ไม่นึกเลยว่าชายวัยกลางคนตรงหน้าจะเป็นพ่อของเพื่อนร่วมชั้นของผม แถมหลี่เสี่ยวหมิ่นยังอยู่ในอาการโคม่า ใกล้ตายเต็มที
อาจารย์เองก็คงสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของผมจึงถามขึ้นมา “เสี่ยวเจียง นายรู้จักเธอเหรอ”
ผมพยักหน้าทันที “หลี่เสี่ยวหมิ่นเป็นเพื่อนร่วมชั้นของผมครับเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเป็นวันเกิดของเธอ เธอชวนผมไปด้วย แต่วันนั้น อาจารย์พาผมไปศาลหลักเมือง”
เมื่อผมพูดจบชายวัยกลางคนตรงหน้าดูประหลาดใจ “น้องชายนายเป็นเพื่อนร่วมชั้นของเสี่ยวหมิ่นเหรอ”
“ใช่ครับ ลุงหลี่ ผมได้ยินข่าวของเสี่ยวหมิ่นแล้วสถานการณ์ของเธอแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ” ผมขมวดคิ้วถาม
เพราะเป็นพ่อของเพื่อนร่วมชั้นผมจึงเรียกเขาว่า ‘ลุงหลี่’
เมื่อได้ยินคำถามของผมดวงตาของลุงหลี่ก็แดงก่ำ “อาการของเธอแย่มากเธอกับนักศึกษาชายอีกคนถูกพบตัวตอนที่พวกเขาแทบไม่เหลือเรี่ยวแรง ตอนนี้อยู่ในโรงพยาบาล ตรวจร่างกายแล้วก็ไม่พบอาการผิดปกติใดๆ นอกจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ภายนอกก็ไม่มีบาดแผลอะไรเลย แต่สัญญาณชีพของเธอกลับอ่อนลงเรื่อยๆ หมอบอกว่าอาจไม่รอดคืนนี้...
“แพทย์หมดหนทางแล้ว ผมได้ยินจากเสี่ยวอู๋ว่าอาจารย์ซ่งเป็นปรมาจารย์ที่เก่งที่สุดในแถบนี้ บางที อาจารย์อาจช่วยลูกสาวผมได้ ขอร้องเถอะครับอาจารย์ซ่งช่วยเสี่ยวหมิ่นด้วย ค่ารักษาเท่าไหร่ผมไม่เกี่ยงขอแค่ช่วยชีวิตเธอได้ก็พอ เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของผมได้โปรดเถอะครับ!” พูดจบลุงหลี่ก็ทำท่าจะคุกเข่าต่อหน้าอาจารย์ทันที
ความรักที่เขามีต่อลูกสาวเห็นได้ชัดเจนเพียงนี้
อาจารย์รีบคว้ามือเขาไว้ก่อนจะกล่าวเสียงหนักแน่น “คุณหลี่อย่าทำแบบนี้ ฉันทำมาหากินกับอาชีพนี้หากช่วยได้ต้องช่วยอยู่แล้ว ยิ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นของศิษย์ยิ่งต้องช่วย เอาอย่างนี้ เราไปโรงพยาบาลกันก่อน ระหว่างทางคุณเล่ารายละเอียดที่รู้ให้ฉันฟัง จะได้หาวิธีจัดการได้ตรงจุด”
“ได้ครับๆ!”
พ่อของหลี่เสี่ยวหมิ่นยังคงเล่ารายละเอียดต่อไป
อาจารย์หันมาสั่งให้ผมขึ้นไปเอาถุงผ้าสีเหลืองจากห้องของเขา
เมื่อได้ยินดังนั้นผมรีบวิ่งขึ้นไปชั้นบน ตรงไปยังห้องของอาจารย์
ห้องของอาจารย์สะอาดและเป็นระเบียบมีโต๊ะเล็กตั้งอยู่มุมหนึ่ง
ถุงผ้าสีเหลืองวางอยู่ข้างโต๊ะนั้น
ขณะที่ผมเอื้อมมือไปหยิบถุงผ้าผมเหลือบไปเห็นบางอย่างบนโต๊ะของอาจารย์
มีตุ๊กตากระดาษสามตัววางซ้อนกันอยู่
ผมกวาดตามองผ่านๆแต่แล้วก็ต้องชะงัก
เพราะหนึ่งในตุ๊กตากระดาษเหล่านั้นมีวันเดือนปีเกิดของผมเขียนอยู่
อีกสองตัวก็มีเหมือนกันแต่ไม่ใช่ของผม
ชื่อที่เขียนไว้บนกระดาษเหล่านั้นถูกหมึกสีแดงขีดฆ่าจนอ่านไม่ออก…
ผมชะงักไปครู่หนึ่ง
อาจารย์เขียนวันเดือนปีเกิดของผมลงบนตุ๊กตากระดาษทำไม
