“อาจารย์! ท่านจะไม่ให้ข้าได้พักเลยหรือ แค่สองวันข้าก็เหนื่อยแทบขาดใจแล้วนะ!”
เสียงบ่นดังลั่นล่วงหน้ามาก่อนที่เจ้าของเสียงจะโผล่มาให้เห็น รอยยิ้มบางผุดขึ้นบนใบหน้าของจอมเวทรอยและเหล่ารุ่นพี่ที่รออยู่หน้าประตูทิศเหนือ
“อาจารย์ท่านอย่าไปเชื่อเขาเลยขอรับ ข้าเห็นรุ่นน้องคนนี้ซ้อมเวทอยู่ที่สนาม เหงื่อท่วมเลย”
รุ่นพี่ที่ไปตามตัวนิโคลัสรายงานด้วยรอยยิ้มขบขัน
“แต่ต้องยอมรับว่าเขาขยันจริง ๆ ทั้งสนามมีปีหนึ่งอยู่ไม่กี่คนเองนะขอรับ”
รอยหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนตอบ
“ข้ารู้ว่าเจ้ายังมีแรงเหลือ เลยต้องขอแรงเจ้ามาช่วย”
น้ำเสียงจริงจังของอาจารย์ทำให้นิโคลัสเลิกเล่นทันที เขารู้ดีตั้งแต่ตอนถูกเรียกตัวมาว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก
“รีบออกเดินทางกันเถอะ ตอนนี้เที่ยงกว่าแล้ว เรามีเวลาไม่มาก”
จาเร็ธเอ่ยสั้น ๆ ก่อนก้าวนำเข้าประตู บรรยากาศพลันเงียบลงทันที ความเคร่งเครียดแผ่กระจายไปทั่ว ทุกคนตระหนักว่าผลการค้นหาครั้งนี้จะเป็นตัวชี้ชะตาอาจารย์หลายคนในสถาบัน
เบื้องหน้าเป็นทุ่งหญ้าโล่งทอดยาวไปจนสุดสายตา มีแนวป่าโปร่งสลับกับพงหนาทึบอยู่ไกลออกไป
“นิค หน้าที่ของเจ้าคือค้นหาดัสค์วิง ส่วนเรื่องอื่นไม่ต้องกังวล ด้านความปลอดภัยให้เป็นหน้าที่ของรุ่นพี่ เจ้าเพียงทำหน้าที่ค้นหาให้ดีที่สุด ส่วนข้าและพวกอาจารย์จะไปตรวจสอบเสาโทเท็มของข่ายเวทที่แนวเขตด้านนอก”
รอยกล่าวชัดถ้อยชัดคำ
“ขอรับ”
นิโคลัสตอบรับ ก่อนถามต่ออย่างระมัดระวัง
“ข้าควรเริ่มจากเขตที่พวกมันปรากฏตัวก่อนใช่ไหมขอรับ?”
“ใช่ แม้มีเพียงสามเขตที่ถูกโจมตี แต่เจ้าต้องตรวจสอบให้ทั่ว ป้องกันไม่ให้มีตัวใดหลงเหลือ”
น้ำเสียงของรอยนิ่งสนิท แววตาเขามีแววกังวลชั่วขณะเมื่อมองนายน้อยของตน
“พื้นที่กว้างขนาดนี้ วันเดียวคงไม่เสร็จ พรุ่งนี้ข้าคงต้องขาดเรียน ท่านช่วยแจ้งอาจารย์ให้ข้าทีได้ไหมขอรับ?”
“ไม่ต้องห่วง ข้าเป็นหัวหน้าชั้นปีหนึ่งปีสองเชียวนะ ข้าแจ้งอาจารย์ประจำวิชาของเจ้าวันจันทร์กับอังคารไว้แล้ว”
จาเร็ธตอบอย่างใจดี
นิโคลัสพยักหน้า ก่อนเอ่ยอีกเรื่องที่เขาต้องการขออนุญาต
“อาจารย์ ข้าขอพื้นที่ส่วนตัวเล็กน้อยในตอนฝึกสัตว์ หวังว่าท่านจะเข้าใจ”
“แน่นอน ผู้ฝึกสัตว์ย่อมต้องการความสงบเพื่อไม่ให้สัตว์ตื่นกลัว พวกข้าเข้าใจดี แต่อย่าอยู่ห่างเกินไปก็แล้วกัน”
หัวหน้าอาจารย์ตอบพลางพยักหน้า รอยแย้มยิ้มบาง ๆ ราวกับรู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้กำลังปิดบังบางสิ่ง
ชายหนุ่มปล่อยนกกลางวันทั้งหมดออกมาทั้งหมด ปีกหลายสิบคู่กระพือพร้อมกันจนฝุ่นและใบไม้ปลิวว่อน
ซิลฟี่และเฟรย์บินวนเหนือศีรษะ ก่อนที่ซิลฟี่จะร้องเจื้อยแจ้ว
“นิค เจ้าจะให้พวกเราทำอะไร?”
“พาพวกเขาออกสำรวจตามเส้นทางเดินของเราไปก่อน เป้าหมายคือพวกค้างคาวที่โจมตีเราเมื่อคืน”
“เข้าใจแล้ว! แต่อย่าลืมรางวัลของพวกข้าด้วยนะ”
เสียงใสตอบพลางหัวเราะ ก่อนฝูงนกเกือบห้าสิบตัวพากันโผบินขึ้นสู่ฟ้า ราวกลุ่มเมฆเคลื่อนผ่านแสงตะวัน
“พวกเจ้าออกเดินทางได้ ถ้าเจอร่องรอยพวกมัน ให้ส่งสัญญาณกลับมาทันที”
จาเร็ธหันไปสั่งหัวหน้าทีม เฟลิกซ์ แครนมอนต์ นักศึกษาปีห้าระดับนักล่าเทียร์สองขั้นสมบูรณ์
เฟลิกซ์พาพวกปีสี่และปีห้ารวมสามสิบคนออกนำหน้า โดยมีนิโคลัสอยู่ตรงกลางเพื่อความปลอดภัย
เสียงของรอยดังขึ้นในหูนิโคลัสอย่างแผ่วเบาผ่านเวทกระซิบ
“เจ้าต้องเก็บค้างคาวพวกนั้นไว้บ้างนะ ถ้าสื่อสารกับพวกมันได้จะดีมาก ข้าอยากรู้ว่าพวกมันเข้ามาได้อย่างไร”
นิโคลัสเพียงยกมือขึ้นเล็กน้อยเป็นสัญญาณรับคำ คนอื่นเห็นก็เข้าใจว่าเขาแค่ยกมือทักลา
เมื่อเข้าสู่เขตป่าโปร่ง รุ่นพี่ที่นำหน้าเริ่มชะลอฝีเท้าเหมือนเกรงว่าเด็กปีหนึ่งจะตามไม่ทัน
“รุ่นพี่ ไม่ต้องห่วงข้าหรอก ท่านเร่งความเร็วได้เลย ข้าวิ่งออกกำลังทุกเช้าอยู่แล้ว”
เฟลิกซ์หันมามอง เห็นว่าอีกฝ่ายดูสบายดีจึงเร่งฝีเท้าขึ้นทีละน้อย
ผ่านไปไม่ถึงสิบนาทีเสียงร้องครวญดังขึ้นจากด้านหลัง
“เฟลิกซ์! เจ้าจะเร่งไปไหน พวกข้า...เป็นนักเวทนะโว้ย จะให้วิ่งแข่งกับพวกนักล่าได้ยังไง!”
