ภูวินท์สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อลลิตาบรรจงทายาให้ที่มุมปากของเขา…
ลลิตาเก็บชุดอุปกรณ์ทำแผลลงกล่องแล้วส่งยิ้มล้อเลียนมาให้พี่ชาย
“ ยิ้มอะไรลิตาชอบเหรอที่พี่เจ็บตัว”
ภูวินท์พูดพลางยกมือขึ้นแตะที่มุมปากของตัวเองเบาๆ
“ เปล่าค่ะลิตาไม่ได้ชอบลิตาแค่ขำที่อยู่ดีไม่ว่าดีพ่อเลี้ยงภูวินท์ที่แสนจะมาดเข้มก็ดันกลายมาเป็ไอ้โรคจิตลิตาอยากเห็นหน้าจังว่าใครกันหนอที่ทำให้พ่อเลี้ยงภูวินท์หมดสภาพได้ขนาดนี้แล้วนี่พี่ภูจะเอาเื่เขาหรือเปล่าคะลิตาจะได้ไปขอถ่ายรูปเก็บไว้”
“ พอเลยลิตาเห็นเป็เื่เล่นสนุกไปได้และลิตาก็คงจะไม่ได้ถ่ายรูปคู่หรอกเพราะพี่คงไม่เอาเื่”
“ หือ…เป็ไปได้เหรอคะเนี่ยนี่ลิตากำลังคุยอยู่กับพ่อเลี้ยงภูวินท์มาเฟียแห่งเมืองเหนือตัวจริงหรือเปล่าคะ”
“ มันก็แค่เื่เข้าใจผิดแล้วเลิกเรียกพี่ว่ามาเฟียได้แล้วลิตาก็รู้ว่าพี่ไม่ใช่” ภูวินท์ต่อว่าน้องสาวอย่างไม่ชอบใจนักจริงอยู่ที่ใครๆ ต่างก็ยกให้เขาเป็มาเฟียแห่งเมืองเหนือด้วยเชื้อสายทางฝั่งมารดาที่สืบเชื้อสายมาจากเ้านายชั้นสูงเก่าแก่ที่เป็ที่เคารพรักของคนพื้นเมืองแถมยังกุมธุรกิจที่เปรียบเสมือนเส้นเืของประเทศไว้อีกหลายอย่างและด้วยบุคลิกที่เงียบขรึมบวกกับความเป็คนที่เด็ดขาดของเขาก็เลยทำให้หลายๆ คนกลัวเกรงแถมวีรกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาเพิ่งจัดการกับคนที่คิดแอบอ้างมาหาผลประโยชน์กับนามสกุลของเขาเมื่อเร็วๆ นี้ก็ยิ่งส่งเสริมให้คำเล่าลือทางด้านอิทธิพลของเขาเป็จริงยิ่งขึ้นไปอีกแต่ใครเลยจะรู้ว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่เขาทำไปทั้งหมดก็เพียงเพราะอยากจะปกป้องชื่อเสียงของครอบครัว ด้วยความที่เป็พี่ชายคนโตที่ต้องแบกภาระหนักอึ้งไว้บนบ่าทำให้บางครั้งเขาก็จำต้องให้คนเข้าใจผิดไปโดยที่ไม่แก้ข่าว เขามองว่าเื่ครั้งนี้ที่เกิดขึ้นกับเขามันก็เป็แค่เื่เข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเขาจึงไม่อยากจะถือสาหาความ ัันุ่มนิ่มยืดหยุ่นที่เขาบังเอิญได้ััเมื่อตอนหัวค่ำยังคงเด่นชัดภูวินท์มองไปที่มือของตัวเองแล้วใบหน้าคมเข้มก็ค่อยๆ อมยิ้ม…ก็ถือซะว่าแลกกันไปก็แล้วกัน…
“ ยิ้มอะไรเหรอคะพี่ภูมือพี่เจ็บตรงไหนหรือเปล่าขอลิตาดูหน่อยสิคะ”
“ ไม่มีอะไรหรอกว่าแต่ไหนล่ะคนที่เราบอกจะแนะนำให้พี่รู้จักได้ข่าวว่ามาคอยรับคอยส่งเราทุกวันไม่ใช่เหรอแล้วทำไมคืนนี้ถึงไม่เห็น”
“ กรเขาติดธุระน่ะค่ะแต่รับรองมื้อกลางวันพรุ่งนี้พี่ภูได้เจอแน่นอนกรเขาเป็คนน่ารักลิตารับรองเลยนะคะว่าต้องเข้ากันได้ดีกับพี่ภูแน่ๆ ”
“ ให้มันน้อยหน่อยเถอะไม่ต้องมาพยายามทำให้พี่หลงเขาอีกคนหนึ่งเลยนี่ใช่ไหมล่ะเหตุผลที่เราไม่ยอมกลับเชียงใหม่ถึงขนาดลงทุนซื้อบ้านซื้อช่องกะจะลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่หรือยังไง”
“ ไม่เกี่ยวสักหน่อยค่ะลิตาแค่เห็นว่าลิตาต้องทำงานที่นี่อีกนานให้ไปเช่าบ้านเขามันก็คงไม่สะดวกเหมือนมีบ้านเป็ของตัวเองแล้วอีกอย่างลิตาซื้อบ้านหลังนี้ก่อนจะรู้จักกับกรด้วยซ้ำถ้าพี่ภูอยากให้ลิตากลับลิตาก็พร้อมไม่มีปัญหาเลยค่ะ”
“ ให้มันจริงเถอะ” ภูวินท์หยอกกลับไปอย่างรู้ทันเพราะรู้ดีว่าน้องสาวของเขาจริงจังกับความรักครั้งนี้มากเพียงใดไม่อย่างนั้นคงไม่คิดพาคนรักมาแนะนำให้เขาได้รู้จัก ขี้คร้านถ้าเขาเกิดอยากให้น้องสาวกลับไปทำงานที่บ้านเกิดจริงมีหวังคงได้ทะเลาะกันบ้านแตก
ภูวินท์มองใบหน้าของคนที่กำลังมีความสุขแล้วเริ่มกังวลเขาได้แต่หวังว่าน้องสาวเขาคงจะเลือกคนไม่ผิด…
แพรพราวเดินหน้ามุ่ยออกมาหาทินกรหลังจากถูกผู้จัดการร้านเรียกไปต่อว่า…
“ เป็ไงวะโดนหนักเลยเหรอ”
“ ก็นิดหน่อยน่ะพี่กรแต่เสียเซลฟ์มากกว่าไม่ใช่ความผิดของพราวสักหน่อยซวยจริงๆ เลย”
“ เออว่ะ…คืนนี้ซวยจริงๆ พลอยทำให้ฉันผิดนัดกับลิตาไปด้วยเลยนึกถึงหน้าไอ้หมอนั่นแล้วอยากจะอัดมันอีกสักทีสองทีแกไม่น่ามาห้ามฉันเลยว่ะ”
“ พอเลยที่พราวถูกผู้จัดการเรียกไปด่าก็เพราะพี่กรนั่นแหละยังจะมาทำเป็พูดดีอีกจะไปต่อยเขาทำไมก็ไม่รู้”
“ อ้าว…ก็มันจับนมแกจะให้ฉันอยู่เฉยเหรอวะ”
“ โอ๊ยพี่กร! จะพูดขึ้นมาอีกทำไมพราวอุตส่าห์ลืมไปแล้วนะ” แพรพราวพูดพร้อมกับรัวมือใส่คนตรงหน้าไม่ยั้งจนทินกรต้องถอยหนี
“ อะไรวะทำดีไม่ได้ดีโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง! ”
“ ไม่รู้แหละห้ามพูดถึงเื่นี้อีกนะไม่อย่างนั้นพราวโกรธจริงๆ ด้วย! ว่าแต่พี่กรเถอะไม่มีปัญหากับพี่ลิตาแน่เหรอไหนบอกว่ามีนัดเจอกับพี่ชายพี่ลิตา”
“ ลิตาเขาเข้าใจยังไงพรุ่งนี้ฉันก็ต้องไปกินมื้อกลางวันด้วยกันอยู่แล้วถึงยังไงก็คงได้เจอกันนั่นแหละว่าแต่แกไปเป็เพื่อนฉันหน่อยดิ” ทินกรพูดพร้อมกับยกนิ้วขึ้นมาจิ้มแขนคนตรงหน้าอย่างอ้อนๆ
“ อะไร…ทำท่าอย่างนี้หมายความว่ายังไงไม่อยากไปเจอพี่ชายแฟนคนเดียวว่างั้น…อ่ะโด่ ป๊อดนี่หว่า! ”
“ เออ ยอมรับว่าปอดแหกตกลงแกจะไปเป็เพื่อนฉันไหม”
“ เสียใจพรุ่งนี้พราวมีเรียนเช้า”
“ เรียนเสร็จก็ตามไปดิวะฉันนัดกันตั้งเที่ยง นะ…ไปเป็เพื่อนฉันหน่อย”
แพรพราวมองคนที่เธอรักเหมือนพี่ชายแท้ๆ กึ่งอ้อนกึ่งขอร้องมาแล้วนึกใจอ่อน
“ เออ เรียนเสร็จจะตามไปก็แล้วกันแต่ตอนนี้ไปส่งพราวก่อนง่วงจะตายอยู่แล้วเนี่ย! ”
รถกระบะสี่ประตูแล่นเข้ามาจอดเทียบอยู่หน้าบ้านไม้สีขาวแต่สายตาคนขับกลับมองเลยไปทางบ้านอีกหลังที่อยู่ติดกัน
“ คิดถึงเขาก็ไปหาเขาดิ” แพรพราวพูดขึ้นล้อๆ เมื่อเห็นสายตาหวานเยิ้มของคนข้างตัวยามมองไปที่หลังคาบ้านข้างๆ
“ ก็อยากไปเซย์กู๊ดไนท์อยู่หรอกแต่ดึกแล้วคงไม่เหมาะ”
“ กลัวพี่ชายเขาออกมาแพ่งกระบาลเอามากกว่า” แพรพราวพูดพร้อมกับส่งยิ้มทะเล้นให้
“ ทำเป็รู้ดีรีบๆ ลงไปเลยไหนบอกง่วง”
แพรพราวหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจที่แกล้งแหย่ทินกรได้สำเร็จแต่แทนที่คนช่างแหย่จะรีบเดินเข้าบ้านกลับเดินอ้อมมาทางด้านฝั่งคนขับ
“ มีอะไร” ทินกรเลื่อนกระจกลงถาม แพรพราวส่งยิ้มทะเล้นให้ก่อนจะสะบัดผมแล้วกระพริบตาปริบๆ มองคนตรงหน้าด้วยสายตาหวานเชื่อม
“ บอกเซย์กู๊ดไนท์พราวก่อนก็ได้นะคะป๋าพราวแถมจูจุ๊บให้หนึ่งทีด้วย” คนพูดไม่พูดเปล่าแต่ยังทำปากจู๋ทำท่าส่งจูบให้อย่างเซ็กซี่แต่คนมองหามีอารมณ์ร่วมไม่กลับลากคอคนช่างแหย่เข้ามาใกล้ก่อนจะกระซิบบอก
“ ไอ้พราวถึงแกจะสวยแต่ฉันก็ไม่พิศวาสแกหรอกโว้ยยังไงแกก็ยั่วฉันไม่ขึ้นหรอกรีบๆ เข้าบ้านไปเลยก่อนที่จะโดนเตะ! ” แพรพราวหัวเราะขำทันทีที่ได้ยิน
“ โอเค พราวไม่เล่นละขับรถดีๆ นะพี่กร กู๊ดไนท์”
“ เออ กู๊ดไนท์” ทินกรรอจนเห็นไฟในบ้านเปิดจึงขับรถกลับแต่ก่อนกลับก็ยังไม่ลืมหันไปมองทางบ้านคนรักอีกครั้ง ไฟห้องนอนของหญิงสาวมืดสนิทเ้าของห้องคงจะเข้านอนไปแล้ว ทินกรจึงตัดสินใจไม่โทรหาหญิงสาวอย่างที่ใจอยากได้แต่บอกผ่านลมผ่านฟ้าไป
“ ฝันดีนะครับลิตา” ทินกรกระซิบแ่เบาก่อนจะพารถเคลื่อนออกจากตรงนั้นโดยที่ไม่รู้เลยว่าที่บ้านของคนรักนั้นยังมีอีกหนึ่งคนที่ยังไม่เข้านอน
ภูวินท์เห็นเหตุการณ์ั้แ่ต้นจนจบถึงแม้จุดที่เขาเลือกออกมายืนรับลมอยู่จะไม่ได้ยินว่าทั้งคู่คุยอะไรกันแต่จากลักษณะท่าทางที่เขาเห็นก็พอจะนึกเดาเรืรองได้ ดวงตาสีนิลมองไปยังบ้านสีขาวหลังน้อยที่อยู่ข้างๆ ไฟบนชั้นสองส่องสว่างโล่ให้เห็นคนที่อยู่ในนั้นได้อย่างชัดเจนก่อนที่เ้าของห้องจะดึงผ้าม่านปิดเพื่อบังสายตาจากคนภายนอก ภูวินท์มองแล้วส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
“ เด็กเสี่ยอย่างที่คิดไว้จริงๆ ”