มันดูแปลกชอบกลแต่ผมแค่จ้องมันอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่แตะต้อง ถึงอย่างนั้น ในใจก็อดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้
ผมหยิบถุงผ้าแล้วเดินลงไปข้างล่างพบว่าอาจารย์และลุงหลี่เตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว
เมื่อเห็นผมลงมาพวกเขาก็ออกจากร้านทันที
ผมถือถุงผ้าติดตัวไปด้วยและพกอุปกรณ์ของตัวเองมาด้วยเช่นกัน
อาจารย์ไม่ได้ขับรถของตัวเองแต่เลือกนั่งรถเบนท์ลีย์ของพ่อหลี่เสี่ยวหมิ่นแทน
ชายหนุ่มที่มากับเขาเป็นคนขับรถส่วนตัว
ระหว่างทางลุงหลี่อธิบายรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เขารู้ให้เราฟัง
ผมนั่งฟังอยู่ที่เบาะข้างคนขับโดยไม่ได้พูดแทรก
จากที่เขาเล่ามาทำให้ผมพอเข้าใจถึงสถานการณ์ของพ่อหลี่เสี่ยวหมิ่นและตัวเธอเอง
พ่อของหลี่เสี่ยวหมิ่นชื่อหลี่เชาไห่ เป็นประธานบริษัท หมิงไท่ ไบโอเทค ซึ่งเป็นธุรกิจด้านเวชภัณฑ์
พูดง่ายๆ คือเป็นคนที่มีเงินมหาศาล
ส่วนหลี่เสี่ยวหมิ่นเป็นลูกสาวคนเดียวของเขา
ตอนที่พวกเขาพบตัวเธอเธอและเฉินเฟิงนอนหมดสติอยู่ในสุสาน
เพื่อนร่วมชั้นที่ไปด้วยกันทั้งหมดหกคนสี่คนเสียชีวิต
ทุกศพไม่มีร่องรอยบาดแผลภายนอกแต่ร่างกายซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนหลี่เสี่ยวหมิ่นและเฉินเฟิงนั้นตรงกับสิ่งที่ผมรู้มาก่อนหน้านี้พวกเขาหมดสติและยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งขณะนี้กำลังรับการรักษาในโรงพยาบาล
ตำรวจได้เริ่มสืบสวนอย่างเต็มที่แล้วแต่ผลจะเป็นอย่างไรนั้นยังไม่มีใครรู้
ทว่าตอนนี้หลี่เชาไห่ไม่ได้สนใจว่าต้นเหตุคืออะไร เขาแค่ต้องการให้ลูกสาวของเขาฟื้นขึ้นมาและมีชีวิตรอดให้ได้เท่านั้น
แต่ทางโรงพยาบาลกลับจนปัญญา แม้จะใช้ยาใหม่ล่าสุดของบริษัทเขาก็ไม่สามารถปลุกเธอให้ฟื้นได้
นี่จึงเป็นเหตุให้คนขับรถเสี่ยวอู๋ ออกปากแนะนำให้หลี่เชาไห่มาหาอาจารย์ของผม
เขาบอกว่ามันอาจจะเป็น“โรคอาถรรพ์”
หลี่เชาไห่ทำธุรกิจมาหลายสิบปีผ่านโลกมามากมาย แม้ตัวเขาเองจะไม่เคยประสบกับเรื่องลี้ลับโดยตรงแต่เขาก็เคยได้ยินมามากพอสมควร และมีความเคารพต่อสิ่งเหล่านี้
เมื่อโรงพยาบาลไม่มีทางรักษาได้จริงๆเขาจึงจำต้องเชื่อคำแนะนำของเสี่ยวอู๋ รีบร้อนมาที่ร้านของพวกเราเพื่อติดต่ออาจารย์ของผมทันที
ขณะนี้หลี่เสี่ยวหมิ่นอยู่ที่ห้องไอซียูของโรงพยาบาลเขตสอง
เราไปถึงที่นั่นตอนสี่โมงเย็น
หลี่เชาไห่นำพวกเราเดินตรงไปยังห้องไอซียูทันที
ที่นี่เป็นห้องพิเศษสำหรับวีไอพีทั้งชั้นมีเพียงหกห้องเท่านั้น แต่ละห้องมีทีมแพทย์และพยาบาลที่ดีที่สุดประจำอยู่
แค่ค่าห้องต่อวันก็มีมูลค่าหกหลักขึ้นไปแล้ว
ห้องพักแบบนี้มีเพียงคนตระกูลหลี่ที่ร่ำรวยเท่านั้นที่สามารถจ่ายไหว
ที่หน้าห้องมีชายในชุดสูทยืนคุมเชิงอยู่หลายคน และมีแพทย์หัวโล้นหลายคนกำลังยืนสนทนาเกี่ยวกับแนวทางการรักษาอยู่ที่หน้าห้อง
เมื่อเห็นหลี่เชาไห่เดินเข้ามาพร้อมพวกเราพวกเขาต่างรีบเข้ามาทักทาย
“ท่านประธานหลี่”
“ท่านผู้บริหาร!”
“คุณหลี่ครับ”
“...”
