ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 112 รังแกกันเกินไปแล้ว

            ใครพูดคุยกับเจ้าแล้วเบิกบานใจ? หักใจปล่อยโอกาสลับฝีปากไม่ได้คืออะไร?

            มู่จื่อหลิงโมโหจนอยากฆ่าคน

            เหมือนที่คิดไว้จริงด้วยคำพูดดีๆ ไม่ออกจากปากพ่อค้า ถึงกับเห็นนางเป็นอุปกรณ์ลับฝีปาก

            เมื่อทนสิ่งนี้ได้ยังมีสิ่งใดทนไม่ได้อีก

            มู่จื่อหลิงคลี่รอยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์เจ้าพ่อค้าหน้าเลือดสมควรตาย ในเมื่อปากมีความสามารถในการพูดเสียขนาดนั้นข้าก็จะให้เจ้าพูดให้พอ

            นางลอบมือล้วงเข้าไปในแขนเสื้อเตรียมนำสิ่งใดออกมา

            ทว่า

            เย่จื่อมู่ที่มือหนึ่งจับบังเหียนรถม้าอีกมือหนึ่งโบกพัดด้วยความสบายใจและเอ้อระเหย แย้มยิ้มอย่างไม่ทุกข์ร้อน“เถ้าแก่มู่ ท่านรู้หรือไม่? ข้าน้อยเลี้ยงลูกกระต่ายอยู่ตัวหนึ่ง หากไม่ให้มันกินให้อิ่ม มันจะกัดคนท่านว่าน่าขบขันหรือไม่?”

            มือที่ยื่นเข้าไปในแขนเสื้อของมู่จื่อหลิงชะงักไปกำหมัดแน่น มุมปากฉีกเป็นรอยยิ้มแข็งๆ “ใช่หรือ?” ไม่ตลกแม้แต่น้อย

            สิ้นเสียงพูดการเคลื่อนไหวยังคงต่อเนื่อง พ่อค้าน่าชิงชังกำลังตีวัวกระทบคราดมิได้อยากพูดว่านางเป็นกระต่าย ที่ยามนี้ร้อนรนจนจะกัดคนหรือ

            นางไม่ยอมรับสิ่งนี้แน่ยามนี้นางจะกัดคนแล้ว กัดพ่อค้าหน้าเลือดผู้นี้ให้ตายไปซะแล้วจะเป็นยังไง

            อย่างไรก็ตาม

            จู่ๆ เย่จื่อมู่ก็หัวเราะฮ่าๆขึ้นมา ราวกับจิตใจเบิกบานยิ่งนัก “ใช่สิ ยังมีลูกสุนัขอีกตัวหนึ่งหากมิให้กินจนมันร้อนรน ก็จะทำให้มันโมโหเข้าได้ มันไม่กัดคนแต่มันจะปีนกำแพงช่างน่าขบขันจริงๆ”

            สีหน้ามู่จื่อหลิงคล้ำลงในทันใดถลึงตาใส่เย่จื่อมู่อย่างเคียดแค้น โวยวายอย่างโกรธเคือง “พ่อค้าหน้าเลือดเจ้าพอได้แล้ว บอกว่าข้าเป็นกระต่ายก็ช่างเถิด ยังบอกว่าข้าเป็นลูกสุนัขเจ้าสิลูกสุนัข ทั้งบ้านเจ้าก็เป็นลูกสุนัข”

            “พรืด”เย่จื่อมู่อดไม่ไหวทันที เกิดเสียงพรืดโดยพลัน กุมท้องตนหัวเราะออกมา

            ยายหนูนี่ช่างน่ารักยิ่งนัก

            มู่จื่อหลิงสองมือเท้าเอวเลิกคิ้วขึ้นตะโกนใส่เย่จื่อมู่อย่างมีน้ำโห “หัวเราะๆๆ มีอะไรน่าหัวเราะกัน”

            เย่จื่อมู่ดูเหมือนจะมองเห็นโทสะที่เกือบจะระเบิดออกมาของมู่จื่อหลิงโบกมืออย่างไร้ความผิด “เถ้าแก่มู่ สิ่งที่ข้าน้อยพูดถึงคือกระต่ายกับลูกสุนัขมิได้พูดถึงท่านเสียหน่อย ท่านไปโยงเข้ากับตนเองได้อย่างไร?”

