พิธีอภิเษกสมรสระหว่างคุณชายอี้เจ๋อกับซูเหม่ยเป็นไปอย่างเรียบง่าย ท่ามกลางแขกเหรื่อเพียงไม่กี่คนพิธีดำเนินไปอย่างเรียบร้อยจนกระทั่งใกล้เวลาเสร็จสิ้นพิธีสิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดก็เกิดพร้อมๆ กันถึงสองอย่าง
....การปรากฏตัวหวังหย่งพร้อมด้วยองค์หญิงหนิงอันและที่สร้างความแปลกใจให้กับทุกคนมาที่สุด นั่นก็คือ การมาของพระมเหสีลู่เฟย....
หวังหย่งพร้อมด้วยองค์หญิงหนิงอันเข้ามาในช่วงของงานเลี้ยงหลังเสร็จสิ้นพิธีการใต้เท้าหลิวที่ดูจะออกอาการหัวเสียอยู่ตลอดเวลา กลับยิ้มออกมาได้เมื่อเห็นคนทั้งสองเข้ามา
คนทั้งสองเข้าไปแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาวแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรออกมา คุณชายชิงอวิ้นก็เดินมาสมทบเสียก่อน
“พวกเจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร” คุณชายชิงอวิ้นไม่พอใจนักที่เห็นคนทั้งสองปรากฏตัวขึ้นในงาน
“น้องชายของข้าแต่งงานทั้งทีแต่ข้ากลับไม่ได้รับเชิญ เช่นนี้แล้ว จะให้ข้านิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร” องค์หญิงตอบกลับไปอย่างไม่ใยดี
เมื่อเห็นทั้งสองฝ่ายเริ่มปะทะคารมกันแล้วคุณชายอี้เจ๋อจึงรีบตัดบท
“ขอบพระทัยพี่หญิงมากที่อุตส่าห์มาแสดงความยินดีกับข้า ข้าตั้งไปบอกเรื่องนี้กับพี่หญิงด้วยตัวเอง แต่กลับพบว่า ที่ตำหนักของท่านพี่มีเพียงสาวรับใช้เท่านั้น” คุณชายอี้เจ๋อจ้องตาองค์หญิงเขม็งเหมือนกำลังขอคำอธิบาย
“ใครกันจะทนอุดอู้อยู่แต่ในตำหนักของตัวเองโดยมีทหารของพวกเจ้าจับตาดูอยู่ทั้งวันทั้งคืนได้เล่า แต่พวกเจ้าไม่ต้องห่วงหรอกพี่ออกมาแป๊บเดี่ยว เดี๋ยวก็กลับไปแล้ว” องค์หญิงพยายามยั่วโมโหและดูเหมือนว่าจะได้ผล เมื่อคุณชายชิงอวิ้นแสดงอาการฉุนเฉียวออกมา
“เจ้าไม่มีสิทธิไปไหนทั้งนั้นถ้าข้าไม่อนุญาต”
“ก็ช่วยไม่ได้ ทหารของท่านพี่หละหลวมเองจะมาโทษน้องได้เช่นไรกัน”
“นี่เจ้า...”
“เอาละๆๆ หยุดเลยทั้งสองคน” หวังหย่งพยายามห้ามคนทั้งสองไม่ให้เลยเถิดไปกว่านี้ “วันนี้เป็นวันมงคลเรื่องอื่นเราเก็บไว้ค่อยสะสางกันทีหลังเถอะ ตอนนี้ผู้คนเริ่มหันมามองกันแล้วพวกเรามาในวันนี้ก็เพื่อมาอวยพรให้กับคู่บ่าวสาว เสร็จแล้วเราก็จะกลับไปไม่อยู่รบกวนพวกท่านหรอก” หวังหย่งจูงมือองค์หญิงไปอวยพรคู่บ่าวสาวพร้อมกับพูดคุยกับซูเหม่เพียงเล็กน้อย ก่อนจะถอยออกไปโดยมีใต้เท้าหลิวรอต้อนรับอยู่
“นี่แสดงว่าพวกมันอยู่ด้วยกันตลอด” คุณชายชิงอวิ้นตั้งข้อสังเกต
“และดูเหมือนว่าทุกคนที่นี่จะรู้เรื่องนี้ดี” คุณชายอี้เจ๋อเสริมขึ้นมา
“เช่นนี้แล้วแผนการของเราคงจะยากขึ้นไปอีก”
“ท่านพี่ไม่ต้องเป็นห่วงข้าจะต้องทำให้สำเร็จให้จงได้” คุณชายอี้เจ๋อกล่าวพร้อมกับหันกลับไปมองหน้าซูเหม่ยที่นั่งหวาดกลัวอยู่ข้างๆ
หลังจากนั้นเพียงไม่นานสิ่งที่สร้างความแปลกประหลาดใจให้กับทุกคนก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
พระมเหสีลู่เฟยเข้ามาในงาน
นับเป็นครั้งแรกที่ทุกคนได้พบกับนางหลังจากการสวรรคตของท่านอ๋อง สีหน้าของนางในเวลานี้ ดูสงบเยือกเย็น ไร้อารมณ์ใดๆแต่กลับแฝงไว้ด้วยแววตาแห่งความสุข
นางตรงไปยังคู่บ่าวสาวในทันทีโดยมีคุณชายชิงอวิ้นตามประกบติด
หลังจากรับการเคารพจากคู่บ่าวสาวแล้วนางมีคำอวยพรเล็กๆ ให้กับคนทั้งสอง ก่อนที่คุณชายชิงอวิ้นจะเริ่มพูดขึ้น
“เสด็จแม่มาได้อย่างไร”
“นี่พวกเจ้ายังคิดว่าข้าเป็นเสด็จแม่อยู่อีกหรือถึงขนาดอภิเษกโดยไม่ได้บอกกล่าวกับข้าเลย”
“ลูกๆไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนของเสด็จแม่”
“รบกวนอย่างนั้นรึ งานแต่งของลูกข้าทำไมถึงเรียกว่าเป็นการรบกวนด้วยละ”
“อย่าลืมสิว่าเสด็จแม่ทิ้งพวกเราไปก่อนนะ” คุณชายชิงอวิ้นเอ่ยออกมาอย่างน้อยใจ
“เพราะคิดเช่นนั้นพวกเจ้าก็เลยคิดจะทิ้งข้าบ้างสินะ”
“มันไม่สำคัญหรอกว่าใครจะคิดอย่างไรแต่พวกเราทุกคนยังคงคิดถึงเสด็จแม่อยู่ตลอดเวลา”
“คำพูดของเจ้ามันยังคงไร้ซึ่งความจริงใจเช่นเดิมเลยนะคงเพราะสิ่งที่พวกเจ้ากำลังกระทำอยู่กระมังจึงให้เสด็จแม่มาอยู่ร่วมกับพวกเจ้าไม่ได้”
ไม่มีคำตอบออกจากปากของคุณชายชิงอวิ้น
“เจ้าคิดหรือว่าแผนโง่ๆครั้งแล้วครั้งเล่าของเจ้า คนอื่นเขาจะไม่รู้ หากคิดได้เพียงแค่นี้ จงล้มเลิกความมักใหญ่ใฝ่สูงของพวกเจ้าเสียเถอะเสด็จแม่ไม่อยากเป็นต้องมาทำพิธีศพของพวกเจ้าในตอนหลัง”
“เสด็จแม่เป็นแม่ภาษาอะไรนอกจากไม่เคยสนับสนุนลูกๆ แล้ว ยังสาปแช่งกันถึงเพียงนี้”
“คนอย่างเจ้าไม่เคยฟังใครและจะไม่ฟังใครเช่นนี้ต่อไป แบบนี้จะมีใครที่ไหนกล้ามาสนับสนุนเจ้าอีกเล่าบางทีเสด็จแม่ก็แอบคิดนะว่า เจ้าได้ความดื้อรั้นเช่นนี้มาจากผู้ใดจากเสด็จพ่อก็ไม่ใช่ จากเสด็จแม่ก็ไม่ใช่ จนบางทีเวลาจ้องมองพวกเจ้าข้าก็อดสงสัยไม่ได้ ว่าเจ้าสองคนเป็นลูกๆ ของข้าจริงหรือเปล่า”
เห็นได้ชัดว่าคำพูดประโยคนี้ทำให้คุณชายชิงอวิ้นโกรธเป็นอย่างมากแต่ก่อนที่จะบันดาลโทสะออกมา หวังหย่งกับองค์หญิงหนิงอันที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่รีบเข้ามาแทรกกลางระหว่างพวกเขา ก่อนที่จะพระมเหสีจะเสด็จออกจากงานไปโดยมีหวังหย่งและองค์หญิงหนิงอันตามไปส่ง และพวกเขาก็ไม่กลับมาในงานอีกเลย
.............................................
คุณชายอี้เจ๋อเข้ามาอยู่ในเมืองเหอผิงได้หลายวันแล้วแต่หลังจากเสร็จสิ้นพิธีอภิเษกสมรส คุณชายก็ไม่ได้พบกับใต้เท้าหลิวอีกเลยตำหนักที่อยู่ก็ห่างไกลจากชุมชนพอสมควร อีกอย่างการวางผังเมืองของที่นี่จะผิดแผกแตกต่างไปจากที่อื่นค่อนข้างมากทำให้โอกาสที่เขาจะไปพบปะกับผู้คนจึงเป็นไปได้ยากยิ่งนัก ที่สำคัญหลายวันที่เข้ามาอยู่ เขาไม่เคยได้มีโอกาสพบปะกับขุนนางคนใดเลย ในทุกๆ วันเขาก็จะพบเพียงแค่ซูเหม่ยและสาวรับใช้เพียงแค่สองสามคนเท่านั้น
แม้จะรู้ดีว่า ตัวเขานั้นไม่เป็นที่ยอมรับของใต้เท้าหลิวแต่การกระทำเช่นนี้ ย่อมส่งผลถึงซูเหม่ยด้วย เหตุไฉนใต้เท้าหลิวจึงใจจืดใจดำเช่นนี้ ถึงกระนั้นในใจของคุณชายอี้เจ๋อก็ไม่ได้มีความรักต่อซูเหม่ยแม้แต่น้อยสิ่งที่เขาหวังก็เพียงแค่การดำเนินการตามแผนการของเท่านั้น และเขาก็รู้ดีว่าซูเหม่ยเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน
หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปนานๆโอกาสที่จะดำเนินการตามแผนในขั้นตอนต่อไปก็คงจะเป็นไปได้ยาก คงไม่มีวิธีไหนอีกแล้วที่จะดีไปกว่า การทำดีกับซูเหม่ยให้มากๆ
เช้านี้เขายังไม่ได้พบกับซูเหม่ยเลยอันที่จริง พวกเขาใช้เวลาอยู่ด้วยกันน้อยมาก หากนับเฉพาะในตอนกลางวันพวกเขาแทบจะไม่ได้พบหน้ากันเลยจะมีก็เพียงแค่ในยามค่ำคืนเท่านั้นที่พวกเขาจะอยู่ด้วยกันแต่นั่นก็เพียงแค่การปฏิบัติตัวฉันสามีภรรยากันเท่านั้น ไม่มีเรื่องอื่นเข้ามาปะปน
คุณชายอี้เจ๋อออกจากห้องหนังสือไปหาซูเหม่ยที่ห้องพักส่วนตัวเขาก็พบกับภรรยาของตัวเองที่นั่งเศร้าอยู่ริมหน้าต่างโดยมีสาวรับใช้คอยปรนนิบัติเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น เมื่อเห็นคุณชายเข้ามา สาวรับใช้ก็รีบปลีกตัวออกปล่อยปล่อยให้คนทั้งสองอยู่กันตามลำพัง
“ทำไมเจ้าจึงเศร้าขนาดนี้แต่งงานกับข้าแล้วไม่มีความสุขหรือ” คุณชายเข้ามานั่งใกล้ๆ ซูเหม่ย
“เปล่าเพค่ะคุณชายดีกับหม่อมฉันขนาดนี้ จะไม่มีความสุขได้อย่างไร”
“แล้วอะไรที่ทำให้เจ้าต้องมานั่งเศร้าอยู่เช่นนี้”
“หม่อมฉันกำลังคิดว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้คุณชายมีความสุขมากกว่า เพราะทุกวันจะเห็นว่าคุณชายเอาแต่จดจ่ออยู่กับตำรับตำรา หาได้สนใจอย่างอื่นไม่ไม่เว้นแม้กระทั่ง ตัวของหม่อมฉันเอง คุณชายก็ไม่เคยใส่ใส่ เช่นนี้แล้วหม่อมฉันก็มีความผิดที่ให้ความสุขกับคุณได้ไม่ดีเท่ากับตำราพวกนั้น”
“ฮ่าๆ เจ้าคิดมากไปแล้วตัวข้านั้นเติบโตมากับกองตำราสูงท่วมหัว ข้าก็เลยเคยชินกับเรื่องแบบนี้ยิ่งได้มาเจอตำราใหม่ๆ ที่ท่านพ่อของเจ้าส่งมาให้ ข้าก็เลยลืมตัว เอางี้ก็แล้วกันต่อไป ข้าจะใส่ใจเจ้าให้มากๆ นะ”
“หากทำแล้วมีความสุขคุณชายก็ทำต่อไปเถอะ หม่อมฉันเข้าใจดี ว่าแต่คุณชายมาหาหม่อมฉันถึงในห้องเช่นนี้มีธุระอะไรหรือเพค่ะ”
“ข้าจะมาหาภรรยาของข้าไม่ได้หรืออย่างไร”
“ได้สิเพค่ะ เพียงแต่ว่า..”
“เอาละๆๆ ข้าจะไม่ปิดบังเจ้า อันที่จริงข้ามาอยู่ที่นี่ก็หลายวันแล้วแต่ไม่เคยเห็นมีใครมาหาเจ้าเลย ที่สำคัญ ท่านพ่อก็ไม่เคยแวะเวียนมาหาพวกเราเลยเช่นนี้เจ้าคิดว่าไม่แปลกหรือ”
“ไม่หรอกเพค่ะหม่อมฉันก็อยู่เช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่หากคุณชายอยากจะออกไปข้างนอกหม่อมฉันยินดีพาคุณชายออกไปเที่ยวชมเมืองได้นะเพค่ะ”
“เจ้าพาข้าไปได้จริงๆ เหรอ”คุณชายดีใจยิ่งนักที่ได้ยินแบบนั้น
“ได้สิเพค่ะ” ซูเหม่ยเองก็คงจะดีใจไม่แพ้กัน “เพียงแต่ว่า เราจะออกกันไปเช่นนี้ไม่ได้หรอกเมืองทั้งเมืองมีแต่คนของท่านพ่อ หม่อมฉันเกรงว่าจะไม่สะดวกแน่ๆหากเราออกไปกันแบบนี้”
“นี่เจ้าจะไม่พาคนติดตามอย่างนั้นหรือ”
“คุณชายก็ ออกไปแบบนี้จะพาคนติดตามให้วุ่นวายทำไมกัน ไปกันเงียบๆ สองคนนี่แหละ ดีกว่าเป็นไหนๆ”
…………………………………………………………………………..
เป็นครั้งแรกที่คุณชายอี้เจ๋อได้ออกมาสัมผัสกับบรรยากาศของเมืองเหอผิงแบบเต็มตาคุณชายอี้เจ๋อดูจะถูกใจกับการออกจากตำหนักในครั้ง ซูเหม่ยพาเขาตะลอนไปทั่ว เขาพยายามเก็บบันทึกทุกอย่างที่ปรากฏอยู่ในสายตา โดยไม่ให้ซูเหม่ยผิดสังเกตในขณะเดียวกัน ซูเหม่ยเองก็มีความสุขไม่ใช่น้อยกับการได้ออกมาเที่ยวเช่นนี้
“นี่เจ้าออกมาเที่ยวเช่นนี้บ่อยหรือ” คุณชายแอบถามเมื่อเห็นว่าซูเหม่ยจะรู้จักทุกซอกทุกมุมของเมืองนี้ช่างแตกต่างกับสิ่งที่เขาได้รับรู้มาก่อนหน้านี้ว่า ใต้เท้าหลิวเลี้ยงบุตรสาวคนนี้อย่างกับไข่ในหิน
“อือ” ซูเหม่ยตอบในขณะที่ยังเคี้ยวขนมอยู่เต็มปาก
“ข้านึกว่าเจ้าอยู่แต่ในตำหนักเสียอีก” คุณชายยังสงสัย
“อ้อ ใช่ๆๆๆ ข้าอยู่แต่ในตำหนัก แต่ก็มีบ้างที่แอบหนีออกมาเที่ยวก็ใครจะทนอยู่แต่ในตำหนักได้ทั้งปีกันเล่า มันก็ต้องออกมาบ้างแหละ”ซูเหม่ยยังคงเดินเล่นอย่างมีความสุข โดยมีคุณชายอี้เจ๋อเดินตามอยู่ห่างๆ
คุณชายอี้เจ๋อยอมรับเลยว่าเขารู้สึกประทับใจกับผังเมืองเหอผิงเป็นอย่างมากสมแล้วที่เมืองนี้ได้ชื่อว่าเป็นป้อมปราการใหญ่ของเมืองหลวงที่ยากจะมีใครเอาชนะได้เมื่อเขาได้มาเห็นกับตัวก็รับรู้ได้ทันทีว่า คำกล่าวนั้นไม่ได้เกินเลยไปจริงๆ
บ้านเรือนประชาชนที่อยู่เรียงรายไปตามกำแพงเมืองกับถนนสายใหญ่ที่ทอดยาวตลอดใจกลางเมือง หากศัตรูเข้ามาก็ย่อมจะถูกปิดล้อมได้โดยง่าย แต่หากศัตรูคิดจะโจมตีตามแนวกำแพงเมืองก็กระทำได้ยากยิ่งนัก เพราะประชาชนในเมืองนี้ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นทหารด้วยกันทั้งนั้น หนทางเดียวที่จะเอาชนะเมืองนี้ได้ก็คือ การทำให้พวกเขาเปิดศึกกันเองต่อให้กำแพงจะแน่นหนาสักเพียงใด ก็ไร้ค่า หากข้างในกำแพงเกิดความแตกแยกเสียแล้ว
ในขณะที่คุณชายกำลังคิดอะไรเพลินๆอยู่นั่น ซูเหม่ยที่เดินนำหน้าเขาไปไกลแล้ว เกิดไปมีปัญหากับคนกลุ่มหนึ่งเข้าดูเหมือนว่าคนกลุ่มนั้นจะจำนางได้ เมื่อพวกเขาพยายามจะเข้าถึงตัวนางแต่นางกลับวิ่งหนีไปได้เสียก่อน
คุณชายอี้เจ๋อได้แต่รีบวิ่งตามนางไปห่างๆแต่คนเหล่านั้นก็ยังไม่ยอมหยุดตะโกนไล่หลังนางไป
“เจ้าคิดจะหนีเหรอ เจ้าหนีพวกข้าไม่พ้นหรอก จับเจ้าได้เมื่อไหร่คอยดูข้าจะเอาให้หนักเลย” นี่คือคำพูดสุดท้ายที่คุณชายอี้เจ๋อได้ยินก่อนที่เขาจะวิ่งตามซูเหม่ยไป