หลังจากที่อนาเธอร์ได้ออกมาโดยไม่มีแม้แต่บาดแผล นักเรียนรอบบริเวณต่างก็ตกตะลึงเป็นอย่างมาก ทว่ายังไม่ทันทีจะได้ทำอะไรต่อ
ตอนนั้นป้ายทำเนียบการเคลียร์ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าดันเจี้ยนหมอกทมิฬก็ได้เริ่มแปรเปลี่ยนไป
“ชะ..ใช่จริงด้วย!!”
“เขาสามารถเคลียร์ระดับนรกได้!”
ท่ามกลางสายตาของเหล่านักเรียนที่ยังคงจับจ้องไปด้วยความตื่นเต้น ข้อความบนป้ายเริ่มเปลี่ยนสีและมีแสงสีทองปรากฏขึ้นที่ด้านบนสุด ราวกับต้องการประกาศให้ทุกคนทราบถึงสถิติใหม่ที่เพิ่งถูกสร้างขึ้น
ป้ายศิลานั้นแสดงบันทึกการเคลียร์ดันเจี้ยนในระดับต่างๆ พร้อมกับชื่อของผู้ที่บันทึกเวลาไว้ได้ดีที่สุด โดยก่อนหน้านี้ ในระดับฝันร้าย ชื่อของกลุ่มผู้เล่นระดับสูงที่มีสมาชิก 5 คนเคยทำเวลาการเคลียร์ไว้ได้ดีที่สุดที่ 31 นาที ซึ่งเป็นที่น่าชื่นชมและนับถือในหมู่นักเรียนเป็นอย่างมาก
ทว่าบัดนี้ ชื่อของอนาเธอร์ได้ปรากฏขึ้นด้านบนสุดของป้ายศิลา พร้อมกับรายละเอียดที่ทำให้ทุกคนตะลึงจนพูดไม่ออก
【ผู้เล่นอนาเธอร์: เคลียร์ดันเจี้ยนหมอกทมิฬระดับนรก ใช้เวลาไป 30.56 นาที】
เสียงฮือฮาดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ ผู้คนต่างส่งเสียงซุบซิบและหันไปมองหน้ากันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
บางคนถึงกับขยี้ตาเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าตนไม่ได้มองผิดไป บางคนมองป้ายทำเนียบนั้นด้วยสายตาที่อ้าปากค้าง พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
“เป็นไปได้ยังไงที่เขาจะทำได้ในเวลาแค่ 30 นาทีกว่าๆ ทั้งที่ตัวของเขาก็เข้าไปคนเดียว!”
“ฉันเชื่อว่าระดับนรกก็ว่ายากแล้ว นี่เขายังทำเวลาได้ดีกว่าผู้เล่นอีกตั้ง 5 คนเลยหรือ?”
“เจ้านั่นไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ มันต้องเป็นเทพเจ้าปลอมตัวมาอย่างแน่นอน ไม่ใช่ซิ เขาเป็นผู้สืบทอดอวตาร์อยู่แล้วนี่หว่า”
ทุกสายตาจับจ้องไปที่อนาเธอร์ซึ่งยืนอยู่หน้าทางเข้าดันเจี้ยนด้วยท่าทางสงบ
ส่วนชายหนุ่มก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมานัก เพียงแค่ยืนมองป้ายศิลาด้วยสีหน้าราบเรียบ พลางมองไปยังประตูทางเข้าดันเจี้ยน ราวกับว่ายังมีเรื่องที่เขาอยากทำเพิ่มเติมอยู่ สายตาที่มองดันเจี้ยนแห่งนี้เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและแววตาที่ไม่รู้จักความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
“ต่อเลยละกัน!”
ทันใดนั้น อนาเธอร์ก็ยกเท้าขึ้นก้าวเข้าไปยังทางเข้าดันเจี้ยนอีกครั้ง และเลือกระดับไปยังฝันร้ายโดยที่ไม่ลังเลเลยซักนิด
“นะ..นั่นมัน..”
เขาตัดสินใจเข้าไปท้าทายดันเจี้ยนนี้อีกรอบโดยไม่ลังเล เสียงฮือฮารอบข้างหยุดลงชั่วขณะ
ทุกคนต่างมองเขาด้วยความตกตะลึงปนความงุนงง ไม่มีใครคาดคิดว่าอนาเธอร์จะกล้าทำเช่นนี้ ชายคนนี้เพิ่งผ่านการต่อสู้อันยากลำบากในระดับนรกมา และก็สามารถสร้างสถิติใหม่ที่เป็นไปไม่ได้ด้วยตัวคนเดียว แต่แทนที่จะพักผ่อน เขากลับเดินเข้าดันเจี้ยนเพื่อท้าทายมันอีกครั้ง
เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้นอีกครั้งในกลุ่มนักเรียนที่ยืนดูอยู่ ทั้งหมดต่างตกตะลึงกันเป็นอย่างมาก
“นี่อนาเธอร์จะเข้าไปทำอะไรอีกวะ? มันเกินไปแล้ว...”
“หรือว่าเขาจะพยายามทำลายสถิติเวลาเดิมที่เขาทำไว้?”
“ไม่แน่ว่าอาจจะกำลังทดสอบขีดจำกัดของตัวเองอยู่ก็ได้”
เสียงซุบซิบเหล่านั้นยังคงกึกก้องอยู่ในบรรยากาศรอบข้าง
ขณะที่อนาเธอร์เดินเข้าไปในดันเจี้ยนอีกครั้งโดยไม่หันกลับมามอง ทุกคนจับจ้องมองภาพเงาของเขาจนลับหายเข้าไปในหมอกหนาทึบอีกครั้ง
บางคนรู้สึกได้ถึงความมุ่งมั่นที่ไม่ธรรมดาจากชายหนุ่มผู้นี้ เขาไม่ใช่แค่นักเรียนปีหนึ่งอีกต่อไป แต่นี่คือผู้ที่ท้าทายขีดจำกัดของตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง ราวกับมีแรงผลักดันที่ไม่มีวันสิ้นสุด
ทันทีที่เขาก้าวเข้าไปในดันเจี้ยน ช่องว่างมิติดันเจี้ยนก็ปิดลงอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงลมหายใจของผู้คนที่รอคอยอย่างใจจดใจจ่อและสงสัยว่าอนาเธอร์จะทำสิ่งใดอีกในครั้งนี้
ไม่นานนัก อนาเธอร์ก็สามารถเคลียร์ดันเจี้ยนหมอกทมิฬในระดับนรกอีกครั้งได้สำเร็จ
【ประกาศ! ดันเจี้ยนถ้ำหมอกทมิฬระดับนรกถูกเคลียร์สำเร็จ!】
ทันทีที่ข้อความนี้ปรากฏขึ้น นักเรียนที่อยู่รอบๆ ต่างพากันหยุดชะงัก
ตอนนี้อนาเธอร์มีความแข็งแกร่งที่ทบทวีขึ้นจากการสะสมค่าประสบการณ์ในดันเจี้ยนนี้อย่างต่อเนื่อง ดันเจี้ยนที่เคยเป็นสนามฝึกที่ท้าทายอย่างสูงสุด บัดนี้กลายเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการพัฒนาตนของเขา
และด้วยทักษะและเลเวลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เขาก็ถึงขีดจำกัดที่ดันเจี้ยนนี้จะทดสอบได้แล้ว
“เลเวล 75แล้ว? การเคลียร์ระดับนรกแล้วได้รับโบนัสพิเศษช่างดีจริงๆ”
หัวใจของอนาเธอร์เต้นแรง พร้อมกับในหัวที่เริ่มครุ่นคิดถึงการสังหารพวกเหล่าปีศาจสิบตา
ทว่าการทำลายปีศาจพันตาในระดับนรกครั้งที่สอง ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มค่าประสบการณ์เท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนการเหยียดหยามต่อตัวตนของเทพเจ้าผีดิบ ที่สร้างปีศาจร้ายเหล่านี้ขึ้นมาด้วยมือของตนเอง
ณ ที่แห่งหนึ่งในมิติเบื้องบน ดวงตาเพียงข้างเดียวของเทพเจ้าผีดิบลุกโชนด้วยความโกรธแค้น
ร่างมหึมาของเขาสั่นสะเทือนเล็กน้อยจากแรงอารมณ์ที่เดือดพล่าน เขากัดฟันแน่น ดวงตาเดียวขนาดใหญ่จับจ้องไปยังภาพของอนาเธอร์ซึ่งอยู่เบื้องหน้า ภาพที่เด็กมนุษย์ผู้นี้กำลังยืนอยู่กลางซากของปีศาจพันตาในดันเจี้ยน ด้วยแววตาที่เย้ยหยันและท้าทาย
“ไอ้เด็กนี่เอาอีกแล้ว.. แกจะมาสังหารพวกมันซ้ำๆทำไมวะ ทำไมไม่ไปที่ดันเจี้ยนที่อื่นบ้าง!”