หลี่เชาไห่พยักหน้ารับก่อนจะชี้ไปยังห้องกระจกที่มีเครื่องช่วยชีวิตเต็มไปหมด
ภายในห้องหลี่เสี่ยวหมิ่นถูกเสียบสายระโยงระยางมีอุปกรณ์ทางการแพทย์มากมายและมีพยาบาลคอยดูแลตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
“อาจารย์ซ่งนี่คือลูกสาวของผม เสี่ยวหมิ่น”
ผมมองผ่านกระจกเข้าไปข้างใน
เห็นได้ชัดว่าหลี่เสี่ยวหมิ่นผอมลงมาก
ใบหน้าของเธอเคยมีแก้มกลมเล็กๆแต่ตอนนี้กลับซูบตอบจนเห็นโหนกแก้มชัดเจน
อาจารย์หรี่ตาลงมองเพียงแวบเดียวก็กล่าวขึ้น “พลังหยางอ่อนแออะไรขนาดนี้”
คำพูดของอาจารย์เพิ่งจบลงพวกเราก็เห็นพยาบาลในห้องเริ่มตื่นตระหนก
พยาบาลคนหนึ่งรีบกดปุ่มแจ้งเตือนฉุกเฉินทันที
จากระยะไกลผมเห็นหน้าจอเครื่องวัดสัญญาณชีพที่แสดงอัตราการเต้นของหัวใจ ระดับออกซิเจนในเลือดและความดันโลหิต
กราฟทั้งสามเส้นกลายเป็นเส้นตรงสนิทพร้อมเสียงเตือนดัง “ตี๊ดดดด”
สีหน้าของผมเปลี่ยนไปทันทีนี่เป็นสัญญาณของภาวะหัวใจหยุดเต้น ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
ในขณะเดียวกันพยาบาลคนหนึ่งรีบเปิดประตูออกมาตะโกนเสียงดัง
“หัวหน้าหม่า!ผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น!”
ทันทีที่คำพูดนี้ดังขึ้นสีหน้าของทุกคนที่อยู่หน้าห้องผู้ป่วยต่างซีดเผือดไปตามๆ กัน
“เสี่ยวหมิ่น!” หลี่เชาไห่ร้องลั่นด้วยความตื่นตระหนก ลืมสนิทว่าเขาอยู่ต่อหน้าอาจารย์ซ่ง
บรรดาแพทย์และพยาบาลที่เฝ้าเวรอยู่รีบกรูกันเข้าไปในห้องไอซียู
ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่พยาบาลและแพทย์ที่ประจำอยู่ในชั้นนี้ก็ได้รับสัญญาณเตือนและรีบวิ่งมาสมทบ
“เริ่มทำซีพีอาร์!”
“เตรียมเครื่องกระตุ้นหัวใจ!”
“ฉีดยากระตุ้นหัวใจเดี๋ยวนี้!”
“...”
แพทย์และพยาบาลรีบเข้าประจำตำแหน่งเริ่มกระบวนการช่วยชีวิตอย่างเป็นระบบ
ภาพเหตุการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ผมเคยฝึกซ้อมมาหลายครั้งในมหาวิทยาลัย
อาจารย์เคยกำชับเราเสมอว่าในกรณีฉุกเฉินแบบนี้ทุกวินาทีมีค่า หนึ่งวินาทีที่ช่วยไว้ได้ อาจหมายถึงหนึ่งชีวิตที่รอด
แม้ผมจะไม่ได้สนิทกับหลี่เสี่ยวหมิ่นนักแต่พวกเราเรียนด้วยกันมาหลายปี และเคยช่วยเหลือกันในเรื่องการเรียนอยู่หลายครั้ง
เห็นเธอตกอยู่ในสภาพนี้ผมอดไม่ได้ที่จะอยากช่วยเธอ
“อาจารย์วิญญาณของหลี่เสี่ยวหมิ่นยังอยู่ไหม ยังช่วยได้หรือเปล่า”
ในความเข้าใจของผมตราบใดที่วิญญาณยังอยู่ในร่าง นั่นหมายความว่าเธอยังไม่ตาย แต่หากวิญญาณหลุดออกไปแล้วก็ไม่มีทางช่วยได้อีก
แพทย์สามารถรักษาร่างกายแต่ไม่สามารถรักษาวิญญาณได้
อาจารย์ซ่งส่ายหน้าช้าๆ
เมื่อเห็นอาจารย์ส่ายหน้าหัวใจของผมเย็นวาบ
“อาจารย์หมายความว่า...หลี่เสี่ยวหมิ่นช่วยไม่ได้แล้วเหรอ” ผมถามด้วยน้ำเสียงตึงเครียด
แม้ผมจะไม่ได้สนิทกับเธอมากนักแต่การได้เห็นเพื่อนร่วมชั้นที่เรียนมาด้วยกันหลายปีค่อยๆ ตายไปต่อหน้าต่อตามันทำให้ผมรู้สึกหดหู่และเศร้าใจไม่น้อย
แต่แล้วอาจารย์ก็ส่ายหน้าอีกครั้ง
“ไม่ใช่ว่าช่วยไม่ได้แต่...วิญญาณของเธอหายไปนานแล้ว”