            “อ่อ...” มู่จื่อหลิงลากเสียงยาวอย่างไม่สะทกสะท้าน

            เขาชะงักไปหุบพัดเข้าหากันแล้วลูบคาง แสร้งทำเป็นครุ่นคิด “หรือว่า...หรือว่าเถ้าแก่มู่กำลังโมโหจนร้อนรนคิดจะทำสิ่งใดลับหลังข้าน้อย?”

            มู่จื่อหลิงถูกแทงเล่ห์กลเล็กๆน้อยๆ ในใจ ถลึงตาใส่เย่จื่อมู่อย่างขุ่นเคืองในทันที “เจ้า ข้าไม่ได้ทำเสียหน่อย”

            นางสูดลมหายใจเข้าลึก และสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้งราวกับโมโหไม่เบา ใบหน้าเล็กๆ แดงเรื่อ

            หึหากนางยอมรับว่าจะทำอะไรเขา ก็มิใช่เท่ากับยอมรับว่านางเป็นลูกสุนัขหรือ?

            พ่อค้าหน้าเลือดสมควรตายที่แท้ก็รู้อยู่แล้วว่านางต้องการทำสิ่งใดตั้งใจพูดอ้อมไปอ้อมมาว่านางเป็นกระต่ายที่ร้อนรนจนจะกัดคน สุนัขกังวลจนปีนกำแพง

            รังแกผู้อื่นเกินไปแล้ว!

            มู่จื่อหลิงทั้งขบเขี้ยวเคี้ยวฟันทั้งหมดหนทางกับเย่จื่อมู่ขึ้นมาโดยพลันหากเป็นไปได้ นางแทบรอไม่ไหวที่จะยกมือตบเย่จื่อมู่จนแบนบีบจนกลมมันตรงนั้น

            เย่จื่อมู่มองใบหน้าเล็กที่แดงเรื่อของมู่จื่อหลิงที่ขุ่นเคืองก็ยื่นมือไปลูบศีรษะของนางอย่างหมดทางเลือก

            เขาโค้งริมฝีปากเป็นรอยยิ้มบางนัยน์ตาปรากฏแววตามใจอันบางเบา พูดเสียงอ่อนอย่างเอื่อยเฉื่อย “เฮ้อศาลต้าหลี่ถึงรวดเร็วเพียงนี้ วันนี้ได้พูดคุยกับเถ้าแก่มู่มีความสุขนัก หวังว่าครั้งต่อไปคงสำราญใจกว่านี้หวังว่าพวกเรา...จะได้พบกันอีก”

            ไม่รอให้มู่จื่อหลิงตอบสนองเงาร่างเย่จื่อมู่ก็จางหายไปต่อหน้านาง

            มู่จื่อหลิงมองเย่จื่อมู่ที่กลายเป็นจุดเล็กๆอยู่ไกลๆ นางโมโหจนคันฟัน

            คนโง่งม เจ้าสำราญใจ แต่ข้าไม่สำราญใจแม้แต่น้อยตับไตไส้พุงแทบจะถูกโทสะเผาอยู่แล้ว

            โทสะของมู่จื่อหลิงสุมอยู่ในอกไร้หนทางระบายออกกระโดดลงจากรถม้าอย่างฟึดฟัด เดินมุ่งไปศาลต้าหลี่

            -

            เพราะครั้งที่แล้วเสิ่นซือหยางนำกองทหารไปจัดการภูเขาแทบยกกันไปทั้งหมด เหลือเพียงเจ้าหน้าที่เล็กที่คอยจัดการหน้าที่ประจำวันไม่กี่คน

            ดังนั้นคนของศาลต้าหลี่ในยามนี้ไม่มีผู้ใดไม่รู้จักมู่จื่อหลิงต่อให้ไม่รู้จัก ก็ล้วนได้ยินภายในสองสามวันมาแล้วและความประทับใจที่พวกเขามีต่อมู่จื่อหลิงนั้นก็คือความเคารพเลื่อมใสและชื่นชม