เสียงหอบแฮ่กของนักเวทคนหนึ่งดังลั่น พร้อมเสียงครางของเพื่อนร่วมทีมอีกหลายคน
เฟลิกซ์หัวเราะแห้ง ๆ แล้วโบกมือให้หยุด
“ขอโทษที! พักสักครู่แล้วกัน”
เสียงถอนหายใจดังระงมทันทีที่กลุ่มหยุดพัก ต่างจากเด็กหนุ่มปีหนึ่งที่ยังดูนิ่งเหมือนเพิ่งเริ่มอบอุ่นร่างกาย
ระหว่างพัก นิโคลัสเรียกซิลฟี่ลงมา ก่อนสั่งให้ช่วยเรียกนกในละแวกนี้มาสอบถามและจะให้ร่วมออกค้นหา
เพียงไม่นาน ฝูงนกจากรอบป่าก็พากันเข้าร่วมจนมีจำนวนกว่า หนึ่งร้อยตัว บินวนอยู่เหนือศีรษะอย่างน่าตื่นตา
เมื่อถึงเขตแรกของห้องอัลลิคอร์น ห่างจากค่ายพักเล็กน้อย
นิโคลัสรีบขอตัวออกไปฝึกสัตว์ทันที
“พี่เฟลิกซ์ ข้าขอเวลาฝึกสัตว์พวกนี้สักสิบนาที ขอเพียงพื้นที่เงียบ ๆ ราวห้าสิบเมตรได้ไหมขอรับ?”
“ไม่มีปัญหา ต้องให้พวกข้าไม่ดูด้วยไหม?”
“ไม่จำเป็น พวกท่านดูได้ตามสบาย ข้าเพียงกลัวพวกมันจะตกใจเท่านั้นเอง”
รอยยิ้มบางผุดขึ้นบนใบหน้ารุ่นพี่หลายคนก่อนพากันกระจายตัวออกไปรอบบริเวณ เพื่อคุ้มกันในระยะปลอดภัย
นิโคลัสยกมือเรียกฝูงนกทั้งหมดลงมารวมกัน เขาหลับตา ฝึกฝนตำราสรรพสัตว์ ชั่วครู่กลิ่นหอมอันน่าหลงใหลเริ่มแผ่กระจายไปรอบบริเวณ แต่ยังถูกบังคับด้วยพลังในตำราให้จำกัดอยู่ในบริเวณนี้เท่านั้น
ไม่กี่อึดใจต่อมา เสียงกระพือปีกสงบลง สัตว์นับร้อยยืนนิ่งก่อนร่างเริ่มโอนเอนราวกับเคลิบเคลิ้ม ดวงตาพร่ามัวราวตกอยู่ในห้วงฝันสิบกว่านาทีผ่านไปอย่างเงียบงัน จนกระทั่งเขาหยุดลง พวกมันยังคงล่องลอยอยู่ในความสุขนั้นอีกครู่หนึ่งก่อนค่อย ๆ ฟื้นคืนสติ
“ไม่ต้องกังวล หลังจากช่วยงานข้าแล้ว ข้าจะให้ของขวัญแบบนี้อีก”
นิโคลัสเอ่ยเสียงนุ่ม
“ตอนนี้กระจายตัวออกไปค้นหาค้างคาวพวกนั้นในระยะสองกิโลเมตร ถ้าพบ ให้กลับมาแจ้งทันที อย่าทำร้ายพวกมัน เข้าใจไหม?”
เสียงร้องรับดังขึ้นพร้อมกันก่อนฝูงนกจะแยกย้ายออกไป บินผ่านยอดไม้สูง ลัดเลาะไปตามพงหนาเหมือนสายลมที่มีชีวิต
ซิลฟี่ไม่ได้ออกไปด้วยเนื่องจากเขาต้องการให้มันคอยเป็นล่ามเพื่อปกปิดความสามารถของตนเอง
เมื่อฝูงนกบินหายลับไปในป่า รุ่นพี่หลายคนเดินกลับเข้ามาด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“น่าสนใจจริง ๆ เจ้าควบคุมสัตว์พวกนี้ได้ง่ายดายขนาดนั้นเลยหรือ?”
นักล่าคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทึ่งมากกว่าสงสัย
เฟลิกซ์ที่เพิ่งตามมาถึงถามต่อทันที
“แล้วพวกเราควรออกไปช่วยค้นหาด้วยไหม?”
นิโคลัสส่ายหน้าเล็กน้อย
“ไม่จำเป็นหรอก พวกมันเชื่อถือได้ และจำนวนขนาดนี้ ต่อให้เป็นสัตว์เล็กแค่ไหนก็ไม่รอดสายตาแน่”
เขาหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนพูดต่อ
“แต่ข้ามีเรื่องจะรบกวน ขอให้พวกท่านช่วยล่าสัตว์กึ่งเวทเป็นมื้อเย็นให้พวกมันหน่อยก็แล้วกัน ไม่ต้องมาก กลางวันห้าตัว กลางคืนอีกห้าตัว พอให้พวกมันอิ่มกันก็พอ”
“ไม่มีปัญหา”
เฟลิกซ์ตอบทันที
“แถวนี้หาง่ายอยู่แล้ว”
เขาสั่งนักล่าและนักสู้สิบคนออกไปล่าสัตว์ ส่วนที่เหลือคอยคุ้มกันนิโคลัสในรัศมีรอบนอก
เวลาไหลผ่านอย่างเชื่องช้า เสียงลมพัดใบไม้คลออยู่รอบบริเวณ เหล่ารุ่นพี่เริ่มกระวนกระวายกับความเงียบที่ยืดยาวต่างจากเด็กหนุ่มปีหนึ่งที่นั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่กลางลานอย่างสงบนิ่ง
‘ถ้ารุ่นพี่รู้ว่าข้าสั่งให้นกพวกนั้นถ่วงเวลาไว้ คงโดนลากไปซ้อมแน่…’
นิโคลัสคิดในใจพลางยกยิ้มบาง เขาให้พวกนกกลับมารายงานช้าหนึ่งชั่วโมง เพื่อใช้เวลานี้สะสมมานาให้ได้มากที่สุด หากช้าเกินไปจะดูผิดสังเกต แต่หากเร็วจนเกิน เขาก็เสียโอกาสไปเปล่า ๆ
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ฝูงนกเริ่มทยอยกลับมาโดยไร้ผลใด ๆ
“ไม่พบแม้แต่เงา...”
เฟลิกซ์พึมพำอย่างผิดหวัง
เมื่อทุกตัวกลับมาครบ พวกเขาจึงย้ายเข้าสู่พื้นที่ถัดไป
นิโคลัสยังคงสะสมมานาอย่างต่อเนื่องแม้ระหว่างเดิน สีหน้าเขาไม่แสดงความเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย
พื้นที่ที่สองถูกสำรวจอย่างรอบคอบ หลายคนเริ่มทำใจว่าคงไม่พบอะไรอีก แต่เพียงไม่ถึงสิบห้านาทีหลังจากส่งฝูงนกออกไป หนึ่งในนั้นกลับบินวนกลับมาอย่างร้อนรน
นิโคลัสยื่นแขนให้มันเกาะ ซิลฟี่แปลเสียงของมันให้ทุกคนฟัง
“ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างไปเก้าร้อยเมตร มีโพรงต้นไม้ใหญ่ พวกมันอยู่ที่นั่น มันจะบินนำทางให้เราไป”
“ดีมาก!”
เฟลิกซ์หันไปสั่งทันที
“พวกเราจัดกลุ่มไล่ตามไป!”
นิโคลัสรีบเสริม
“ท่านเฟลิกซ์ ฝากเหลือคนไว้ที่นี่บ้าง เผื่อมีตัวอื่นมารายงานเพิ่ม... แล้ว ถ้าเป็นไปได้ ข้าขอให้พวกท่านช่วยจับเป็นสักหน่อยเถิด ข้าอยากศึกษาพวกมัน ในนามของผู้ฝึกสัตว์”
เขายิ้มบาง ๆ อย่างถ่อมตัว เพื่อไม่ให้ใครสงสัยเฟลิกซ์พยักหน้ารับ
“ไม่มีปัญหา แต่ข้าไม่มีถุงสัตว์เลี้ยงเลย พวกข้าคงไม่มีใครเตรียมมา”
“ข้ามีหลายใบ ท่านเอาไปใช้ได้เลย”
นิโคลัสหยิบถุงสัตว์เลี้ยงหลายใบส่งให้ จริง ๆ แล้วเขาไม่จำเป็นต้องใช้มันเลย เพราะเหล่าสัตว์ของเขาอยู่ในมิติภายในร่างกาย แต่เพื่อความแนบเนียน เขาจำเป็นต้องสร้างภาพให้เหมือนผู้ฝึกสัตว์ทั่วไป
การล่าดัสค์วิงเริ่มขึ้นอีกครั้งตลอดช่วงบ่ายจนถึงพลบค่ำ เสียงปีกค้างคาวดังระงมเป็นระยะ
พวกเขาค้นพื้นที่ทั้งสามเขตที่ติดชายแดนจนทั่ว และสามารถจับดัสค์วิงได้ถึงสามสิบห้าตัว จากจำนวนโดยประมาณห้าสิบกว่าตัวที่เคยหนีไปตามคำให้การของนักศึกษาทั้งสามห้อง
ยามค่ำ พวกเขายังสานต่อภารกิจภายใต้แสงจันทร์ ด้วยการใช้ฝูงนกกลางคืนของนิโคลัสเป็นหูตา การล่าดำเนินไปยากกว่ากลางวันมาก ทั้งความมืดและความไวของพวกค้างคาว แต่โชคดีที่เตรียมตาข่ายเวทมาด้วย ทำให้จับได้เพิ่มอีกหลายตัว
วันถัดมา พวกเขาใช้เวลาทั้งวันกวาดล้างพื้นที่จนทั่ว เมื่อกลับออกมาถึงประตูทิศเหนือ ค้างคาวห้าสิบตัวถูกเก็บแน่นอยู่ในถุงสัตว์เลี้ยง ถึงอาจจะมีหลงเหลือบ้าง แต่ถือว่าภารกิจนี้สำเร็จเกินคาด
จอมเวทรอยและเหล่าอาจารย์ที่ตรวจสอบเสาโทเท็มเสร็จก่อนแล้วรอพวกเขาอยู่ที่ลานหน้าประตู
เฟลิกซ์รีบรายงานผล
“พวกเราจับดัสค์วิงได้ทั้งหมดห้าสิบตัวขอรับ!”
จาเร็ธพยักหน้าช้า ๆ
“พวกเจ้าทำได้ดีมาก ขอบใจมากจริง ๆ”
แต่ใบหน้าของเขายังไม่คลายความกังวล
“ถึงเราจะมีพวกมัน แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานอื่นอยู่ดี...”
รอยที่กำลังสนทนากับนิโคลัสอยู่หันกลับมาพร้อมรอยยิ้มบาง
“หลักฐานอาจยังไม่มี... แต่ข้อมูลเรามีแล้ว”
เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้า ก่อนเรียกเสียงก้อง
“ซิลฟี่ ลงมาหน่อย”
เสียงปีกแหวกอากาศดังขึ้น ซิลฟี่บินลงมาเกาะที่ปลายไม้เท้าเวทของรอย
“ซิลฟี่ เจ้าเล่าสิ่งที่ได้ยินจากพวกดัสค์วิงให้พวกเราฟังหน่อยสิ”
นกน้อยเหลียวมองนิโคลัส เขาพยักหน้าให้เป็นสัญญาณ ซิลฟี่จึงเอ่ยขึ้น
“พวกมันบอกว่า มีคนจับพวกมันจากเขตนอก แล้วนำมาปล่อยไว้ในเขตฝึกฝน คนจับกับคนปล่อยไม่ใช่คนเดียวกัน พลังของคนจับสูงกว่ามาก พวกมันไม่เห็นหน้าคนจับในถ้ำ แต่เห็นหน้าคนที่ปล่อย และเมื่อเข้ามาอยู่ในนี้ พวกมันก็ใช้ชีวิตอย่างอิสระ เพราะไม่มีศัตรูตามธรรมชาติเลย”
เสียงซิลฟี่แผ่วลง ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ อาจารย์หลายคนหันมามองกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด การหาตัวคนทำเช่นนี้แทบเป็นไปไม่ได้
“รุ่นพี่ เราจะทำอย่างไรต่อไปดี การหาคนผิดไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ”
จาเร็ธเอ่ยเสียงหนัก รอยตอบโดยไม่ต้องคิด
“ทำไมจะยาก? เจ้าลืมแล้วหรือว่า พวกมันเห็นหน้าคนที่ปล่อย”
สายตาคมหันไปยังนิโคลัสและซิลฟี่
“เรามีนกแสนรู้ตัวนี้... และเจ้าหนูนั่น เจ้าคิดจริงหรือว่าจะตามหาคน ๆ นั้นไม่ได้?”
เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนพูดต่อเสียงเย็น
“และคนที่เข้ามาในเขตฝึกฝนเมื่อคืนก่อน ย่อมไม่ใช่นักศึกษาใหม่แน่... ตรวจสอบพวกนั้นเงียบ ๆ แล้วใช้พวกเขาเป็นเหยื่อล่อสิ”
คำพูดนั้นทำให้จาเร็ธนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนหัวเราะเบา ๆ อย่างโล่งใจ
“รุ่นพี่ยังเหมือนเดิมเลยนะ ท่านมีหนทางเสมอ”
รอยหันมาช้า ๆ แววตาเย็นเฉียบ
“ข้าเปลี่ยนไปแล้ว จาเร็ธ... สี่สิบปีในดินแดนที่พวกเจ้ารังเกียจว่าเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน มันสอนข้าว่า ความเมตตาไม่อาจปกป้องผู้บริสุทธิ์ได้”
จาเร็ธกลืนน้ำลายช้า ๆ ความเยือกเย็นในน้ำเสียงของชายชราตรงหน้าแตกต่างจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง รุ่นพี่ที่เขาเคยเคารพ—บัดนี้แผ่รัศมีที่ทำให้เขาขนลุกไปทั้งร่าง
เขาได้แต่หวัง... ว่าพายุที่กำลังก่อตัวในสถาบัน จะไม่รุนแรงเกินควบคุม
เมื่อกลับถึงสถาบัน จาเร็ธสั่งให้ทุกคนแยกย้ายกลับที่พัก โดยยังไม่ได้ออกคำสั่งใดเพิ่มเติม
ก่อนที่นิโคลัสกำลังจะเดินจากไป มีเสียงเวทกระซิบอันคุ้นเคยจะดังขึ้นในหัวอีกครั้ง
‘เจ้าฝึกดัสค์วิงพวกนั้นไว้เลยนะ เราต้องใช้มันจับตัวคนที่ปล่อยมันเข้ามา’
เขาถอนหายใจยาว ก่อนตอบกลับในใจอย่างเหนื่อยหน่าย
‘ท่านจะไม่ให้ข้าพักบ้างเลยหรือ?’
