เฝ้ารักจันทร์เสี้ยว

    บทที่ 44 ทูลขอ

    บทที่ 44 ทูลขอ

     

            รถม้าประดับตราจวนรองแม่ทัพจ้าวเคลื่อนตัวออกจากเรือนเพื่อตรงไปยังพระราชวังตามคำเชิญของไทเฮางานเลี้ยงน้ำชานี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่ผู้คนจะมาหาคู่กัน

             

            ผู้คนโดยรอบต่างให้ความสนใจกับรถม้าของจวนสกุลจ้าวที่พึ่งจอดเทียบเพราะมีข่าวลือประหลาดว่าท่านหญิงผู่เยว่ถูกโจรชั่วลักพาตัวไปเมื่อหลายวันก่อนและมีคนหลายคนเห็นว่าบ่าวทั้งสองคนของนางกลับเรือนไปโดยไม่มีตัวเจ้านาย

             

            ทุกคนเลยรอพบกับท่านหญิงเพื่อจะดูท่าทีกับข่าวลืออย่างไรนี่ก็งานของไทเฮา นางเป็นคนของไทเฮา ไม่มาก็คงจะไม่ได้

             

            และตามคาดบ่าวของจ้างซินเยว่ลงจากรถม้าไปก่อน ตามด้วยเจ้าของมือบางขาวเนียนที่ยื่นออกมา

             

            ในวันนี้ท่านหญิงผู่เยว่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีอ่อนใบหน้าแต่งไม่มากแต่ยังคงความงดงามเอาไว้ทุกส่วน ประกอบกับความนิ่งเฉยบนใบหน้านั่น

             

            เมื่อร่างบางลงมาพบกับสายตาผู้คนที่มองตนก็นิ่งสงบนางไม่สนใจและเดินเข้าไปในงานเงียบๆยิ้มทักทายผู้คนตามมารยาทเพื่อไม่ให้ถูกตราหน้าว่านางหยิ่งยโสหากแต่เมื่อเดินเข้ามาถึงด้านในก็พบกับบรรยากาศที่แปลกออกไป

             

            เหล่าสตรีจับกลุ่มกันพูดคุยพลางหันมองนางปิดปากราวกับกลัวว่าจะถูกมองออกว่าตนกำลังพูดสิ่งใดอยู่โดยหารู้ไม่ว่าการกระทำเหล่านั้นมันก็แสดงออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่าพวกนางกำลังพูดสิ่งไม่ดีอยู่

             

            "คนเหล่านั้นไร้มารยาทจริง"บ่าวตัวน้อยพูดด้วยใบหน้าไม่พอใจ

             

            "อาจิง"จ้าวซินเยว่ดุบ่าวตัวเองเบาๆ ก่อนจะเดินไปยังที่นั่งที่ถูกเตรียมเอาไว้

             

            งานเลี้ยงน้ำชานี้เป็นงานเลี้ยงที่ปกติจะแบ่งแยกชายหญิงแต่คงเป็นเพราะปีนี้ไทเฮาอยากเปลี่ยนบรรยากาศทำให้ชายหญิงในเรือนเดียวกันสามารถนั่งด้วยกันได้หากแต่ตระกูลจ้าวคนอื่นๆ ก็ไม่ได้ตามมา พี่ชายของนางติดภารกิจมารดาก็คล้ายจะป่วยพี่สะใภ้ก็วุ่นวายกับการเลี้ยงลูกทั้งสองนางจึงมาเพียงคนเดียว โชคยังดีที่นางเห็นจ้าวอี้หยางและชินอ๋องอยู่ไม่ไกล

             

            "คารวะชินอ๋องและหวางเฟยเจ้าค่ะ"เสียงหวานเอ่ยทักทายญาติผู้พี่และสามีของนางด้วยรอยยิ้มหวางเฟยที่ยิ้มรออยู่แล้วก็รีบเข้ามากอดร่างเล็กเบาๆ

             

            "ตั้งแต่งานแต่งพวกข้าก็ยังไม่ได้พูดคุยกันเลยนะสบายดีใช่หรือไม่" ชินอ๋องเป็นคนเอ่ยถามก่อนนด้วยสีหน้าเป็นห่วงจากใจจริงๆคงเพราะเรื่องข่าวลือพวกนั้นที่พัดกระจายไปทั่ว

             

            "ข่าวลือพวกนั้นน่ารังเกียจจริงๆ เจ้าไม่ต้องคิดมากไป ข้ากับชินอ๋องจะช่วยเจ้าเอง"

             

            "ไม่ต้องหรอกเราห้ามคนอื่นไม่ให้พูดได้หรือ ต่อให้จัดการ หากคนมันอยากจะพูด มันก็พูดอยู่ดีข้าชินแล้ว" ใบหน้าสวยยิ้มอย่างจนใจ นางก็ชินแล้วจริงๆกับข่าวลือทำลายชื่อเสียงกันในเมืองหลวง แค่ครั้งนี้เป็นตัวนางเองที่โดนเอาไปพูดอีกอย่างเรื่องที่พวกเขาพูด แม้จะถูกไม่หมด แต่ก็ยังมีส่วนที่ถูกนางจึงไม่อาจปฏิเสธได้เต็มปากว่านางไม่ได้เป็นแบบนั้น

             

            "หากต้องการอะไรเจ้ามาที่จวนอ๋องของข้าได้เสมอข้ากับอี้หยางยังเป็นพี่ชายและพี่สาวของเจ้าเช่นเดิม รู้ใช่หรือไม่"ชินอ๋องพูดอย่างเป็นห่วงจริงจัง เพราะรู้ว่าอีกคนต้องเจออะไรมาบ้างและตอนนี้ต้องเจออะไรอยู่ มันอาจจะหนักหนาเกินไปสำหรับสตรีคนเดียว

             

            "ขอบคุณพี่สาวกับพี่เขยที่ยังเอ็นดูข้าคนนี้"จ้าวซินเยว่ระบายยิ้มออกมานางดีใจที่ทั้งสองคนยังคงเป็นพี่น้องที่ดีให้ตนเองแม้จะผ่านเรื่องอะไรมาก็ตาม

             

            "ข้าก็เช่นกันนะไม่ว่าเจ้ามีเรื่องอะไร ก็มาหาข้าได้ทุกเวลา"เสียงของสตรีที่ไม่ได้รับเชิญดังขึ้นจากด้านหลังร่างบางหันไปตามเสียงก็พบกับสตรีที่รูปร่างและหน้าตาคล้ายนางมากทีเดียวนางคือหลิวลู่เสียน บุตรสาวคนโตของตระกูลหลิวและเสี่ยวเซียวบ่าวของนาง

             

            จ้าวซินเยว่โค้งลงเล็กน้อยตามมารยาทอย่างไรนางก็เป็นน้องของสตรีผู้นี้

             

            "คารวะชินอ๋องคารวะหวางเฟยเจ้าค่ะ" คนที่พูดทำความเคารพก้มหัวรับน้อยๆอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่หลิวลู่เสียนก็ไม่สนใจนางสนใจสตรีอีกคนที่ยังคงตีหน้านิ่งผู้นี้มากมาย

             

            "คุณหนูหลิวมีเรื่องอยากสนทนาหรือเจ้าคะ" จ้าวซินเยว่ยังคงสงบนิ่ง

             

            "ข้าเป็นห่วงเจ้าน่ะเรื่องข่าวลือแแปลกๆ หวังว่าแค่ว่าเจ้าจะไม่คิดสั้นไปก่อน"ทางหลิวลู่เสียนเองก็สงบนิ่งไม่ต่างกัน

             

            ไม่มีใครลืมว่าหลิวลู่เสียนไม่เคยมีประวัติและการกระทำที่ใจร้อนเช่นคุณหนูคนอื่นๆนางกับจ้าวซินเยว่แทบจะเหมือนกันทุกประการแต่เพราะการเลี้ยงดูที่ต่างกันทำให้ความคิดไม่เหมือนกันเท่านั้น

             

            "ขอบคุณที่เป็นห่วงเจ้าค่ะแต่ข้าไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้น มันเสียเวลา" จ้าวซินเยว่ยิ้มตอบไปเรียบๆแต่กลับทำให้คนฟังสะดุดไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ย่อท้อ

             

            "งั้นก็ดีแล้วหากนั่นเป็นข่าวลือผิดๆ ข้าก็โล่งใจ อย่างไร เจ้าก็เป็นน้องสาวข้าถ้าเจ้ามีประวัติไม่งามติดตัวตัวข้าเองก็คงจะอดทนอยู่เฉยไม่ได้เช่นกัน"อีกนัยหนึ่งที่นางจะกล่าวคือหากจ้าวซินเยว่มีประวัติเสียหายนางเองก็จะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย และจ้าวซินเยว่ก็รู้ถึงความหมายนั้นดี