เทพเจ้าผีดิบกล่าวเสียงต่ำ
ความขุ่นเคืองที่สะสมอยู่ในใจของเขาเหมือนเปลวไฟที่ไม่มีวันมอดดับ รู้ดีว่าตนเองสามารถแทรกแซงได้โดยส่งมอบพลังให้ปีศาจในดันเจี้ยน เพื่อให้มันแข็งแกร่งพอจะกำราบอนาเธอร์ได้
ทว่าทุกครั้งที่เขาคิดจะทำเช่นนั้น ก็พลันหวนคิดถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อคราวก่อน
เขาอุตส่าห์ส่งมอบพลังให้ราชันผีดิบโลกันตร์ แต่กลับต้องพ่ายแพ้และถูกสังหารไปอย่างง่ายดาย การแทรกแซงเพียงเพื่อเสริมพลังให้ปีศาจนั้น พวกอาจไม่ต่างอะไรกับการไปมอบค่าประสบการณ์ให้กับไอ้เด็กมนุษย์นี่โดยตรง
“ข้าจะไม่ยอมให้เจ้ารับค่าประสบการณ์จากสิ่งที่ข้าสร้างอีกต่อไป”
เทพเจ้าผีดิบกล่าวเสียงหนักแน่น ร่างคล้ายจะส่งแรงสั่นสะเทือนออกมาทั่วบริเวณ ราวกับเป็นการกักเก็บโทสะของเขาไว้ภายใน
ไม่นานเทพเจ้าผีดิบก็ตัดสินใจที่สงบจิตใจ พยายามข่มกลั้นโทสะและไม่ยอมลงมือแทรกแซงดันเจี้ยนของตนเองอีก
ความพ่ายแพ้ที่ซ้ำซากของปีศาจในดันเจี้ยนหมอกทมิฬ กลายเป็นบทเรียนที่เขาต้องยอมรับ แม้ว่าผู้ที่เขาต้องการลงมือกำราบนั้นจะเป็นเพียงแค่มนุษย์คนหนึ่ง แต่การเปิดศึกกับผู้สืบทอดพลังของซุนหงอคงอย่างไม่รอบคอบ อาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เขาไม่อาจคาดคิด
เขาคิดคำนึงถึงหนทางที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนกว่าเดิม ารเผชิญหน้าโดยตรงอาจไม่ใช่คำตอบ แต่การกำราบจากระยะไกลและการควบคุมแบบเป็นขั้นเป็นตอนอาจจะได้ผลกว่า
“ไอ้เด็กเวร.. ข้าจะรอให้มีเลเวลถึง 500 ก่อนเถอะ ยังไงผู้เล่นเช่นพวกแกจะต้องมาเป็นแน่”
“แล้วเมื่อไหร่ที่แกกล้าลงมายังสนามรบต่างมิติ รับรองได้เลยว่าจะต้องตายอย่างทรมาน!”
