่างเปล่า เหลือบไปมองเจ้างูน้อยที่นอนขดตัวอยู่ใกล้ๆก็อยู่ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น
ภายในสถานที่นี้ทุกอย่างดูหยุดอยู่กับที่ แม้แต่อากาศหรือฝุ่นละอองแทบจะไม่เคลื่อนไหวเลย ไม่แม้แต่จะสัมผัสอะไรได้เลยมีแต่เสียงหอบหายใจของตนที่ก้องกังวาลไปทั่ว เหมือนกับว่าสถานที่แห่งนี้จะมีห่วงมิติเวลาเป็นของตัวเอง
ทุกสิ่งรอบตัวหยุดนิ่งแต่สภาพร่างกายกลับย่ำแย่ลง
จุดสีดำบนหน้าอก ยังคงทำร้ายนาฟอยู่ตลอดทุกครั้งที่รวบรวมพลังขึ้นมา มันจะคอยดูดกลืนพลังออกไป
อยู่ๆ มีแสงสีรุ้งบางๆ เริ่มก่อตัวหมุนวน รอบๆตัวของนาฟ
เหมือนครั้งที่เข้ามาโลกใบนี้
จู่ๆ ก็มีเสียงกระซิบดังขึ้นจากที่ไกลๆ ราวกับเสียงลมพัดผ่านแต่กลับดังก้องอยู่ในหัว
“เจ้ากล้าเหยียบย่างเข้ามาในสถานที่แห่งนี้?
เสียงนั้นดังขึ้นอย่างชัดเจนและเยือกเย็นราวกับมาจากทุกทิศทุกทางพร้อมกัน
นาฟหยุดชะงัก มองไปรอบๆแต่ไม่เห็นใครเลย เขารู้สึกถึงความเย็นเฉียบที่แผ่ซ่านเข้าราวกับถูกรายล้อมด้วยความหนาวเย็นของวิญญาณ
“ข้าบาดเจ็บสหายพาข้าเข้ามาไม่ได้ตั้งใจมาทำลายหรือขโมยสิ่งใด" นาฟกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง แต่ลึกๆพยายามซ่อนความกลัวในใจ
ทันใดนั้น พื้นที่โปร่งแสงทั้งหมด ก็ถูกปิดล้อมด้วยความมืดจากนั้นมีแสงสว่างเล็กๆเริ่มปรากฏขึ้นภาพเบื้องหน้ากลับกลายเป็นภายในโพรงถ้ำธรรมชาติ
อยู่ๆ ปรากฏ แสงสีขาวค่อยๆก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างของหญิงสาวสวมเสื้อคลุมสีขาว หน้าตาสวยงามดั่งนางฟ้านางสวรรค์ผิวขาวเนียนละเอียด รูปหน้างามอย่างไร้ที่ติดวงตาของเธอส่องประกายราวกับดวงดาวในค่ำคืน ลอยอยู่เบื้องหน้านาฟ
“ข้าคือจิตวิญญาณของสถานที่แห่งนี้ ข้ามีหน้าที่ปกป้องทุกอย่างจากผู้ที่ไม่มีค่าพอที่จะครอบครอง!"
เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ทรงพลัง
นาฟจ้องมองเธอด้วยความประหลาดใจ
"ข้าไม่มีเจตนาเข้ามาสถานที่นี้ ข้าขอพักรักษาตัวสักครู่แล้วจะจากไป
จิตวิญญาณผู้เฝ้าดูแลนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มบางๆ
โบกมือเบาๆ อยู่ๆ ทางเดินในถ้ำก็สว่างไสวขึ้นเปิดเผยห้องใหญ่ที่เต็มไปด้วยสมบัติที่ส่องประกายแวววาว
มีหนังสือโบราณเรียงรายอยู่เต็มไปหมดพร้อมด้วยเครื่องมืออุปกรณ์ล้ำค่ามากมาย
หญิงสาวคิดคร่ำครวญอยู่นานก่อนเอ่ยขึ้น“ก่อนนายท่านจะจากไป เคยกล่าวไว้ว่า
“ทุกอย่างล้วนแล้วแต่โชคชะตา!
จิตวิญญาณสาวเพ่งมองชายหนุ่มเบื้องหน้าราวกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่างจากนั้นพยักหน้าเบาๆ
“ข้าเห็นสิ่งที่เจ้ากระทำจากเบื้องนอกเอาอย่างนี้แล้วกัน ข้าจะยอมให้เจ้าเข้าถึงของเหล่านี้
เจ้าต้องพิสูจน์ตัวเองให้ข้าเห็น ว่าความตั้งใจของเจ้าแน่วแน่และไม่มีเจตนาร้าย"
จงใช้ปัญญาและความกล้าหาญของเจ้าให้ดีที่สุด
"หัวใจที่บริสุทธิ์และความตั้งใจที่ดีเท่านั้น ถึงจะได้วาสนามาครอบครอง”
เป็นคำกล่าวสุดท้ายก่อนจิตวิญญาณสาวจะจางหายไปจากสายตา
นาฟที่ยังรู้สึกถึงความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่างแต่นั่นไม่ได้ทำให้จิตใจของเขาหยุดนิ่งเขาตระหนักดีว่าหากเขาไม่ทำอะไรเพื่อรักษาตัวเอง เขาอาจจะไม่รอดจากถ้ำแห่งนี้แขนข้างเดียวที่เหลืออยู่สัมผัสกับพื้นหินที่เย็นเฉียบและเปียกชื้นเสียงหายใจของเขาหนักหน่วง และทุกครั้งที่ขยับตัวความเจ็บปวดก็แผ่กระจายไปทั่วร่างกาย
"ข้าต้องหายา...ข้าต้องรอด...!"
เสียงขูดขีดของมือและเข่าที่ลากไปตามพื้น นาฟที่เรี่ยวแรงเหลืออยู่น้อยนิดตัดสินใจรวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายคืบคลานตามแสงไฟเข้าใกล้ห้องโถงใหญ่ ที่มุมหนึ่งของถ้ำ