             

            "แต่วันนั้นข้าเห็นจริงๆนะ ที่บ่าวของคุณหนูจ้าวเดินกลับเรือนแค่สองคนด้วยท่าทางเร่งรีบ คืนวันนั้นท่านอยู่ที่ใดหรือ" คุณหนูท่านหนึ่งพูดด้วยใบหน้าสงสัยเสียงดังคงจะเป็นหนึ่งในลิ่วล่อที่ถูกหลิวลู่เสียนเป่าหูหลอกใช้งานนางมองคุณหนูผู้นั้นก่อนจะมองหลิวลู่เสียนที่ยกยิ้มมุมปากบางๆ

             

            "เรียนคุณหนูท่านนี้ข้า..."

             

            "เอาแต้มพรหมจรรย์มาดูสิจะได้รู้ว่าท่านหญิงยังบริสุทธิ์อยู่หรือไม่"ยังไม่ทันที่จ้าวซินเยว่จะกล่าวอะไร องค์หญิงห้าแห่งแคว้นลี่ก็ร่วมวงกล่าวสวนขึ้นมานั่นทำให้จ้าวซินเยว่ต้องนิ่งเงียบ

             

            ลำพังแค่การพูดกล่าวหากันนางก็พอจะรับมือได้แต่จะให้เปิดแต้มพรหมจรรย์นางคงจะหนีไม่พ้น ไม่ใช่เพราะตัวนางกับหวงจือเหว่ยแค่มีสัมพันธ์ลึกซึ้งเท่านั้นนางไม่ใช่สตรีบริสุทธิ์ตั้งแต่ตัวนางคบหากับเฉินจือหาน จะพูดให้ถูกต่อให้เรื่องคืนนั้นไม่เกิดขึ้น นางก็ไม่ใช่สตรีบริสุทธิ์มาเป็นปีแล้ว

             

            หญิงสาวนิ่งเงียบชินอ๋องและจ้าวอี้หยางก็มองหน้ากันทั้งสองคนไม่ได้นึกถึงเรื่องข่าวลือว่าจริงหรือไม่จริงแต่นึกถึงแม่ทัพที่จากไปผู้นั้นเช่นกันด้วยนิสัยของเฉินจือหานมีความเป็นไปได้ว่าไอ้หลานชั่วคนนั้นมันจะลักลอบมีความสัมพันธ์กับจ้าวซินเยว่ไปตั้งนานแล้ว

             

            "น้องสาวหากมันไม่มีอะไร เจ้าก็แสดงให้ดูเถอะ" หลิวลู่เสียนทำหน้าตาไร้เดียงสานางมั่นใจว่าจ้าวซินเยว่ไม่บริสุทธิ์เพราะนางได้รับจดหมายจากเหล่าโจรที่นางจ้างมาว่าจัดการเรียบร้อยโดยไม่รู้เลยว่านั่นคือจดหมายปลอม

             

            "เรื่องนั้น..."

             

            "คืนก่อนนั้นท่านหญิงถูกลักพาตัวไปจริงๆ" เสียงทุ้มเอ่ยเสียงดังเรียกความสนใจของผู้คนชายร่างสูงในชุดสีเข้มปรากฏตัวพร้อมหน้ากากอันเป็นเอกลักษณ์ชายหนุ่มจ้องใบหน้าหลิวลู่เสียนก่อนจะมองจ้าวซินเยว่ และเดินมาหยุดตรงหน้านาง

             

            "และข้าก็เป็นช่วยนางไว้เองข้ารับรองว่าพวกโจรนั้นไม่ได้แตะต้องท่านหญิงเลยสักนิดเดียว"เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย พลางมองใบหน้าสวยด้วยสายตาที่อ่อนลงไปด้วย

             

            "หากนางจะมีความสัมพันธ์กับใครสักคนก็คงจะไม่พ้นข้าคนนี้" รอยยิ้มของบุรุษตรงหน้าเผยออกมาอย่างร้ายกาจ แต่กลับดูไม่ได้มีพิษภัยกับนางสักนิดเหมือนกับคนๆ นั้นจริงๆ

             

            นั่นทำให้หัวใจของจ้าวซินเยว่สั่นรัวอย่างห้ามไม่ได้

             

            ไม่นะ ข้าจะ...ชอบคนที่ฆ่าเฉินจือหานไม่ได้นะ

             

            จือหาน...ข้าต้องทำอย่างไรดี

     

     

    ... ... ...

     

     

            การปรากฏตัวและคำพูดของหวงจือเหว่ยทำให้ผู้คนต่างก็ตกใจกับสิ่งที่เขาพูดนี่เขากำลังจะบอกเขาคือวีรบุรุษที่ช่วยสาวงามและหากนางไร้ซึ่งแต้มพรหมจรรย์ก็เป็นตัวเองที่ทำให้มันหายไป

             

            หรือท่านหญิงผู่เยว่จะสร้างเรื่องทำให้ท่านแม่ทัพผู้นี้ตกหลุมรักนางอีกแล้ว วาสนาของท่านหญิงช่างน่าอิจฉานักทั้งการเตรียมหมั้นหมายกับอดีตแม่ทัพเฉินที่ตายไป ข่าวลือว่านางปฏิเสธชินอ๋อง แล้วยังแม่ทัพหวงผู้โด่งดังคนนี้อีกวาสนาของนางกับขุนนางชั้นสูงฝ่ายบู๊จะสูงมากไปแล้ว

             

            "ยังมีอะไรสงสัยอีกหรือไม่"หวงจือเหว่ยหันไปถามกึ่งข่มขู่หญิงสาวอีกคนที่จ้องจะทำลายโดยใช้ความหวังดีบังหน้าแล้วยังมีองค์หญิงร่วมวงด้วย

             

            "ข้าไม่ได้สงสัยหากนางบริสุทธิ์ใจก็ควรจะเปิดให้ดูไม่ใช่หรือ" การกระทำของหวงจือเหว่ยทำให้องค์หญิงรู้สึกไม่พอใจนางชอบหวงจือเหวยมานานแค่ไหนมีใครในแคว้นลี่ไม่รู้ นางเคยทูลขอสมรสจากท่านพ่อแต่หวงจือเหวยปฏิเสธหัวชนฝา เพราะเขาไม่อยากแต่งงานกับสตรีที่ได้ไม่รักและบุรุษผู้นั้นก็ไม่เคยสุงสิงกับสตรีคนใดมาก่อน

             

            แล้วที่นางเห็นคืออะไรกัน

             

            "ฮ่องเต้ ไทเฮาฮองเฮา เสด็จ!" เสียงของขันทีขานประกาศการมาถึงของเหล่าราชวงศ์แห่งแคว้นฝูพร้อมกับองค์ชายทั้งสองจากแคว้นลี่ที่มาพร้อมกัน

             

            ทุกคนเห็นเช่นนั้นก็ละจากเหตุการณ์น่าตื่นเต้นเพื่อทำความเคารพเหล่าผู้คนที่พึ่งเข้ามาภายในงานในขณะที่คนที่พึ่งเข้ามาเองก็รู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นเช่นกัน

             

            "มีอะไรน่าสนุกงั้นหรือ"องค์รัชทายาทแห่งแคว้นฝูเอ่ยด้วยรอยยิ้ม พลางกวาดสายตามองรอบๆพร้อมกับเอาพัดยกขึ้นมาเล่นในมือ

             

            แค่มองสีหน้าของเหล่าสตรีเหล่านี้ก็รู้แล้วว่าต้องมีเรื่องสนุกเกิดขึ้นอยู่แน่ๆและคงไม่พ้นเป็นพี่น้องหลิวลู่เสียนกับจ้าวซินเยว่ที่น่าสนใจเพราะมีองค์หญิงแห่งแคว้นลี่ร่วมวงด้วย

             

            แต่ทุกคนก็เลือกที่จะเงียบองค์รัชทายาทยกยิ้มออกมาอย่างสนใจ ดูท่าทางคุณหนูหลิวกับองค์หญิงห้าที่กำลังรุมจ้าวซินเยว่คงโดนบุรุษผู้นั้นตอกใส่หน้ากลับไปก็เป็นได้

             

            เมื่อราชวงศ์นั่งลงคนอื่นๆ ก็ค่อยๆ ทยอยกลับไปนั่งที่ของตนเองจ้าวซินเยว่เดินไปยังที่นั่งบนพื้นข้างๆ ไทเฮาตามพระประสงค์ส่วนบ่าวของนางก็ตามมาไม่ห่าง

