ภายใต้ อากาศที่หนาวเย็นข้านั่งอยู่ท่ามกลางป่าเขามืดทะมึน แสงจันทร์สาดลำแสงขาวนวลสว่าง
ความเงียบ.....ในยามดึกสงัด หัวใจข้าเต้นแรง ร่างกายที่เย็นเฉียบ กำลังจะทำให้เืในกายข้าจับตัวกันเป็น้ำแข็ง
คันธนูที่ถูกตรึงโก่งคันศรนิ่งขึง...รอคอยการปรากฏตัวของเป้าหมายตรงหน้า ห่างออกไปราวสิบเมตรเป็เนินเตี้ยๆลาดลงจากแนวป่าทึบ แสงจันทร์สาดส่องขมุกขมัวแต่ชัดเจนพอให้มัจจุราชเด็ดชีพเหยื่อ ที่กำลังเยื้องย่างลงมาจากชายป่า มันเหลียวซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวัง สายตาแววาวยามค่ำคืน ลำตัวของมันสะโอดสะองทุกสัดส่วน ง่ามเขาทั้งสองโค้งเว้วแตกกิ่งก้านออก ส่งให้ร่างของมันโดดเด่นในยามวิกาล
“ เปาะ ! "
เท้าซ้ายของมันเหยียบกิ่งไม้แห้งในฤดูหนาว เสียงนั้นเตือนสติเ้าของธนูที่นั่งซุ่มดูอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ในท่าเตรียมพร้อม เ้าของร่างนั้นปรับสีหน้าสีตาเหม่อลอยให้แน่วนิ่ง ยกธนูกระชับมืออีกครั้งทว่าร่างกวางหนุ่มแห่งเทือกเขากูริ ได้กระดกร่างสะโอดสะองของมัน กระโจนหายลงจากเนินเตี้ยเข้าราวป่าด้านข้าง ไปเพียงเสี้ยววินาที เ้าของร่างสูงและลำแขนแข็งแกร่ง ลดธนูลงพื้นค่อยผ่อนลมหายใจเบาๆ ดูว่าไม่สบอารมณ์ในความไม่มีสติของตนหรือเหตุผลอื่นก็ยากจะเดา
“ทรงเป็อะไรไปพะยะค่ะ” องครักษ์ชิน ที่เฝ้าดูเหตุการณ์ กล่าวเสียงเบาคลานออกจากที่ซ่อนเข้ามาใกล้
ปกติกวางหนุ่มตัวนั้นต้องลงไปนอนแดดิ้นสักพัก ก่อนจะค่อยๆ หมดลมหายใจ แน่นิ่งไปแล้ว
เ้าชายของเขาไม่เคยพาดเป้าและไม่เคยใจอ่อนกับสัตว์ที่ล่า นี่นับเป็ครั้งแรกในรอบสิบปี
นับแต่เ้าชายแห่งอาณาจักรโฟอูล ลำดับที่สามพระชนม์มายุเพียงเก้าชันษาออกเข้าป่าล่าสัตว์
จุดประสงค์มิใช่เพื่อความสนุกสนานหรือการกีฬาเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อเรียนรู้การใช้อาวุธและการศึกษาภูมิประเทศ
ปัจจุบันทรงดำรงตำแหน่งรองเ้าผู้ครองนครโฟอูล ดูแลพระคลังและกองกำลังทั้งหมด มีพระนามที่เรียกขานกันทั่วไปว่า เ้าชายไซฟาแห่งโฟอูล
นครโฟอูลมีเื่คุกรุ่นอยู่กับนครเฟรา ซึ่งเป็มหานครที่มีความมั่งคั่งทางการค้า อย่างมหาศาล มีท่าเทียบเรือขนาดใหญ่ถึงสามแห่ง เรือพาณิชย์ กองคาราวาน สัญจร เข้าออกดั่งมดปลวก
ขณะที่โฟอูลมีอาณาจักรที่กว้างใหญ่ไพศาล อุดมไปด้วยป่าสนนับพันปี และเทือกเขาสูงชันอย่างกูริ ดินแดนที่เต็มไปด้วยอัญมณี แต่มีท่าเทียบเรือขนาดใหญ่ เพียงแห่งเดียว ทำให้ โฟอูล้ารวมเฟราเข้ามาเป็ผืนแผ่นดินเดียวกัน
ในอดีตมีการกระชับความสัมพันธไมตรีด้วยการอภิเษกสมรสระหว่างราชวงศ์ แต่นั้นเป็เื่ที่เนิ่นนานมาแล้ว
ปัจจุบันนครโฟอูลและนครเฟรามิได้มีความเป็พันธมิตรกัน ทั้งสองฝ่ายต่างหาจังหวะ่ชิงความเป็หนึ่ง จับอาวุธเข้าเข่นฆ่ากัน และจ้องจะตะคุบอีกฝ่ายอย่างกระหาย หลายวันก่อนเขาได้ข่าวว่ามีการปะทะกันแถบชายแดนอันนัมและนั่นอาจเป็สาเหตุ.......
“ กลับเถอะ” ไซฟายืดตัวขึ้น สอดลูกธนูกลับเข้าซองด้านหลัง
ชินกำลังอ้าปากถึงสิ่งที่คาใจ รีบเม้มปากลง เขาเดินไปแก้เชือกม้าคีรีตัวใหญ่แผงคอสีเทา มันเป็ม้าที่ฉลาดมากทีเดียว คีรียืนนิ่งหายใจฝืดฝาด สะบัดหางไล่แมลงที่บินมาเกาะ อากาศที่หนาวเหน็บทำเอามือเขาแทบเป็ตะคิว ออกจากราวป่าท่ามกลางแสงจันทร์
เหล่าองครักษ์สิบสามนายปรากฏกาย แวดล้อมอย่างเงียบกริบ เพียงไม่นาน ม้าทั้งสิบห้าตัวก็ถูกควบออกจากราวป่าท่ามกลางแสงจันทร์แห่งรัตติกาล
ไซฟารู้สึกหงุดหงิดกับอารมณ์ตนเอง เขาไม่เคยเป็เอามากถึงขนาดนี้ เลยเขาจะตอบชินได้อย่างไรว่าขณะที่เล็งธนูไปยังเนินเตี้ยๆ มีเป้าที่ดีอย่างกวางหนุ่มขนาดโตเต็มที่ตัวนั้น เขากลับมองเห็นภาพเหตุการณ์ที่เขตอันนัม ช่างน่าหัวเราะเยาะตนเอง คนที่เขาพบเป็ถึงศัตรูตัวฉกาจ แต่ความงามของศัตรูทำให้เขาหลงใหลจนเสียสมาธิได้ขนาดนี้ แววตานั่นต่างหากที่ทำให้เขานึกไม่ถึง
เหตุการณ์วันนั้น จะว่าอย่างไรดีที่จู่ๆ เขาก็โชดดีเพราะบังเอิญอยากออกลาดตระเวนยามราตรีขึ้นมาทั้งที่อากาศหนาวเย็นแต่ไซฟากลับไม่อยากเอาแค่คดตัวอยู่ใต้ผ้านวม บางอย่างกำลังรบกวนจิตใจเขา ไซฟามาพำนักอยู่อันนัมได้ระยะหนึ่งแล้วเพื่อดูแลงานชายแดน โดยเฉพาะเขตอันนัม ที่เป็ูเาสูงชันเป็เขตติดต่อระหว่างชานันของนครเฟรา แถบนี้จึงถูกปล่อยปะเกี่ยวกับกองกำลังพอสมควรเขาอยากศึกษาเส้นทางแถบนี้ให้ละเอียดเพราะชานัน นับว่าเป็เขตปกครองที่มีความเป็อิสระและอยู่ภายใต้การดูแลของประมุขเผ่าชานัน
ไซฟาเรียก ชิหลง ราอูลให้ลุกจากที่นอนสั่งเตรียมทหารสามสิบนายพร้อมอาวุธชั่วโมงนั้นเป็่เวลาของสุกรทหารหลายคนบ่นงึมงำเพราะเพิ่งจะเตรียมตัวนอนได้ไม่ทันไรก็ถูกปลุกให้ลุกท่ามกลางอากาศหนาวเย็นอันน่าหลับใหล
พอถึงูเาอันนัมเวลาผ่านไปเกือบเที่ยงคืน ไซฟาสั่งให้ทุกคนหยุดพักเขาะโลงจากหลังม้าคีรี ราอูลเข้าจูงมันไปปล่อยให้เล็มหญ้าเขาออกเดินสำรวจบริเวณรอบๆ จนถึงลำธารแห่งหนึ่งจึงหยุดล้างหน้าล้างตา
“ ! ”
เสียงก่อบแก่บที่ดังมากระทบโสตประสาททำให้ไซฟาต้องเงี่ยหูฟัง เขาอยู่ห่างจากกลุ่มทหารประมาณสามสิบก้าว แว่วเสียงคนคุยกัน เสียงอาวุธที่กระทบกับลำตัว ขณะที่บางคนกำลังนั่งลง เสียงหายใจของม้า แต่เสียงที่เขาได้ยินอยู่ฝั่งตรงกันข้าม และไม่ไกลจากลำธาร ไซฟาขยับตัวเร้นกายหลบซ่อนข้างต้นเมเบิ้ลที่ตอนนี้ใบเปลี่ยนเป็สีส้ม จับตามองต้นเสียง สัญชาตญาณการต่อสู้ทำให้ ไซฟาคลำหาอาวุธ ดาบกูริยังคาดติดเข็มขัดข้างเอว เขากำด้ามมันไว้อย่างเตรียมพร้อม สายตาที่มองผ่านแสงจันทร์ยามค่ำคืนและความพร่ามัวไปยังชายป่าอีกฝั่ง ที่ลาดเอียง จากแนวป่าโปร่ง เพื่อลงมายังลำธาร ที่เขาซ่อนอยู่
ปรากฎร่างของหญิงสาวนางหนึ่งสวมอาภรณ์สีเปลือกไม้ สวมหมวกและทับด้วยเสื้อคลุมขนหมีสีขาวจากแดนใต้ (อาณาจักรเฟรามีสินค้าทำด้วยขนสัตว์ซึ่งพ่อค้าจากภาคอื่นนิยมรับซื้อเป็สินค้าหนึ่งที่สำคัญของเฟรา)
ใบหน้าอ่อนเยาว์งดงามรับกับแสงจันทร์ ไซฟายืนนิ่งขึงราวเห็นเทพธิดาแห่งป่าเขาลำเนาไพร หรือปีศาจหลอกหลอน เขาไม่เชื่อเื่แบบนั้นหรอก ถึงโซเฟียคนเก่าแก่ของแม่ จะชอบพูดถึงเื่นี้ให้เขาได้ยินบ่อยครั้ง ตาดำใหญ่ของเขาจ้องมองร่างนั้นแทบไม่กะพริบ ดวงตาดำขลับวาววับ มองสำรวจรอบกายอย่างระแวดระวังภายใต้เสื้อคลุมสีขาวเผยให้เห็นเอวเล็กอ้อนแอ้น คาดทับด้วยเข็มขัดหนัง เหน็บมีดสั้น ที่มือเรียวกระชับไว้แน่น อีกข้างถือถุงใส่น้ำทำด้วยกระเพาะสัตว์
หญิงสาวหยุดเงี่ยหูฟัง นางคงได้ยินเสียงทหารของเขาที่กำลังพูดคุยกัน เพราะทำท่าหยุดชะงักมองข้ามลำธารฝั่งที่เขาซ่อนตัวอยู่หลังต้นเมเบิ้น
ไซฟาเห็นนางขยับเท้า นางกำลังจะหันหนีเข้าป่า ไซฟาะโออกจากที่ซ่อนกระโจนข้ามลำธารเล็กๆ อย่างรวดเร็วเพียงก้าวขาสองสามก้าวเขาก็ถึงตัวนาง
****คุ้นๆไหม พวกเขาเคpเจอกันแล้ว ในตอนที่ 2 ตอนเด็ก
^_^!