เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน
ตอนที่ 12 : ประตูลับ
มุมห้องด้านซ้ายที่คุ้นเคยมีแสงสีทองเป็ประกายอ่อนๆ จุดหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศเล็กเท่าเมล็ดถั่วแต่ส่องสว่างนวลตาราวกับหิ่งห้อยที่หลงทางเข้ามาในห้องซินเยว่ลงจากเตียงด้วยขาที่ยังไม่มั่นคงเต็มที่เกาะขอบเตียงไว้ก่อนจะปล่อยมือเดินเข้าไปหาแสงประหลาดนั้นทีละก้าวหัวใจเต้นแรงขึ้นทุกที ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวแต่เพราะความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด เหมือนกับว่าแสงจุดนั้นกำลัง"รอ" ให้เธอเข้าไปหาจริงๆ
"ในที่สุดก็มาสักที"เสียงกระซิบแ่เบาแล่นผ่านความคิด ไม่ใช่เสียงจริงแต่เป็ความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาในหัวโดยตรง
เธอหยุดยืนอยู่ตรงหน้าแสงสีทองยกมือเล็กๆ ขึ้นอย่างช้าๆ ปลายนิ้วค่อยๆ เคลื่อนเข้าใกล้ทีละนิด
ทันทีที่นิ้วััแสงนั้นโลกทั้งใบวูบวาบราวกับมีใครดึงม่านตาของเธอออกไปชั่วขณะ ไม่มีเสียงลมไม่มีความรู้สึกตกจากที่สูงมีเพียงความรู้สึกเบาหวิวเหมือนลอยอยู่กลางอากาศเสี้ยววินาทีก่อนทุกอย่างจะหยุดนิ่ง
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งเธอไม่ได้อยู่ในห้องนอนของตัวเองอีกต่อไป
ท้องฟ้าเหนือศีรษะของเธอเป็สีฟ้าอ่อนราวกับตอนเช้าในฤดูใบไม้ผลิทั้งที่ปักกิ่งข้างนอกยังเป็ค่ำคืน อากาศตรงนี้อบอุ่นพอดี ไม่ร้อนไม่หนาวกลิ่นดินชื้นปนกลิ่นหญ้าอ่อนลอยมาแตะจมูก
ซินเยว่ยืนนิ่งอยู่กับที่หัวใจเต้นแรงจนได้ยินเสียงตัวเอง มือทั้งสองข้างกำแน่นจนข้อนิ้วขาว
*นี่คือสิ่งที่ตามหาอยู่สินะ...ในที่สุดก็เจอแล้ว*
ตรงหน้าเธอคือทุ่งหญ้าเขียวขจีกว้างสุดลูกหูลูกตามีบ้านไม้หลังเล็กๆ หลังคามุงจากตั้งอยู่ไม่ไกล ข้างบ้านมีบ่อน้ำก่ออิฐทรงกลมน้ำใสสะอาดจนมองเห็นก้นบ่อ ไม่มีเสียงคนเสียงสัตว์ไม่มีสิ่งใดขยับไหวนอกจากปลายหญ้าที่พลิ้วตามลมเบาๆ
เธอค่อยๆก้าวเท้าเข้าไปสำรวจ หญ้าใต้ฝ่าเท้าเปล่านุ่มราวกับพรม ไม่มีอันตรายใดๆให้รู้สึกหวาดกลัว มีเพียงความสงบที่แปลกประหลาดราวกับสถานที่แห่งนี้รู้ดีอยู่แล้วว่าใครคือเ้าของ
เมื่อเดินเข้าไปในบ้านไม้หลังเล็กเธอพบว่าข้างในมีเพียงห้องเดียว มีเตียงไม้เก่าๆ โต๊ะตัวเล็กและประตูอีกบานหนึ่งที่นำไปสู่ห้องใต้ดิน เมื่อผลักประตูนั้นเปิดออกแสงสลัวจากคบเพลิงที่ไม่มีใครจุดสว่างขึ้นเองทันทีที่เธอก้าวเข้าไปเผยให้เห็นชั้นวางของไม้เรียงรายเป็แถวยาวลึกเข้าไปในความมืดว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดวางอยู่เลยสักชิ้น
เธอเอื้อมมือไปแตะชั้นวางเบาๆทันใดนั้นภาพความรู้สึกบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัวโดยไม่ทันตั้งตัวเหมือนมีใครกระซิบบอกกฎของสถานที่แห่งนี้ให้เธอฟังโดยตรง
ที่นี่เวลาจะหยุดนิ่ง ของที่เก็บไว้จะไม่มีวันเน่าเสียแต่สิ่งมีชีวิตไม่สามารถเก็บไว้ในนี้ได้
เธอเหลือบไปเห็นริบบิ้นผมเส้นเล็กๆที่หลุดติดอยู่กับชายกระโปรงตัวเองพอดีจึงลองวางมันไว้บนชั้นวางที่ว่างเปล่าดูบ้าง ทันใดนั้นความรู้สึกอุ่นๆวาบขึ้นที่ปลายนิ้ว พร้อมกับริบบิ้นเส้นที่สองก็ปรากฏขึ้นข้างริบบิ้นเส้นแรกทันทีเหมือนถูกก๊อปปี้ขึ้นมาจากที่ไม่มีอะไรเลย
ซินเยว่ใถอยหลังไปก้าวหนึ่งก่อนจะค่อยๆ เดินกลับมาสำรวจดูใกล้ๆริบบิ้นทั้งสองเส้นแทบแยกไม่ออกว่าเส้นไหนคือของแท้ เธอลองหยิบก้อนหินเล็กๆที่ติดอยู่ก้นรองเท้ามาทดลองซ้ำอีกครั้ง ผลลัพธ์ก็เหมือนกันมีก้อนหินปรากฏขึ้นมาอีกก้อนพอดิบพอดี
*มันคัดลอกของที่มีต้นแบบได้สินะ...แต่รู้สึกเหนื่อยแปลกๆทุกครั้งที่ทำ*
เธอสังเกตว่าทุกครั้งที่ใช้ความสามารถนี้ร่างกายเล็กๆ จะรู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อยราวกับมีพลังงานบางอย่างถูกดึงออกไปใช้เธอลองคัดลอกก้อนหินซ้ำอีกสองสามครั้งเพื่อทดสอบขีดจำกัด ก็พบว่าของชิ้นเล็กๆใช้พลังงานไม่มากนัก แต่ก็ยังไม่รู้ว่าถ้าเป็ของชิ้นใหญ่ขึ้นจะเป็อย่างไรคงต้องรอให้โตขึ้นอีกสักหน่อยค่อยทดลองต่อ
เธอถอยออกมาจากห้องใต้ดินเดินไปที่บ่อน้ำกลางแจ้ง คุกเข่าลงมองเงาตัวเองในน้ำใสก่อนจะลองเอามือจุ่มลงไปัั ความรู้สึกอบอุ่นเบาๆ ไหลผ่านปลายนิ้วขึ้นมาตามแขนเหมือนความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันถูกปัดเป่าออกไปจนหมด
*น้ำที่ฟื้นฟูร่างกาย...นี่แหละคือคำตอบของเื่แผลที่หายเร็วผิดปกติ*
เธอเริ่มปะติดปะต่อทุกอย่างเข้าด้วยกันแผลที่หายเร็ว ดอกไม้ที่ฟื้นคืนชีพความอบอุ่นวาบที่เกิดขึ้นตอนอยู่ท่ามกลางความรักทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงกับสถานที่แห่งนี้ที่ติดตัวเธอมาโดยไม่รู้ตัวั้แ่เกิดใหม่
สายลมเบาๆพัดผ่านทุ่งหญ้า พาเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ปลิวมาตกลงตรงหน้าเธอพอดีซินเยว่หยิบมันขึ้นมาดู ก่อนจะลองขุดดินเล็กน้อยด้วยมือเปล่า ฝังเมล็ดนั้นลงไปกลบดินเบาๆ