เทพเจ้าผีดิบพูดกับตนเอง รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมฉายชัดในดวงตาที่เป็นเปลวเพลิง เขาพร้อมจะจัดการไอ้เด็กมนุษย์ผู้นี้ด้วยแผนการที่ซับซ้อนและแยบยลกว่าเดิม แต่่ก่อนจะถึงวันนั้น เขาก็จำเป็นต้องวางแผนการที่กำลังคาดหวังเอาไว้ก่อน
เมื่อเทพเจ้าผีดิบตะโกนท้าทายให้อนาเธอร์เข้าสู่ดันเจี้ยนที่เกี่ยวข้องกับพวกผีดิบ ดันเจี้ยนที่ลึกลับและอันตรายยิ่งกว่าเดิม
เสียงคำรามของเขาสะท้อนก้องไปในมิติเบื้องบนราวกับประกาศสงครามด้วยความเย่อหยิ่ง
ทว่าเสียงนั้นไม่สามารถไปถึงอนาเธอร์ได้ เพราะเขาเองยังคงอยู่ในมหาวิทยาลัยเพลิงสวรรค์ และไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับการท้าทายนี้เลยแม้แต่น้อย
หลังจากที่ตัวเขาสามารถเคลียร์ดันเจี้ยนหมอกทมิฬระดับนรกได้เสร็จสิ้น และรู้ตัวว่าตนเองถึงขีดจำกัดของดันเจี้ยนนี้แล้ว
【โฮสต์ไม่ดูค่าสถานะเหรอ?】
ตอนนั้นเสียงของระบบก็ได้เอ่ยถาม ทำให้อนาเธอร์ต้องเบะปาก แต่เขาก็เห็นด้วยไม่น้อย
【ชื่อผู้เล่น อนาเธอร์ เผ่าพันธุ์มนุษย์】
【เลเวล: 75】
【อาชีพ: อวาตาร์แห่งผู้สืบทอด ซุนหงอคง】
【ค่าประสบการณ์ 9,000/50,000】
【พละกำลัง: 7,880+20%】
【ความทนทาน: 7,900+20%】
【ความเร็ว: 7,750+20%】
【จิตวิญญาณ: 7,500】
【ค่าสถานะจัดสรร: 1,350 แต้ม 】
【เปิดดูทักษะสกิล: การจำแลงร่างซุนหงอคง, เนตรทองอัคคีสุวรรณ, พลองเทพสวรรค์, พลองพิรุณกระหน่ำแทง, คลื่นทิวากลางราตรี, มังกรเคลื่อนลมกรด, พลองแห่งราชันย์】
【ทักษะสกิลติดตัว ร่างกายเพชรอมตะ, พลองในมือข้าไร้เทียมทาน, จิตวิญญาณเทพวานรหิน, เปิดดูทักษะที่เหลือ..】
“อึก! แต้มค่าจัดสรรของฉันมันเยอะจัดเลยวะระบบ! ทุกอาชีพได้แค่ 10 แต้มต่อ 1 เลเวล, อาชีพอวาตาร์เทพเจ้าได้ 20 แต้มต่อ 1 เลเวล”
“แต่ฉันกลับได้รับถึง 30 แต้มต่อ 1 เลเวล และมันก็เริ่มเห็นความแตกต่างเลยก็ว่าได้”
หัวใจของอนาเธอร์เต้นระรัวขึ้น เพราะค่าสถานะของเขาตอนนี้ไม่ต่างไปจากเซรอสเลยซักนิด ไม่ใช่ซิ อาจอาจเหนือกว่าไปอีกขั้นเลยก็ว่าได้
คำพูดของอนาเธอร์ได้ทำให้ระบบผู้สืบทอดแห่งพระเจ้าเริ่มหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
และมันก็ไม่ได้พูดอะไรขึ้นมาอีก
“งั้นแบ่งค่าสถานะจัดสรรไปลงให้สมดุลเลยละกัน”
ยังไงค่าจิตวิญญาณก็สำคัญมากสำหรับการใช้ทักษะสกิลต่อเนื่อง ถ้าน้อยเกินไปมันก็ไม่ดี
พริบตาเดียว อนาเธอร์ก็ได้แบ่งแต้มต่างๆเฉลี่ยกันไปตามคุณสมบัติ
【พละกำลัง: 8,230+20%】
【ความทนทาน: 8,300+20%】
【ความเร็ว: 8,050+20%】
【จิตวิญญาณ: 7,800】
พอได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง อนาเธอร์ก็ยังต้องอุทานออกมาเสียงดัง
“แม่เจ้า ค่าสถานะของฉันนี่มันแข็งแกร่งจริงๆ คนบ้าอะไรวะถึงได้เก่งกาจแบบนี้วะ!”
..
ชมตัวเองก็มา ว่าแต่อยู่ดีๆก็ได้โจทย์นะเจ้าชายน้อย 555+