            สำหรับพวกเขามู่จื่อหลิงเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตพวกเขาทุกคนถ้ามิได้เสี่ยวไตกูชี้ทางในตอนนั้นพวกเขาคงต้องจบชีวิตลงในตอนท้ายเพราะหลงทางอยู่ในป่าสายหมอก

            องครักษ์ของศาลต้าหลี่สองนายเห็นมู่จื่อหลิงเดินมาก็รีบร้อนคุกเข่าทำความเคารพ

            “คารวะหวางเฟยขอให้หวางเฟยอายุยืนพันปีพันปีพันพันปี”

            การคุกเข่าคารวะอันกะทันหันนี้ทำให้มู่จื่อหลิงปรับตัวไม่ทันอยู่บ้างนางทำเป็นกระแอมในลำคอ วางท่าทีขึ้นมาทันที “ลุกขึ้น ยามนี้ใต้เท้าเสิ่นอยู่ที่ใด”

            “เรียนหวางเฟยใต้เท้าเสิ่นอยู่ในศาล ข้าน้อยจะพาท่านไป” เฮยชียืดตัวขึ้นอย่างนอบน้อม ทำท่าทางเชื้อเชิญ

            เฮยชีชื่นชมมู่จื่อหลิงถึงขั้นสุดและปัสสาวะที่ทั้งเหม็นโฉ่และเหม็นสาบของเสี่ยวไตกูก็ยิ่งฝังลึกอยู่ในความทรงจำ

            มู่จื่อหลิงเหลือบมองเฮยชีอย่างแปลกใจนางเหมือนจะไม่รู้จักคนผู้นี้ สายตาที่เขามองนางเหตุใดจึงแปลกประหลาดนัก

            คนผู้นี้มองนางเหมือนเทวรูปที่เคารพบูชาอย่างไรอย่างนั้นนางก็มิได้ทำเรื่องสะเทือนฟ้าดินจนเทพกับผีร่ำไห้อันใดในศาลต้าหลี่นี่?

            “อืม” มู่จื่อหลิงตอบรับเสียงเบาก้าวเท้าไปข้างหน้า

            ศาลต้าหลี่เป็นศาลหลักที่รับผิดชอบพิจารณาคดีส่วนใหญ่เป็นคดีอุกฉกรรจ์ของแต่ละพื้นที่รูปแบบการจัดการข้างในก็เป็นระเบียบไม่ยุ่งเหยิง

            บนชั้นวางแม้จะวางบันทึกคดีจนมากมาย แต่ทุกอันกลับมีเครื่องหมายไว้อย่างชัดเจนเหมือนไม่ลำบากแม้แต่น้อย

            และคนด้านในต่างก็ยุ่งวุ่นวายจนคล้ายว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากภายนอกเลยแม้แต่น้อย

            เพียงแค่เห็นเช่นนี้แล้ว ก็พอดูออกได้ว่าความสามารถในการจัดการดูแลของผู้ควบคุมเข้มงวดเพียงใด

            เสิ่นซือหยางกำลังนั่งตัวตรงก้มหน้าตรวจสอบคดีเมื่อได้ยินว่ามีคนมา เขาจึงวางคดีในมือลงด้วยท่าทางที่ผ่อนคลายลง

            เขาเงยศีรษะขึ้น เมื่อเห็นผู้ที่มาก็รีบร้อนลุกขึ้นทำความเคารพอย่างนอบน้อม “ข้าน้อยคารวะหวางเฟย”

            “มิต้องมากพิธี” มู่จื่อหลิงกระแอมในลำคอสายตากวาดผ่านคดีบนโต๊ะ แสร้งพูดอย่างเย้าหยอก “คล้ายว่าใต้เท้าเสิ่นจะยุ่งอยู่เปิ่นหวางเฟยมาอย่างกะทันหัน มิได้รบกวนใช่หรือไม่?”

            เสิ่นซือหยางชะงักไปโดยพลันและได้สติกลับมาทันทีบนใบหน้ายังคงเงียบขรึมไร้รอยยิ้ม “หวางเฟยพูดล้อเล่นแล้ว เหนียงเหนียงมาที่นี่เพราะมีเรื่องร้ายแรงเทียบกับสิ่งเหล่านี้ได้ที่ใดกัน เหตุใดจึงได้พูดว่ารบกวน?”

            มู่จื่อหลิงคิดว่าเขาจะพูดอย่างเป็นทางการว่าเขามิกล้าหรือจะรบกวนได้อย่างไรทำนองนี้

            ไม่คิดว่าเขาจะเอาเหตุผลที่นางมาที่นี่มาตอบได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่หวาดหวั่น ไม่ได้ด้อยค่าตนเองแม้แต่น้อย

            เอาเถอะขิงแก่เผ็ดกว่าอย่างที่คิดไว้จริงๆ ใต้เท้าใหญ่มือสะอาดผู้เที่ยงธรรมและมากปัญญาผู้นี้ไม่สนุกอย่างสิ้นเชิง

            เสิ่นซือหยางมีความสามารถมีฝีมือ และมีประโยชน์ต่อการทำงานนี้

            เขาสามารถนั่งตำแหน่งซื่อชิงแห่งศาลต้าหลี่ได้อย่างมั่นคงไร้ข้อโต้แย้งอย่างชอบธรรม

            เสิ่นซือหยางได้พูดอย่างชัดเจนแล้วมู่จื่อหลิงจึงไม่เหมาะจะหยอกล้ออีก

            มู่จื่อหลิงเดินไปยังที่นั่งหลักและนั่งลงด้วยตนเองรินน้ำชาอย่างเอ้อระเหย ดื่มอย่างสบายใจ ถึงพูดว่า “ใต้เท้าเสิ่น สถานการณ์ที่พวกท่านได้พบระหว่างการสำรวจภูเขาเปิ่นหวางเฟยได้ฟังมาจากเสี่ยวไตกูแล้ว ไม่ทราบว่าใต้เท้าเสิ่นมีความคิดเห็นเช่นใดต่อเรื่องนี้?”

            เสิ่นซือหยางวิเคราะห์ด้วยความเยือกเย็น“ต้องเป็นผู้บงการที่จับตาดูอยู่หลังม่านเป็นแน่ ดังนั้นถึงได้รู้เบาะแสที่พวกเราสืบพบอยู่ตลอดชิงลงมือก่อนพวกเราหนึ่งก้าวแล้วก็หมอกพิษ ทุกย่างก้าวล้วนขัดขวางการสืบค้น”

            การวิเคราะห์ของเสิ่นซือหยางทุกประโยคนั้นล้วนชัดเจนและมีเหตุผลมู่จื่อหลิงพยักหน้าแสดงออกว่าเห็นด้วยกับความคิดของเสิ่นซือหยาง

            สีหน้าเสิ่นซือหยางเจือไปด้วยความกังวลใจถอนหายใจแผ่วเบา “ข้าน้อยได้เชิญหมอหลวงหลี่ไปตรวจดูหมอกพิษแล้วเพียงแต่มองไม่ออกว่าเป็นพิษใด”

            มู่จื่อหลิงยกมุมปากเป็นรอยยิ้มงดงามไอเบาๆ ตบหน้าอกอย่างหลงตัวเอง “ใต้เท้าเสิ่นมิจำเป็นต้องกลุ้มใจเสี่ยวไตกูมีปฏิกิริยาต่อพิษนี้เปิ่นหวางเฟยในฐานะที่เป็นเจ้านายจะอ่อนแอได้อย่างไรกัน?”