ทันทีที่ทำเสร็จความรู้สึกอบอุ่นแ่เบาแล่นผ่านหัวใจราวกับผืนดินทั้งผืนกำลังยิ้มรับการกระทำเล็กๆ นั้นด้วยความยินดี
*สถานที่แห่งนี้...เติบโตได้ด้วยความรักสินะไม่ใช่ความโลภ*
เธอนึกถึงเื่ที่จื้อเผิงโดนแก้วบาดเมื่อไม่กี่วันก่อนตอนนั้นความรู้สึกอบอุ่นวาบเกิดขึ้นแรงมาก แต่กลับไม่สามารถช่วยอะไรได้เลยเพราะเธอยังไม่รู้วิธีใช้พลังจากสถานที่แห่งนี้อย่างจริงจัง
*ต่อไปนี้ฉันจะต้องเรียนรู้วิธีใช้มันให้เป็จะได้ช่วยเหลือคนที่รักได้จริงๆ ไม่ใช่แค่รู้สึกอบอุ่นเฉยๆ โดยทำอะไรไม่ได้*
เธอนั่งลงบนหญ้ามองไปรอบๆ ทุ่งกว้างที่ยังว่างเปล่าอยู่มาก เต็มไปด้วยศักยภาพที่รอวันเติบโตไม่ต่างจากชีวิตใหม่ของเธอเองที่เพิ่งเริ่มต้น ความคิดหนึ่งแล่นผ่านหัวเธอถ้าเธอใช้สถานที่นี้อย่างระมัดระวัง ไม่โลภมาก ไม่รีบร้อนมันอาจกลายเป็รากฐานสำคัญที่ช่วยให้ครอบครัวหลินมีความมั่นคงในวันข้างหน้าได้จริงๆ
แต่ความลับขนาดนี้เด็กอายุไม่ถึงสองขวบคนหนึ่งจะแบกรับไว้คนเดียวไหวหรือเธอเงยหน้ามองท้องฟ้าจำลองเหนือศีรษะ นึกถึงใบหน้าของพ่อแม่ที่รักเธอสุดหัวใจนึกถึงปู่ย่าที่โอบอุ้มเธอไว้ด้วยความอบอุ่นทุกครั้งที่ล้มนึกถึงพี่ชายสองคนที่แสดงความรักในแบบของตัวเอง และนึกถึงลุงป้าลูกพี่ลูกน้องทั้งหมดที่รักเธอไม่ต่างกัน
*ไม่ได้...ความลับแบบนี้ปกปิดไว้คนเดียวมันหนักเกินไป*
เธอตัดสินใจแน่วแน่ในใจว่าจะรอให้ตัวเองโตขึ้นอีกสักหน่อยพอที่จะอธิบายทุกอย่างให้พ่อกับแม่เข้าใจได้ชัดเจนกว่านี้ก่อนจะลุกขึ้นเดินกลับไปยังจุดที่เธอเข้ามา แสงสีทองจางๆปรากฏขึ้นอีกครั้งกลางอากาศ รอให้เธอก้าวผ่านกลับไปยังโลกความเป็จริง
ก่อนจะก้าวผ่านไปเธอหันกลับมามองทุ่งหญ้าเขียวขจีอีกครั้งหนึ่งยกมือขึ้นโบกลาราวกับกำลังบอกลาเพื่อนใหม่
*สวนแห่งชีวิตสินะ...ต่อไปนี้เราจะเติบโตไปด้วยกันนะ*
เมื่อกลับมาถึงห้องนอนของตัวเองเข็มนาฬิกาข้างเตียงยังคงหยุดนิ่งอยู่ที่เวลาเดิมทุกประการราวกับไม่มีวินาทีใดผ่านไปเลยตลอดที่เธอหายไปซินเยว่ปีนกลับขึ้นเตียงด้วยความเหนื่อยล้าปนความตื่นเต้นก่อนจะหลับตาลงด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก
ในที่สุดปริศนาที่ค้างคาใจมาตลอดหลายเดือนก็มีคำตอบแล้วและนับจากคืนนี้เป็ต้นไป ชีวิตของเธอในตระกูลหลินก็จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป