ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]

    บทที่ 96 หลี่เชาไห่ แผนกผู้ป่วยวิกฤต

    ไม่นึกเลยว่าชายวัยกลางคนตรงหน้าจะเป็นพ่อของเพื่อนร่วมชั้นของผม แถมหลี่เสี่ยวหมิ่นยังอยู่ในอาการโคม่า ใกล้ตายเต็มที

            อาจารย์เองก็คงสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของผมจึงถามขึ้นมา “เสี่ยวเจียง นายรู้จักเธอเหรอ”

            ผมพยักหน้าทันที “หลี่เสี่ยวหมิ่นเป็นเพื่อนร่วมชั้นของผมครับเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเป็นวันเกิดของเธอ เธอชวนผมไปด้วย แต่วันนั้น อาจารย์พาผมไปศาลหลักเมือง”

            เมื่อผมพูดจบชายวัยกลางคนตรงหน้าดูประหลาดใจ “น้องชายนายเป็นเพื่อนร่วมชั้นของเสี่ยวหมิ่นเหรอ”

            “ใช่ครับ ลุงหลี่ ผมได้ยินข่าวของเสี่ยวหมิ่นแล้วสถานการณ์ของเธอแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ” ผมขมวดคิ้วถาม

            เพราะเป็นพ่อของเพื่อนร่วมชั้นผมจึงเรียกเขาว่า ‘ลุงหลี่’

            เมื่อได้ยินคำถามของผมดวงตาของลุงหลี่ก็แดงก่ำ “อาการของเธอแย่มากเธอกับนักศึกษาชายอีกคนถูกพบตัวตอนที่พวกเขาแทบไม่เหลือเรี่ยวแรง ตอนนี้อยู่ในโรงพยาบาล ตรวจร่างกายแล้วก็ไม่พบอาการผิดปกติใดๆ นอกจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ภายนอกก็ไม่มีบาดแผลอะไรเลย แต่สัญญาณชีพของเธอกลับอ่อนลงเรื่อยๆ หมอบอกว่าอาจไม่รอดคืนนี้...

            “แพทย์หมดหนทางแล้ว ผมได้ยินจากเสี่ยวอู๋ว่าอาจารย์ซ่งเป็นปรมาจารย์ที่เก่งที่สุดในแถบนี้ บางที อาจารย์อาจช่วยลูกสาวผมได้ ขอร้องเถอะครับอาจารย์ซ่งช่วยเสี่ยวหมิ่นด้วย ค่ารักษาเท่าไหร่ผมไม่เกี่ยงขอแค่ช่วยชีวิตเธอได้ก็พอ เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของผมได้โปรดเถอะครับ!” พูดจบลุงหลี่ก็ทำท่าจะคุกเข่าต่อหน้าอาจารย์ทันที

            ความรักที่เขามีต่อลูกสาวเห็นได้ชัดเจนเพียงนี้

            อาจารย์รีบคว้ามือเขาไว้ก่อนจะกล่าวเสียงหนักแน่น “คุณหลี่อย่าทำแบบนี้ ฉันทำมาหากินกับอาชีพนี้หากช่วยได้ต้องช่วยอยู่แล้ว ยิ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นของศิษย์ยิ่งต้องช่วย เอาอย่างนี้ เราไปโรงพยาบาลกันก่อน ระหว่างทางคุณเล่ารายละเอียดที่รู้ให้ฉันฟัง จะได้หาวิธีจัดการได้ตรงจุด”

            “ได้ครับๆ!”

            พ่อของหลี่เสี่ยวหมิ่นยังคงเล่ารายละเอียดต่อไป

            อาจารย์หันมาสั่งให้ผมขึ้นไปเอาถุงผ้าสีเหลืองจากห้องของเขา

            เมื่อได้ยินดังนั้นผมรีบวิ่งขึ้นไปชั้นบน ตรงไปยังห้องของอาจารย์

            ห้องของอาจารย์สะอาดและเป็นระเบียบมีโต๊ะเล็กตั้งอยู่มุมหนึ่ง

            ถุงผ้าสีเหลืองวางอยู่ข้างโต๊ะนั้น

            ขณะที่ผมเอื้อมมือไปหยิบถุงผ้าผมเหลือบไปเห็นบางอย่างบนโต๊ะของอาจารย์

            มีตุ๊กตากระดาษสามตัววางซ้อนกันอยู่

            ผมกวาดตามองผ่านๆแต่แล้วก็ต้องชะงัก

            เพราะหนึ่งในตุ๊กตากระดาษเหล่านั้นมีวันเดือนปีเกิดของผมเขียนอยู่

            อีกสองตัวก็มีเหมือนกันแต่ไม่ใช่ของผม

            ชื่อที่เขียนไว้บนกระดาษเหล่านั้นถูกหมึกสีแดงขีดฆ่าจนอ่านไม่ออก…

            ผมชะงักไปครู่หนึ่ง

            อาจารย์เขียนวันเดือนปีเกิดของผมลงบนตุ๊กตากระดาษทำไม

            มันดูแปลกชอบกลแต่ผมแค่จ้องมันอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่แตะต้อง ถึงอย่างนั้น ในใจก็อดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้

            ผมหยิบถุงผ้าแล้วเดินลงไปข้างล่างพบว่าอาจารย์และลุงหลี่เตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว

            เมื่อเห็นผมลงมาพวกเขาก็ออกจากร้านทันที

            ผมถือถุงผ้าติดตัวไปด้วยและพกอุปกรณ์ของตัวเองมาด้วยเช่นกัน

            อาจารย์ไม่ได้ขับรถของตัวเองแต่เลือกนั่งรถเบนท์ลีย์ของพ่อหลี่เสี่ยวหมิ่นแทน

            ชายหนุ่มที่มากับเขาเป็นคนขับรถส่วนตัว

            ระหว่างทางลุงหลี่อธิบายรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เขารู้ให้เราฟัง

            ผมนั่งฟังอยู่ที่เบาะข้างคนขับโดยไม่ได้พูดแทรก

            จากที่เขาเล่ามาทำให้ผมพอเข้าใจถึงสถานการณ์ของพ่อหลี่เสี่ยวหมิ่นและตัวเธอเอง

            พ่อของหลี่เสี่ยวหมิ่นชื่อหลี่เชาไห่ เป็นประธานบริษัท หมิงไท่ ไบโอเทค ซึ่งเป็นธุรกิจด้านเวชภัณฑ์

            พูดง่ายๆ คือเป็นคนที่มีเงินมหาศาล

            ส่วนหลี่เสี่ยวหมิ่นเป็นลูกสาวคนเดียวของเขา

            ตอนที่พวกเขาพบตัวเธอเธอและเฉินเฟิงนอนหมดสติอยู่ในสุสาน

            เพื่อนร่วมชั้นที่ไปด้วยกันทั้งหมดหกคนสี่คนเสียชีวิต

            ทุกศพไม่มีร่องรอยบาดแผลภายนอกแต่ร่างกายซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด

            ส่วนหลี่เสี่ยวหมิ่นและเฉินเฟิงนั้นตรงกับสิ่งที่ผมรู้มาก่อนหน้านี้พวกเขาหมดสติและยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งขณะนี้กำลังรับการรักษาในโรงพยาบาล

            ตำรวจได้เริ่มสืบสวนอย่างเต็มที่แล้วแต่ผลจะเป็นอย่างไรนั้นยังไม่มีใครรู้

            ทว่าตอนนี้หลี่เชาไห่ไม่ได้สนใจว่าต้นเหตุคืออะไร เขาแค่ต้องการให้ลูกสาวของเขาฟื้นขึ้นมาและมีชีวิตรอดให้ได้เท่านั้น

            แต่ทางโรงพยาบาลกลับจนปัญญา แม้จะใช้ยาใหม่ล่าสุดของบริษัทเขาก็ไม่สามารถปลุกเธอให้ฟื้นได้

            นี่จึงเป็นเหตุให้คนขับรถเสี่ยวอู๋ ออกปากแนะนำให้หลี่เชาไห่มาหาอาจารย์ของผม

            เขาบอกว่ามันอาจจะเป็น“โรคอาถรรพ์”

            หลี่เชาไห่ทำธุรกิจมาหลายสิบปีผ่านโลกมามากมาย แม้ตัวเขาเองจะไม่เคยประสบกับเรื่องลี้ลับโดยตรงแต่เขาก็เคยได้ยินมามากพอสมควร และมีความเคารพต่อสิ่งเหล่านี้

            เมื่อโรงพยาบาลไม่มีทางรักษาได้จริงๆเขาจึงจำต้องเชื่อคำแนะนำของเสี่ยวอู๋ รีบร้อนมาที่ร้านของพวกเราเพื่อติดต่ออาจารย์ของผมทันที

            ขณะนี้หลี่เสี่ยวหมิ่นอยู่ที่ห้องไอซียูของโรงพยาบาลเขตสอง

            เราไปถึงที่นั่นตอนสี่โมงเย็น

            หลี่เชาไห่นำพวกเราเดินตรงไปยังห้องไอซียูทันที

            ที่นี่เป็นห้องพิเศษสำหรับวีไอพีทั้งชั้นมีเพียงหกห้องเท่านั้น แต่ละห้องมีทีมแพทย์และพยาบาลที่ดีที่สุดประจำอยู่

            แค่ค่าห้องต่อวันก็มีมูลค่าหกหลักขึ้นไปแล้ว

            ห้องพักแบบนี้มีเพียงคนตระกูลหลี่ที่ร่ำรวยเท่านั้นที่สามารถจ่ายไหว

            ที่หน้าห้องมีชายในชุดสูทยืนคุมเชิงอยู่หลายคน และมีแพทย์หัวโล้นหลายคนกำลังยืนสนทนาเกี่ยวกับแนวทางการรักษาอยู่ที่หน้าห้อง

            เมื่อเห็นหลี่เชาไห่เดินเข้ามาพร้อมพวกเราพวกเขาต่างรีบเข้ามาทักทาย

            “ท่านประธานหลี่”

            “ท่านผู้บริหาร!”

            “คุณหลี่ครับ”

            “...”

            หลี่เชาไห่พยักหน้ารับก่อนจะชี้ไปยังห้องกระจกที่มีเครื่องช่วยชีวิตเต็มไปหมด

            ภายในห้องหลี่เสี่ยวหมิ่นถูกเสียบสายระโยงระยางมีอุปกรณ์ทางการแพทย์มากมายและมีพยาบาลคอยดูแลตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

            “อาจารย์ซ่งนี่คือลูกสาวของผม เสี่ยวหมิ่น”

            ผมมองผ่านกระจกเข้าไปข้างใน

            เห็นได้ชัดว่าหลี่เสี่ยวหมิ่นผอมลงมาก

            ใบหน้าของเธอเคยมีแก้มกลมเล็กๆแต่ตอนนี้กลับซูบตอบจนเห็นโหนกแก้มชัดเจน

            อาจารย์หรี่ตาลงมองเพียงแวบเดียวก็กล่าวขึ้น “พลังหยางอ่อนแออะไรขนาดนี้”

            คำพูดของอาจารย์เพิ่งจบลงพวกเราก็เห็นพยาบาลในห้องเริ่มตื่นตระหนก

            พยาบาลคนหนึ่งรีบกดปุ่มแจ้งเตือนฉุกเฉินทันที

            จากระยะไกลผมเห็นหน้าจอเครื่องวัดสัญญาณชีพที่แสดงอัตราการเต้นของหัวใจ ระดับออกซิเจนในเลือดและความดันโลหิต

            กราฟทั้งสามเส้นกลายเป็นเส้นตรงสนิทพร้อมเสียงเตือนดัง “ตี๊ดดดด”

            สีหน้าของผมเปลี่ยนไปทันทีนี่เป็นสัญญาณของภาวะหัวใจหยุดเต้น ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

            ในขณะเดียวกันพยาบาลคนหนึ่งรีบเปิดประตูออกมาตะโกนเสียงดัง

            “หัวหน้าหม่า!ผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น!”

            ทันทีที่คำพูดนี้ดังขึ้นสีหน้าของทุกคนที่อยู่หน้าห้องผู้ป่วยต่างซีดเผือดไปตามๆ กัน

            “เสี่ยวหมิ่น!” หลี่เชาไห่ร้องลั่นด้วยความตื่นตระหนก ลืมสนิทว่าเขาอยู่ต่อหน้าอาจารย์ซ่ง

            บรรดาแพทย์และพยาบาลที่เฝ้าเวรอยู่รีบกรูกันเข้าไปในห้องไอซียู

            ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่พยาบาลและแพทย์ที่ประจำอยู่ในชั้นนี้ก็ได้รับสัญญาณเตือนและรีบวิ่งมาสมทบ

            “เริ่มทำซีพีอาร์!”

            “เตรียมเครื่องกระตุ้นหัวใจ!”

            “ฉีดยากระตุ้นหัวใจเดี๋ยวนี้!”

            “...”

            แพทย์และพยาบาลรีบเข้าประจำตำแหน่งเริ่มกระบวนการช่วยชีวิตอย่างเป็นระบบ

            ภาพเหตุการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ผมเคยฝึกซ้อมมาหลายครั้งในมหาวิทยาลัย

            อาจารย์เคยกำชับเราเสมอว่าในกรณีฉุกเฉินแบบนี้ทุกวินาทีมีค่า หนึ่งวินาทีที่ช่วยไว้ได้ อาจหมายถึงหนึ่งชีวิตที่รอด

            แม้ผมจะไม่ได้สนิทกับหลี่เสี่ยวหมิ่นนักแต่พวกเราเรียนด้วยกันมาหลายปี และเคยช่วยเหลือกันในเรื่องการเรียนอยู่หลายครั้ง

            เห็นเธอตกอยู่ในสภาพนี้ผมอดไม่ได้ที่จะอยากช่วยเธอ

            “อาจารย์วิญญาณของหลี่เสี่ยวหมิ่นยังอยู่ไหม ยังช่วยได้หรือเปล่า”

            ในความเข้าใจของผมตราบใดที่วิญญาณยังอยู่ในร่าง นั่นหมายความว่าเธอยังไม่ตาย แต่หากวิญญาณหลุดออกไปแล้วก็ไม่มีทางช่วยได้อีก

            แพทย์สามารถรักษาร่างกายแต่ไม่สามารถรักษาวิญญาณได้

            อาจารย์ซ่งส่ายหน้าช้าๆ

            เมื่อเห็นอาจารย์ส่ายหน้าหัวใจของผมเย็นวาบ

            “อาจารย์หมายความว่า...หลี่เสี่ยวหมิ่นช่วยไม่ได้แล้วเหรอ” ผมถามด้วยน้ำเสียงตึงเครียด

            แม้ผมจะไม่ได้สนิทกับเธอมากนักแต่การได้เห็นเพื่อนร่วมชั้นที่เรียนมาด้วยกันหลายปีค่อยๆ ตายไปต่อหน้าต่อตามันทำให้ผมรู้สึกหดหู่และเศร้าใจไม่น้อย

            แต่แล้วอาจารย์ก็ส่ายหน้าอีกครั้ง

            “ไม่ใช่ว่าช่วยไม่ได้แต่...วิญญาณของเธอหายไปนานแล้ว”


             

    คล้ายกับเรื่องขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน