เสียงรอบข้างเงียบสงัด ทุกคนในร้านต่างก็จ้องมองไปที่หนุ่มสาวที่นั่งอยู่บนพื้นทั้งคู่ เมื่อพวกเขามองใบหน้าของนางก็จะเห็นแต่เพียงใบหน้ากรุ่นโกรธ ดวงหน้าน่ารักที่พวงแก้มจนเหมือนกับปลาปักเป้า ดวงตากลมสีนิลดุจกระต่ายจ้องมองชายหนุ่มที่เอาแต่ก้มหน้าอย่างเขินอายด้วยความโกรธ
หนิงหนิงไม่เคยคิดเลยว่า นางแค่เพียงบังเอิญเดินผ่านมาเท่านั้น จะเป็นเหตุให้นางต้องเสียจูบแรกให้กับคนแปลกหน้า ถึงแม้ว่าคุณชายตรงหน้านางนั้น จะหล่อเหลามาก แต่นางก็ยังรู้สึกโกรธอยู่ดี เพราะตอนเขาล้มมานั้น เขาบังเอิญจับหน้าอกของนาง จับหน้าอกเลยนะถึงแม้จะเป็นอุบัติเหตุ นอกจากนางจะต้องเสียจูบแรกแล้ว นางยังมาโดนจับหน้าอกอีก เพราะงั้นแล้วถ้านางไม่โกรธ นางก็ไม่ใช่ผู้หญิงแล้ว
“คุณชายท่านนี้ ท่านไม่มีอะไรจะพูดกับข้าหน่อยหรือ?” เสียงหวานเอ่ยถามชายหนุ่มที่เอาแต่ก้มหน้าด้วยความหงุดหงิด เพราะตั้งแต่ที่โดนนางผลักออกไป ก็เหมือนเขาจะกลายเป็นบ้า เพราะเจ้าตัวดันมาจ้องหน้าด้วยความเขินอาย ก่อนจะก้มหน้าหลบสายตานาง จนทำให้นางได้แต่รู้สึกหงุดหงิด ทั้งๆ ที่ควรเป็นนางมากกว่าที่ควรทำแบบนั้น แต่ไหงเหมือนนางเป็นคนไปรังแกเขาเลยเล่า แบบนี้นางจะไม่โดนเข้าใจผิดหรือ
หนิงหนิงยังคงจ้องชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่วางตา ในขณะที่ชิงหลงผู้ซึ่งทำตัวเหมือนถูกรังแกนั้น เขากำลังพยายามห้ามไม่ให้ตัวเองคิดเรื่องไร้สาระ หลังจากที่ได้สัมผัสความนุ่มนิ่มที่เต็มไม้เต็มมือนั้นมา ดังนั้นเขาจึงทำได้แค่ก้มหน้าเพื่อไม่ให้นางสังเกตได้ถึงความคิดสกปรกของเขา
ร่างสูงที่เคยคิดว่าขนาดในรูปเหมือนที่ตัวเองเห็นนั้น จะเป็นแค่ของปลอมที่น้องเมียแค่วาดส่งๆ แต่ใครจะไปคิดละว่ามันเป็นของจริง เพราะงั้นตอนนี้ไม่ต้องบอกก็รู้แล้วว่า หนทางการสู่ขอภรรยาของตนมันจบสิ้นแล้ว ถึงแม้ภรรยาตัวน้อยจะชอบหยอกล้อตน แต่นางก็ไม่ได้ชอบให้ใครมาแตะตัวนางโดยเฉพาะที่ตรงนั้นด้วย
‘ทำยังไงดี นางโกรธซะแล้ว’ ชิงหลงผู้อับจนหนทาง เขาไม่เคยคิดเลยว่าการได้พบกันครั้งแรกในรอบหลายปีของเขา จะมาจบลงด้วยอุบัติเหตุแบบนี้ เลยทำให้ตอนนี้เขาจะเผยตนก็ไม่ได้ แต่ถ้าเผยไปแล้วคงไม่แคล้วโดนนางจับไปทำเป็นอาหารปลา ดังนั้นแล้วตอนเขาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี เพื่อไม่ให้นางโกรธและให้อภัยตน
“คุณชายท่านได้ยินที่ข้าถามหรือไม่?”
“หะ อ่อเมื่อกี้นี้แม่นางว่าอย่างไรหรือ” ชิงหลงที่เริ่มสงบสติอารมณ์ได้บ้างแล้ว เขาเงยหน้าขึ้นไปถามนางด้วยความสงสัย เนื่องจากตนไม่ได้ฟังเลยว่านางถามว่าอะไร
“ข้าถามว่าท่านจะไม่อธิบายอะไรหน่อยหรือ ว่าเหตุใดท่านถึงได้ทำหน้าเหมือนกับข้าไปรังแกท่านได้เล่า”
ฝูงชน: แม่นางเมื่อกี้เจ้าไม่ได้พูดเช่นนี้นิ?
ถึงแม้คนรอบข้างจะสงสัยว่าเหตุใดคำถามของนางถึงเปลี่ยนไป หากแต่มันก็ยังคงคล้ายกับคำถามก่อนนี้อยู่บ้าง และอีกอย่างมันก็เป็นคำถามที่ค่อนข้างชัดเจนดีสำหรับสถานการณ์ในตอนนี้ เพราะว่าที่นางพูดนั้นมันเป็นความจริงอย่างไรละ
“คือข้า...”
“หืม?”
“ข้า....”
“=^=?”
“คือว่านี่เป็นครั้งแรกเลยที่ข้าได้จุมพิตใคร แถมยังเป็นในที่ที่มีคนเยอะเช่นนี้อีก ข้าก็เลยรู้สึกเขินอายมากไปหน่อย-///-” โกหกน่ะ นี่เป็นครั้งแรกของข้าซะที่ไหน ชิงหลงคิดในใจว่าทำทุกอย่างให้ดูเหมือนตนเป็นฝ่ายถูกรังแกก็ไม่เลว เผื่อบางทีตนอาจจะสามารถทำให้นางรับผิดชอบเขาด้วยการแต่งงานได้
เมื่อชิงหลงคิดได้แบบนี้ เขาก็ยิ้มออกมาอย่างเขินอาย ใบหน้าแดงก่ำราวกับอิสตรีในห้องหอ ที่พึ่งเคยโดนบุรุษเกี้ยว ส่วนบุรุษที่ว่าก็คือแม่นางน้อยที่ตอนนี้เป็นใบ้ไปกับคำอธิบายของเขาแล้ว
“....” หนิงหนิง คุณชายท่านอย่ามาทำหน้าเหมือนแม่นางน้อยในห้องหอได้ไหม มันน่าชกสักหมัดจริงๆ
หนิงหนิงที่ได้ยินคำอธิบายบวกกับท่าทีของเขาแล้ว นางก็ได้แต่อึ้งไปกับสิ่งที่ตนได้ยิน เพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยที่นางได้เห็นบุรุษคนนึงทำท่าทางเหมือนสตรีในห้องหอ ส่วนตนก็กลายเป็นบุรุษที่ไปเกี้ยวนาง แล้วจะไม่ให้นางรู้สึกอึ้งได้อย่างไร อย่าว่าแต่นางเลยเพราะบรรดาลูกค้าและคุณหนูตัวต้นเหตุเองก็อึ้งเหมือนกัน
“คะ คุณชายล้อข้าเล่นกระมั้ง ด้วยอายุของท่านแล้วมันไม่น่าจะเป็นครั้งแรกหรอก” เมื่อได้ยินคำพูดของนางแล้ว ชิงหลงก็เริ่มรู้สึกน้อยใจขึ้นมา ภรรยาตัวน้อยหาว่าเขาแอบไปมีสตรีข้างนอกอย่างนั้นหรือ ทั้งๆ ที่ตนอุตส่าห์เก็บเนื้อเก็บตัวเพื่อรอนางแท้ๆ
“เจ้าจะไม่รับผิดชอบข้าหรือT^T” ใบหน้าของบุรุษรูปงามที่กำลังทำสีหน้าน้อยใจ ประหนึ่งลูกหมาที่ถูกเจ้านายทอดทิ้ง ถึงกับทำให้นางและฝูงชนเงียบ ใช่เงียบเพราะพวกเขาไม่เคยเห็นใครที่หน้าไม่อายขนาดนี้มาก่อนเลย
“ระ รับผิดชอบ คุณชายท่านกำลังล้อข้าเล่นอยู่หรือ?” หนิงหนิงถึงกับไปไม่เป็นเมื่อโดนบุรุษตรงหน้าบอกให้รับผิดชอบ แถมเจ้าตัวก็ดันทำหน้าเหมือนโดนทิ้งประหนึ่งว่าตัวเองเป็นสตรีผู้บอบบางที่ถูกชายเสเพลเกี้ยวแล้วทิ้ง ส่วนนางก็เป็นชายเสเพลที่ว่านั้น
