ระบบ AI พิชิตแดนเซียน

    บทที่ 53 ประกาศค่าหัว

            บทที่53

            ประกาศค่าหัว

            หลังจากที่ได้ยินคำพูดและคำถามของผู้อาวุโสผู้นั้นทุกคนภายในตระกูลเองก็เริ่มคิด นี่ถือว่าเป็นทรัพยากรที่ไม่น้อย 

            ทว่าหลี่หยางอี้ที่เป็นผู้นำตระกูลกลับส่ายหัวก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดทันที
    “แน่นอนว่านั่นไม่ใช่จำนวนที่มากเกินไปสำหรับเป้าหมายเช่นเขา”

            “พวกเจ้าก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่าคนผู้นั้นมิใช่คนธรรมดาทั่วไปยิ่งตอนนี้ชื่อเสียงของเขากระจายไปทั่วทั้งเมืองอวี้หยางมีผู้ใดบ้างที่ไม่รู้ว่ามนุษย์ผู้นั้นสามารถสังหารผู้ฝึกตนระดับหลอมกายาได้?”

            “ลองคิดดูสิหากเราตั้งค่าหัวเพียงแค่ไม่กี่สิบหินวิญญาณระดับหนึ่ง เจ้าคิดว่าจะมีผู้ใดกล้าเสี่ยงชีวิตรับงานนี้กันเล่า?โดยเฉพาะในเมื่อทุกคนก็เห็นชัดเจนแล้วว่าตระกูลหลี่เองยังไม่กล้าเคลื่อนไหวแม้แต่น้อยหากไม่มีผลประโยชน์ที่มากพอ ใครเล่าจะยอมลงมือแทนเรา?”

            เมื่อสิ้นเสียงของผู้นำตระกูลบรรยากาศภายในห้องโถงก็พลันตกอยู่ในความเงียบงัน

            ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำโต้แย้งอีกต่อไปเพราะทุกคำที่หลี่หยางอี้พูด... ล้วนเป็นความจริง

            ศัตรูผู้นั้นลึกลับและอันตรายเกินกว่าจะดูแคลนต่อให้เป็นแค่คนธรรมดา แต่ก็ไม่ใช่ใครจะจัดการได้ง่าย ๆ

            หากพวกเขาไม่สามารถลงมือเองได้ ก็ควรใช้ทรัพยากรล่อให้ผู้อื่นกระโจนเข้าไปแทน

            ในที่สุด เมื่อไม่มีใครคัดค้านอีกเสียงสั่งการของหลี่หยางอี้ก็ดังขึ้น

            “ออกไปป่าวประกาศ...ติดใบค่าหัว!”

            …

            กลางวันยามสาย ณ ใจกลางเมืองอวี้หยาง

            ใจกลางเมืองอวี้หยาง มีลานหินกว้างขวางแห่งหนึ่งที่ผู้คนเรียกขานกันว่า “ลานประกาศ”

            สถานที่แห่งนี้ถือเป็นศูนย์กลางสำหรับว่าจ้างงานของเหล่าผู้ฝึกตนอิสระโดยเฉพาะ

            ตั้งอยู่ไม่ไกลจากถนนสายหลักของเมืองรายล้อมไปด้วยโรงน้ำชา ร้านขายอาวุธ และแผงค้าสมุนไพรน้อยใหญ่

            ตรงกลางลานมีเสาหินขนาดมหึมาตั้งตระหง่านขึ้นมา

            บนเสานั้นถูกดัดแปลงให้มีแผ่นกระดานเหล็กขนาดใหญ่เรียงซ้อนเป็นชั้นๆ ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับติดประกาศงานว่าจ้าง

            ประกาศเหล่านี้มีหลากหลายรูปแบบทั้งการว่าจ้างล่าสังหารศัตรู เก็บเกี่ยวสมุนไพรหายาก ล่าทรัพยากรในป่าอสูรหรือแม้แต่คุ้มกันขบวนคาราวานที่ต้องเดินทางผ่านเส้นทางอันตราย

            แต่ละใบถูกเขียนด้วยหมึกพิเศษระบุเงื่อนไข ค่าตอบแทน สถานที่ติดต่อ และลายเซ็นของผู้ว่าจ้างอย่างชัดเจน

            บางใบแนบตราประทับของตระกูลใหญ่หรือหอการค้าทำให้ได้รับความสนใจจากผู้ฝึกตนไม่น้อย

            บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยผู้ฝึกตนจำนวนมากทั้งหน้าใหม่ที่เพิ่งออกจากสำนักและผู้ฝึกตนอาวุโสที่ลุยมาหลายสนามรบ

            หลายคนยืนอ่านประกาศด้วยสีหน้าครุ่นคิดบ้างยืนสนทนากับเพื่อนร่วมทาง หรือไม่ก็สอบถามกับคนที่มีประสบการณ์มากกว่า

            บางกลุ่มถึงกับมานั่งประจำตรงนี้ทุกวันเพื่อรอประกาศงานว่าจ้างที่มีรางวัลสูงหรือมีภารกิจพิเศษที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาได้

            ในแต่ละวัน ประกาศใหม่ ๆถูกนำมาติดเพิ่ม และก็มีประกาศจำนวนมากที่ถูกฉีกออกเมื่อมีผู้รับงานไปแล้ว
    แม้จะเป็นเพียงแค่แผ่นกระดาษบนแผ่นกระดานแต่สถานที่แห่งนี้…คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวมากมาย ทั้งวีรกรรม เลือดและความตายของผู้ฝึกตนจำนวนนับไม่ถ้วน

            สถานที่ที่ผู้ฝึกตนอิสระนับร้อยรวมตัวกันเป็นประจำเพื่อค้นหางานว่าจ้างบรรยากาศในวันนี้กลับแตกต่างจากทุกวัน

            เบื้องหน้าแผ่นป้ายขนาดใหญ่ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางลานคนจำนวนมากเบียดเสียดกันแน่นขนัด

            สายตาของผู้ฝึกตนทุกคนจับจ้องไปยังประกาศฉบับใหม่ที่เพิ่งถูกติดขึ้นกระดาษประกาศล่าค่าหัวที่มีตราประทับของตระกูลหลี่

            ตัวอักษรที่เขียนไว้อย่างชัดเจนระบุเป้าหมายคือ “ชายสวมหน้ากากเหล็ก ผู้ลอบสังหารคุณชายสามหลี่เฉินหยาง”

            ค่าหัวที่เสนอไว้สูงถึง หินวิญญาณระดับสองจำนวน 20 ก้อน!

            เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที

            “เจ้าเห็นหรือไม่!?ยี่สิบหินวิญญาณระดับสองนี่มันเทียบเท่ากับสองพันหินวิญญาณระดับหนึ่งเลยนะ!”

            “โอ้สวรรค์...พวกมันตั้งค่าหัวมนุษย์ธรรมดาสูงขนาดนี้เลยหรือ?”

            “อย่าลืมนะ เจ้านั่นมันสังหารผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาได้สองคนยังไม่รวมที่มันรอดออกมาจากเมืองได้อีก”

            “แต่จะว่าไปแล้ว...มันเป็นแค่มนุษย์จริงหรือ?หรือว่าเป็นอะไรที่พวกเรายังไม่เข้าใจกันแน่?”

            “เจ้าคิดว่าพวกเราควรจะลองหรือไม่?”ชายหนุ่มผู้หนึ่งเอ่ยพลางหันไปถามสหาย

            อีกฝ่ายกลับกลืนน้ำลายแล้วส่ายหน้าอย่างเคร่งเครียด

            “ข้าว่า...ดูเหมือนงานนี้จะไม่ใช่งานง่ายอย่างที่คิดแล้วล่ะ”

            ผู้ฝึกตนมากมายยืนล้อมป้ายประกาศนั้นไม่ยอมไปไหน

            บางคนตื่นเต้น บางคนระแวดระวังและอีกไม่น้อยที่กำลังชั่งใจว่าจะคว้าโอกาสนี้ หรือหลีกหนีมันไปให้ไกล...

            …

            และในช่วงเวลาเดียวกันของวันนั้นยามเย็นได้แผ่ปกคลุมทั่วผืนป่าอสูรอวี้หยาง

            บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของธรรมชาติ

            แสงสีส้มอมแดงจากพระอาทิตย์ที่ใกล้ลาลับขอบฟ้าทอดทาบลงผ่านยอดไม้สูงใหญ่ลำแสงสุดท้ายทาบเงาทอดยาวไปทั่วผืนป่ารกร้าง

            ภายใต้เงาไม้ลึกในจุดหนึ่งของป่ามีแสงไฟอ่อน ๆ จากกองไฟลุกโชติช่วงกลางแคมป์ชั่วคราวกองไฟล้อมรอบด้วยเศษกิ่งไม้แห้งและหินก้อนใหญ่หลายก้อนถูกวางเรียงไว้เพื่อกันลม

            หยุนโม่กำลังนั่งพักใกล้ ๆ กองไฟเขานั่งพิงก้อนหินขนาดใหญ่ แขนเสื้อถูกพับขึ้นเผยให้เห็นเหงื่อที่ซึมชื้นตามแขน

            นี่เป็นวันที่สองแล้วที่เขาเดินทางเข้าสู่ป่าอสูรเพื่อออกล่า

            และแน่นอน ผลที่ได้รับนับว่าคุ้มค่าทั้งวัตถุดิบจากสัตว์อสูร สมุนไพรหายากและชิ้นส่วนที่สามารถนำไปสร้างอาวุธหรือเกราะได้

            ขนาบข้างเขาเป็นร่างของหุ่นรบติดอาวุธสองตัวพวกมันนั่งเงียบอยู่ทางซ้ายและขวาเฝ้ามองเงียบ ๆ ราวกับองครักษ์

            กลิ่นหอมของเนื้อย่างที่สุกพอดีเริ่มลอยฟุ้งออกมาจากไม้เสียบเหนือกองไฟเสียงไขมันที่หยดลงบนถ่านแดงดังฉ่าเป็นระยะ

            หยุนโม่กลืนน้ำลายเฮือกหนึ่งดวงตาเป็นประกายจากความหิว เขาเอื้อมมือไปหยิบเนื้อชิ้นหนึ่งที่สุกกำลังดีขึ้นมา

            ทว่า…

            ทันใดนั้นเองหุ่นรบทางขวากลับขยับตัวขึ้นฉับพลัน แขนกลสีดำสะท้อนแสงจันทร์ตวัดขึ้นอย่างรวดเร็ว

            เสียงฟิ้วแหวกอากาศแหลมคมดังขึ้น

            ธนูเหล็กลูกหนึ่งถูกยิงตรงเข้ามายังหยุนโม่ในเสี้ยววินาที

            แต่หุ่นรบกลับเอื้อมมือรับลูกธนูไว้ได้ทันก่อนจะถึงตัวเขา

            เสียงโลหะกระทบกันดัง “แกร๊ง!” พร้อมกับแรงสะบัดที่ทำให้หุ่นเซถอยไปเล็กน้อยแต่ยังคงทรงตัวมั่น

            หยุนโม่ที่ยังไม่ได้กัดเนื้อย่างรีบลุกขึ้นในพริบตา สายตาเปลี่ยนเป็นเย็นเฉียบมือข้างหนึ่งเอื้อมไปที่อาวุธข้างเอวโดยสัญชาตญาณ