             

            "เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นหรือ"ไทเฮากระซิบถามหญิงสาวที่ตนเอ็นดู

             

            "เรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อยไม่มีอะไรเลยเจ้าค่ะ" หญิงสาวตอบด้วยรอยยิ้มมุมปากเช่นเดิมก่อนจะเริ่มปรนนิบัติไทเฮาเช่นทุกครั้ง

             

            "วันนี้พวกข้าขอเข้าร่วมงานเลี้ยงนี้ด้วยพวกท่านอย่างได้เกร็งจนเกินไป โปรดทำตัวตามสบาย"ฝ่าบาทกล่าวกับเหล่าผู้คนที่มาร่วมงานปกติงานนี้ฝ่าบาทจะไม่ค่อยได้ลงมาร่วมงานด้วย จะมีเพียงไทเฮา ฮองเฮาและเหล่าองค์หญิงองค์ชายมาร่วมบางส่วนเท่านั้น

             

            ทุกคนก้มหัวรับแต่ก่อนที่งานจะเริ่มบุรุษร่างสูงในชุดสีเข้มก็เดินออกมาคุกเข่าต่อหน้าเหล่าชนชั้นสูงแห่งแคว้นใบหน้าใต้หน้ากากไม่แสดงท่าทางสิ่งใด หากแต่เขาปรายตามามองนางเพียงชั่วครู่ก่อนจะจับจ้องไปยังโอรสสวรรค์อย่างแน่วแน่

             

            "มีอะไรหรือแม่ทัพหวง" โอรสสวรรค์เอ่ยถามด้วยสีหน้าสงสัยปกติแม่ทัพผู้นี้จะไม่ค่อยพูดนักการที่มาทำตัวเป็นจุดเด่นเช่นนี้ดูไม่ใช่นิสัยของเขาสักเท่าไหร่

             

            "ทูลฝ่าบาทข้า หวงจือเหว่ย มีเรื่องอยากจะร้องขอต่อท่าน"เสียงเรียบดังมากพอที่จะทำให้ทุกคนได้ยิน

             

            "ว่ามาสิ"

             

            "ยามที่ข้ามาถึงท่านกล่าวว่าหากข้าต้องการสิ่งใด ให้เอ่ยกล่าวกับท่านได้ ยามนั้นข้าปฏิเสธเพราะไม่มีสิ่งที่ต้องการจริงๆ"ชายหนุ่มเริ่มอธิบาย คนที่ถูกร้องขอก็พยักหน้ารับว่าตนเคยพูดเช่นนั้นจริงๆเพื่อเป็นการตบรางวัลแก่วีรบุรุษผู้กอบกู้

             

            "แต่ยามนี้ข้ามีความปรารถนาแล้ว จึงอยากทูลขออนุญาตท่านด้วยตนเอง ต่อหน้าผู้คนเพื่อเป็นพยานในความจริงใจของข้าผู้นี้"

             

            "กล่าวมาสิ"

             

            "ข้ามีใจให้ท่านหญิงผู่เยว่"เพียงเท่านั้นเหล่าราชวงศ์ต่างก็มองหน้ากันอย่างตกใจก่อนจะหันมามองจ้าวซินเยว่ที่อยู่ข้างไทเฮาด้วยสายตาประหลาดไม่ต่างจากเหล่าขุนนางและครอบครัวที่กระซิบกระซาบกันอย่างเปิดเผย

             

            ส่วนตัวนาง จ้องบุรุษหน้าด้านผู้นั้นด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะกล้าทูลออกมาตรงๆเช่นนั้น

             

            ภาระการตัดสินใจจึงหนักมาที่ฝ่าบาทเพราะตนเองเป็นผู้ใหญ่และรู้ว่าจ้าวซินเยว่ไม่ประสงค์ให้ใครมากำหนดการณ์แต่งงานของตนเองแม้แต่ตอนเฉินจือหาน เจ้าหลานชายผู้นั้นยังต้องถอยไม่ขอสมรสพระราชทานทั้งที่จะทำจริงๆ จ้าวซินเยว่ก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้

             

            "ข้าเคยรับปากกับนางว่าจะไม่มอบสมรสพระราชทานให้นางแล้วเจ้าจะให้ข้าทำเช่นไร ท่านแม่ทัพ"

             

            "ทูลฝ่าบาทข้าผู้นี้เพียงต้องการแสดงความจริงใจให้นางเห็นเท่านั้น นางจะแต่งให้ข้าหรือไม่ขอให้นางได้ตัดสินใจด้วยตนเอง หากแต่ข้า ขออนุญาตเข้าหาท่านหญิงอย่างเปิดเผยและหวังว่าจะไม่มีใครหน้าไหนเอานางไปว่าให้เสียหายอีก"

             

            หากจะบอกว่านี่คือการขออนุญาตตามธรรมเนียมก็ไม่ผิดนักด้วยตำแหน่งท่านหญิงของจ้าวซินเยว่ จะคบหาบุรุษที่ไหน หรือตบแต่งกับใครบุรุษผู้นั้นต้องมาทูลขอให้ถูกต้อง คนๆ นี้มีจุดประสงค์เช่นนั้น

             

            "ข้าไม่ขัดข้องเรื่องของหนุ่มสาว ก็ให้หนุ่มสาวตัดสินใจเอาเองเถอะแต่หากจะตบแต่งข้าก็ขอให้เป็นการตัดสินใจของตัวนางเอง แบบนี้ดีหรือไม่ผู่เยว่" ฝ่าบาทหันมาถามความสมัครใจของหญิงสาวนางขยับนั่งตามธรรมเนียมก่อนจะโค้งลง

             

            "ขอบพระทัยฝ่าบาท"นางกล่าวขอบคุณฝ่าบาทด้วยความเข้าใจดีว่าอีกฝ่ายก็ช่วยนางได้เท่านั้นและก็พอจะเข้าใจว่าบุรุษผู้นี้ก็คงจะช่วยนางเรื่องข่าวลือข้างนอกเช่นกันจึงไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ออกไปกลับนิ่งเงียบไม่แสดงสีหน้าท่าทางที่จะทำให้คนเข้าใจไปในทางใดทางหนึ่ง

             

            "ขอบพระทัยฝ่าบาท"

             

            หลังจากการทูลของแม่ทัพหวงงานเลี้ยงก็เริ่มขึ้นตามกำหนดอย่างเรียบง่าย โดยไม่มีสิ่งใดติดขัด ขณะเดียวกันตลอดการเข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชานี้หวงจือเหวยก็มองจ้าวซินเยว่อย่างไม่ปิดบังเหมือนก่อนๆ เลยสักครั้ง

             

            คนๆ นี้ต้องการอะไรจากนางกันแน่นั่นคือสิ่งที่นางต้องหาคำตอบเอาเอง

     

     

    ... ... ...

     

     

            "ท่านหญิง"เสียงทุ้มเรียกนางจากด้านหลังในขณะที่นางกำลังจะเดินออกจากส่วนจัดเลี้ยงหญิงสาวหยุดและหันไปตามเสียงเรียกพบกับบุรษร่างสูงใต้หน้ากากเดินมาหยุดตรงนางเช่นกัน

             

            "ให้ข้าไปส่งท่านเถิด"ชายหนุ่มพูดความต้องการของตนเอง

             

            "เหตุใดต้องให้ท่านส่ง"

             

            "ท่านคงมีเรื่องอยากจะพูดกับข้าหลายอย่างให้ข้าไปส่งท่านที่จวนเถิด ท่านหญิง"

             

            เรื่องนั้นก็เป็นเรื่องจริงนางมีเรื่องอยากจะคุยกับคนคนนี้ให้รู้เรื่องอยากรู้ความต้องการที่แท้จริงที่เขามีต่อนางให้ชัดเจนจะได้พูดคุยตกลงผลประโยชน์กันไปเลย ไม่ใช่มาแสดงละครว่ารักใคร่กันเช่นนี้

             

            "เชิญแม่ทัพหวงนำไปเลยเจ้าค่ะ"เสียงหวานเอ่ย ร่างสูงก้มหัวเล็กน้อย ก่อนจะเดินนำร่างเล็กไปยังรถม้าของนางเองเขาให้นางขึ้นไปนั่งก่อน ส่วนตัวเองก็ขึ้นตามไป

             

            ภาพเหล่านั้นล้วนอยู่ในสายตาของผู้คนที่มาร่วมงานคิดว่าไม่นานคงจะมีข่าวลือใหม่กลบข่าวลือเก่าออกไปเป็นแน่

             

            "ท่านต้องการอะไรจากข้าหรือตระกูลจ้าวหรือ" หญิงสาวถามตรงประเด็นจนชายหนุ่มต้องหันมามองหากแต่รอยยิ้มของเขากลับทำให้นางสับสนนั่นดูไม่ใช่รอยยิ้มของคนที่อยากหาประโยชน์จากนางเลยสักนิด

             

            "ข้าไม่ได้ต้องการอะไรจากท่าน"

             

            "แล้วแคว้นลี่ไม่ได้ต้องการหรือ"

             

            "ท่านหญิงเรื่องของแคว้นลี่ล้วนไม่เกี่ยวกับข้า อาจจะจริงที่ตอนนี้ข้าเป็นแม่ทัพของแคว้นแต่มันก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของข้าเสียหน่อย"

             

            "จะบอกว่าท่านมีใจให้ข้าจริงหรือ"

             

            "แล้วถ้าจริงท่านจะทำเช่นไร จะต่อว่าข้า หรือหลบหน้าหายไปเลย"

             

            "ข้าจะหลบหน้าท่านทำไมเจ้าคะอีกไม่นานท่านก็กลับแคว้นแล้ว"

             

            "กลับ...หรือ?" ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอด้วยท่าทางแปลกๆ แต่นางก็ไม่ได้ใส่ใจนัก

             

            "ท่านรู้ใช่หรือไม่ว่าท่านฆ่าคนรักของข้าแล้วเช่นนั้นจะให้ข้าทำใจรักท่านหรือ"

             

            "ก็ไม่คิดว่ามันจะง่ายขนาดนั้นและไม่คิดว่าท่านจะให้อภัยคนเช่นข้าด้วย" ร่างสูงหันหน้ามามองสบตานางด้วยแววตาที่ดูเศร้าอย่างประหลาดราวกับรู้สึกผิดกับนางอยู่เต็มอก

             

            "จ้าวซินเยว่แต่ข้าคิดว่าสักวันเจ้าคงจะเข้าใจในสิ่งที่ข้าทำว่าตัวข้าเป็นทหารในยามที่ข้าเลือก ก็ย่อมต้องหน้าที่มาก่อนเรื่องส่วนตัวเป็นตัวข้าเองที่เสียใจกว่าใครแต่ถ้าหากข้าหนีเลือกทิ้งหน้าที่วันนั้นข้าก็คงไม่ได้มาพบเจ้าในวันนี้รู้ใช่ไหมว่าทหารหนีทัพ มีโทษถึงตาย"

             

            หญิงสาวจ้องชายหนุ่มอย่างสับสนนางไม่เข้าใจว่าบุรุษผู้นี้จะมาพูดเรื่องแบบนี้กับนางทำไม ใช่ว่านางจะไม่รู้ว่ากฎของทหารนั้นมีมากมายเพียงใดแต่การที่เขามาพูดกับนางเช่นนี้ มันคืออะไรกันแน่

             

            แล้วยังคำเรียกแทนตัวเองกับนางที่เปลี่ยนไปนั่นอีก

             

            แต่นางก็ยังคงสบตาคู่นั้นไม่ละเช่นเดียวกับที่เขามองนาง

             

            "หากท่านจะหมายถึงการฆ่าฟันในสงครามข้าย่อมเข้าใจเพราะมันคือหน้าที่แต่จะให้ข้าไม่แค้นเลยก็คงจะทำได้ยากข้ารักบุรุษผู้นั้นเกินกว่าที่ตัวข้าจะรู้เสียอีก เช่นนั้นข้าอาจจะไม่เปิดใจให้ท่านก็ได้" ใบหน้าสวยแสดงความเศร้าออกมา

             

            นางรู้ว่านั่นคือสงครามย่อมต้องมีคนตายหากไม่ฆ่าก็จะถูกฆ่าอยู่ดี เพียงแต่ครั้งนั้นเป็นเฉินจือหานที่ต้องตายการสูญเสียไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะรับมือได้ง่ายอย่างปากพูดต่อให้เข้าใจก็ใช่ว่าคนทุกคนจะรับและทำใจได้ทันที

             

            ล้วนต้องใช้เวลาทั้งนั้น

             

            "ตอนนี้ก็ยังรักเฉินจือหานอยู่หรือ"

             

            "เจ้าค่ะข้ารักเขา รักเฉินจือหานผู้นั้น"

     

     

    #####

    คล้ายกับเรื่องเฝ้ารักจันทร์เสี้ยว ที่คุณอ่าน