“ฮึก แม่นางท่านได้สัมผัสตัวข้าไปแล้วท่านต้องรับผิดชอบข้าไม่ใช่หรือ” ชิงหลงผู้สวมบทบาทเป็นสตรีที่ถูกสามีทอดทิ้ง เขามองนางด้วยดวงตาที่เริ่มมีหยาดน้ำตาคลอเบ้า จนทำให้คนรอบข้างเริ่มคิดแล้วว่าหนุ่มสาวสมัยนี้นี่มันมาถึงขนาดนี้แล้วหรือ
กลับกันหนิงหนิงผู้ถูกกล่าวนั้นได้แต่อ้าปากค้างกับคำพูดของเขา นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ เพราะตามหลักแล้วคำพูดนั้นมันควรเป็นตนที่ต้องพูดไม่ใช่หรือ แล้วไอ้สายตาที่มองนางประหนึ่งบุรุษชั่วช้านั้นมันอะไร นางยังไม่ได้ทำอันใดเลยไม่ใช่หรือ ใช่แล้วทุกอย่างมันเป็นแค่อุบัติเหตุไม่ใช่รึ
เมื่อคิดได้แบบนั้น หนิงหนิงก็เตรียมแก้สถานการณ์ แต่นางหารู้ไม่ว่ายิ่งนางพูด นางก็ยิ่งตกลงไปหลุมลึกที่อีกฝ่ายขุดไว้
“ท่านพูดบ้าอันใดนะ ทุกอย่างมันเป็นแค่อุบัติเหตุไม่ใช่หรือ และที่สำคัญข้าควรเป็นคนพูดมากกว่าเรื่องที่ให้รับผิดชอบน่ะ” หนิงหนิงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง จึงทำให้คนรอบข้างกลับมาสู่ประเด็นเริ่มแรกนั้นก็คืออุบัติเหตุ ใช่มันคืออุบัติเหตุที่แม่นางน้อยและชายหนุ่มได้ถูกเนื้อต้องตัวกัน เพียงแต่ชิงหลงกับได้ยินต่างออกไป เพราะเขาเมินประโยคหน้าที่นางบอกว่าเป็นอุบัติเหตุแล้วสนใจแค่ประโยคหลัง ดังนั้นเขาจึงได้ยินอย่างยินดีเมื่อนางบอกว่าตนควรเป็นฝ่ายรับผิดชอบนางมากกว่า
‘หนิงเอ๋อร์ถึงเจ้าจะฉลาดแค่ไหน แต่เจ้าก็ยังพลาดท่าตกหลุมพรางของพี่อยู่ดีนั้นแล’ ชิงหลงยกยิ้มอย่างผู้ชนะในใจ ก่อนจะปรับสีหน้าให้ดูจริงจัง ตาสองข้างจ้องมองหญิงสาว ก่อนจะยกยิ้มบางๆ แล้วพูดประโยคที่ทำให้ผู้คนคาดไม่ถึงออกมา
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะไปสู่ขอเจ้ามาเป็นภรรยาข้า” เมื่อเสียงอันไพเราะของชายหนุ่มหายไป รอบข้างก็เข้าสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง
ในครั้งนี้อย่าว่าแต่หนิงหนิงเลย ผู้คนรอบข้างเองก็อึ้งไปกับสิ่งที่ได้ยินและก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่า ชายหนุ่มจะกล้าพูดเช่นนี้ออกมา ทั้งๆ ที่เรื่องนั้นมันเป็นเพียงแค่อุบัติเหตุ
“ทะท่านพูดบ้าอะไรน่ะ ใครจะไปแต่งกับท่านกัน” หนิงหนิงรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม เพียงแต่ดูเหมือนนางจะลุกไปเร็วหน่อย เลยทำให้ก้าวพลาดไปจึงทำให้หกล้ม ซึ่งชิงหลงก็ไม่ปล่อยให้นางล้ม เพราะรีบลุกมารับตัวนางแล้วกอดไว้ในอ้อมกอด ซึ่งความเร็วของเขานั้นมีพอๆ กับผู้ฝึกยุทธ์ ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึง
“ท่านเป็นวรยุทธ์นิ แล้วทำไมถึง..” หนิงหนิงได้แต่มองชายหนุ่มด้วยความอึ้ง เมื่อนางได้เห็นใบหน้านี้แบบชัดๆ นางก็ต้องยอมรับว่าเขารูปงามจริงๆ เพียงแต่ใบหน้านี้มันช่างดูคุ้นเคยเหลือเกิน หนิงหนิงได้แต่จ้องมองเขาด้วยความตกตะลึง
“คนเราย่อมมีพลาดกันได้ทั้งนั้นแหละ หนิงหนิง” ชิงหลงยิ้มให้กับสาวงามในอ้อมกอด เขาเคยคิดมานานแล้วว่า ไม่ว่าจะครั้งแรกที่พบกันหรือครั้งที่สอง ตัวเขาก็มักจะได้นางช่วยเหลือเสมอ ดังนั้นเขาจึงแอบไปเรียนวรยุทธ์มาแบบลับๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เก่งมากเหมือนคนอื่น แต่ก็พอที่จะสามารถปกป้องตัวเองได้ ดังนั้นเขาจึงได้พลาดในตอนที่เหยียบโดนลูกแก้วนั้นไงละ
“ท่านรู้ชื่อข้าได้ยังงะ...”
“หืมทำไมถึงจะไม่รู้ละ ก็ในเมื่อเจ้าเป็นภรรยาข้า” ชิงหลงพูดเสียงเบาให้ได้ยินกันแค่สองคน ส่วนคนงามในอ้อมแขนที่ได้ยินแบบนั้น นางก็ได้แต่จ้องเขาด้วยความตกตะลึง เพราะนางไม่เห็นรู้เลยว่าตัวเองไปเป็นวาที่ภรรยาของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่
“ท่านพูดบ้าอะไรน่ะ ข้าไปเป็นภรรยาของท่านตั้งแต่เมื่อใดกัน”
“นั้นสิเมื่อใดกันนะ”
“ท่าน!”
“หนิงเอ๋อร์อย่าโกรธสิ สามีไม่ว่าหรอกนะถ้าภรรยาอยากลงโทษ แต่ว่า..”
“แต่ว่าอะไร?” หนิงหนิงมองใบหน้าของชายหนุ่มด้วยความหวาดระแวง
“แต่ว่าเหตุใดเราไม่ไปหาที่เงียบๆ แล้วค่อยเริ่มกันละ อย่างเช่น..ในห้องนอนน่ะ” ประโยคสุดท้ายนั้นชิงหลงพูดอยู่ข้างหูนาง ทำเอาหนิงหนิงได้แต่มองเขาด้วยความเขินอายปนโกรธ
“ทะ ท่านมันหน้าไม่อาย-///-”
“ภรรยาชมสามีมากเกินไป^^”
“ขะ ข้าไม่ใช่ภรรยาท่านสักหน่อยย>///<” ว่าจบนางก็ผลักเขาแล้ววิ่งออกไปจากร้าน ท่ามกลางสายตางุนงงของผู้คนว่าสองคนนั้นเขากระซิบกระซาบอะไรกัน เหตุใดแม่นางผู้นั้นถึงได้วิ่งออกไปพร้อมใบหน้าแดงก่ำขนาดนั้น
“นายน้อย...”
“อะแฮ่ม วันนี้ข้ากลับก่อน ไว้พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่” ว่าจบชิงหลงก็เดินออกจากร้าน ทิ้งให้อาอู๋ได้แต่มองตามแผ่นหลังของนายน้อยด้วยความงุนงง
โรงละคร
หนิงหนิง: คนบ้า คนเลว โรคจิต คนหน้าไม่อาย >////ชกกระสอบทราย
หนิงหลง: ใครมาทำให้นางโกรธอีกละ?? //มอง
ชิงหลง: อื้อ..อันนี้ภรรยาน่าจะชอบ ไม่สิอันนี้ก็ดีเหมือนกัน^^//เลือกของขวัญ
Talk writer
ท้ายนี้ก็มีเรื่องมาแจ้งค่ะ พอดีว่าไรท์จะไปทำธุระที่ต่างจังหวัดสักสองสามวัน เพราะงั้นในสองช่วงสามวันนี้ไรท์จะงดอัพนิยายนะคะ^^