‘วิชาฝึกมานาขั้นสาม ถือเป็นค่าแรงครั้งนี้ของเจ้า พอใจหรือยัง’
เพียงเท่านั้น เด็กหนุ่มก็แทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ใบหน้าฉายรอยยิ้มกว้าง ก่อนพยักหน้ารับแรง ๆ ราวกับเด็กที่ได้ของเล่นชิ้นใหม่
ในบรรดาวิชาทั้งหมดที่เขาเฝ้ารอ “วิชาฝึกมานาขั้นสาม” คือสิ่งที่อยากได้มากที่สุดในเวลานี้
ตามปกติแล้ว วิชานี้เป็นระดับที่ นักเวทเทียร์สาม ใช้ฝึกสะสมมานา ส่วน นักเวทฝึกหัด เทียร์สอง หากฝึกจะมีแต่เสียแรงเปล่า เพราะต้องใช้พลังจิตและสมาธิสูงล้ำในการควบคุมการไหลของมานา รวมถึงคลังมานาอันน้อยนิด หากพลาดเพียงนิดเดียว ร่างคงไม่อาจรับแรงกดดันได้จนอาจกลายเป็นการทำร้ายตนเอง
ดังนั้น คนส่วนใหญ่จึงไม่มีใครฝึกข้ามขั้น ยกเว้นคนประหลาดอย่างเช่น นิโคลัส
คืนนั้น เขาเริ่มลงมือฝึกสัตว์ทันที ภายในห้องพักเงียบสงบ นิโคลัสปล่อยค้างคาวสองสามตัวออกมาเพื่อทดลอง
เพราะไม่เคยฝึกตำราสรรพสัตว์กับสิ่งมีชีวิตประเภทนี้มาก่อน เขาจึงไม่แน่ใจว่าพลังจะได้ผลหรือไม่ ก่อนหน้านี้เขาขอให้ซิลฟี่สอบถามข้อมูลจากพวกมันแทน เพื่อไม่ให้ใครรู้ถึงความลับของตำรา
เมื่อคลื่นพลังจากตำราสรรพสัตว์แผ่กระจายออกไป เสียงปีกค้างคาวพลันสงบลงพวกมันลอยตัวนิ่งกลางอากาศ ดวงตาแดงฉานสั่นไหวชั่วขณะ ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นแววอ่อนโยนราวตกอยู่ในภวังค์
นิโคลัสมองภาพนั้นอย่างพึงพอใจ
“ดูเหมือนจะใช้ได้ผล...”
เขาพึมพำเบา ๆ พลางเก็บรายละเอียดการตอบสนองไว้ในใจ
‘คงเพราะพวกมันยังเป็นเพียงเทียร์หนึ่งเท่านั้น เลยควบคุมง่ายสินะ...’
ความคิดนั้นแล่นผ่านหัว ก่อนตามมาด้วยประกายสนใจใหม่
‘งั้นคงต้องหาโอกาสทดลองกับสัตว์อสูรระดับสูงกว่านี้บ้างแล้ว’
แผนการใหม่เริ่มก่อตัว เขาจะลองเข้าไปที่เขตผู้ฝึกสัตว์ในเร็ว ๆ นี้
ไม่นาน ค้างคาวทั้งหมดถูกนำออกมาฝึกด้วยตำราสรรพสัตว์อย่างเต็มรูปแบบ พลังในห้องสั่นสะเทือนเบา ๆ ราวกับมีสายลมเวทพัดผ่าน
ระหว่างที่ฝึก เขาได้รับข้อมูลจำนวนมากจากการสื่อสารทางจิตกับพวกมัน
ทั้งเรื่องที่ถูกจับและปล่อยตัว รวมถึงคำบรรยายภาพของพื้นที่นอกเขตฝึกฝนและสัตว์อสูรนานาชนิดในพื้นที่นั้น
เมื่อรวมกับข้อมูลก่อนหน้านี้และความรู้ด้านภูมิศาสตร์ของจักรวรรดิวาลเดียที่เขาอ่านมา ทุกอย่างก็สอดคล้องกันอย่างน่าประหลาด
นิโคลัสลืมตาขึ้นช้า ๆ สายตาแฝงแววครุ่นคิด
“แสดงว่า... มันไม่ใช่ป่าวาเรนธิลทางเหนือของเมืองหลวงจริง ๆ”
เสียงพึมพำนั้นแผ่วเบา ทว่าแฝงความแน่วแน่ในแววตาราวกับเด็กหนุ่มผู้นี้ เริ่มก้าวสู่เส้นทางใหม่ที่ไม่มีวันย้อนกลับอีกต่อไป