            ความหมายแฝงในคำพูดนี้คือเสี่ยวไตกูร้ายกาจเพียงนั้น นางก็ต้องร้ายกาจยิ่งกว่า

            ในเมื่อต้องการขัดขวางการสืบสวนสามารถวางยาพิษในป่าสายหมอกที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ได้ พิษจะธรรมดาได้อย่างไรแล้วพิษจะแก้โดยง่ายดายได้อย่างไร

            มุมปากของเสิ่นซือหยางกระตุกยายหนูผู้นี้ไม่ถ่อมตัวเลยแม้แต่น้อย

            “ใต้เท้าเสิ่นการสืบเบาะแสที่อยู่ของแมวขาวเป็นอย่างไร?” มู่จื่อหลิงถามอย่างสำรวมและเคร่งขรึม

            สีหน้าของเสิ่นซือหยางขรึมลงโดยฉับพลันส่ายศีรษะอย่างกลัดกลุ้ม“ก่อนหน้านี้ข้าน้อยส่งคนไปสืบว่าแมวนั้นปรากฏตัวขึ้นที่ใด แต่กลับไม่มีเบาะแสแม้แต่น้อยทุกครั้งที่จะมีเบาะแสเพียงเล็กน้อยก็ถูกตัดตอนไปโดยไร้สาเหตุสุดท้ายจึงมิได้อะไรเลย ราวกับว่าแมวขาวตัวนั้นปรากฏตัวขึ้นที่ตำหนักหนานเหอจากอากาศ”

            มู่จื่อหลิงขมวดคิ้วน้อยๆถามซ้ำ “ไม่มีเบาะแสแม้แต่น้อย?”

            ขอเพียงคดีมีเงื่อนงำ การไปสืบบริเวณที่สิ่งของปรากฏขึ้นเรื่องเช่นนี้สำหรับศาลต้าหลี่ถือเป็นเรื่องที่เห็นจนชินตา ไม่แปลกแต่อย่างใด

            แต่การปรากฏของเบาะแสถูกตัดตอนไปเสียแล้ว การลงมือนี้ฉับไวเกินไป!

            หากแม้แต่ศาลต้าหลี่ยังสืบออกมาไม่ได้เช่นนั้นก็สืบไม่ได้จริงแล้ว

            และยามนี้แมวขาวตัวนั้นก็ตายไม่เห็นศพไร้ซึ่งหนทางจะสืบหา

            เสิ่นซือหยางลูบเคราส่งเสียงถอนหายใจหนักอึ้ง “ไม่มีเบาะแสแม้แต่น้อย”

            ยามนี้มู่จื่อหลิงรู้สึกกังวลยิ่งนักนางไม่ใส่ใจว่าหมอกพิษในป่าสายหมอกนั้นจะรุนแรงเพียงใด จะดูไม่ออกอย่างไร

            ถ้าเบาะแสแมวขาวถูกตัดตอนไปแล้วต่อให้หากู่ปรสิตออกมาได้ ก็ทำได้แค่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของนางกลับไม่อาจสาวไปถึงตัวคนร้ายออกมาได้

            ในเมื่อตอนนี้ฮ่องเต้เหวินอิ้นให้คดีนี้มาอยู่ในมือนางก็แสดงว่าไม่สงสัยความบริสุทธิ์ของนางอีก ความบริสุทธิ์ของนางจะพิสูจน์ได้หรือไม่ก็ล้วนไร้ความสำคัญ

            เพียงแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือมู่จื่อหลิงยังคิดจะบีบผู้ที่บงการให้วางยาพิษกู่ออกมาเบาะแสของแมวขาวถูกตัดตอนไปแล้ว ยังจะบีบคนเบื้องหลังให้ออกมาได้อย่างไร?

            หากเป็นเช่นนี้ความทรมานของหลงเซี่ยวหนานที่มาจากการถูกพิษกู่ก็สูญเปล่าหรือ?

            ต่อให้มิใช่เพราะหลงเซี่ยวหนานเช่นนั้นโทษที่นางถูกขังในคุกมาหลายวันนั้นก็รับไปอย่างสูญเปล่าหรือ? ถูกฝ่ามือซื่อเสวียนอย่างไร้ที่มาที่ไปหัวไหล่ซ้ายที่เกือบถูกตัดออกก็สูญเปล่า?

            หากทิ้งการสืบสวนไปเช่นนี้วันหน้าจะมิทำให้คนที่มีเจตนายิ่งได้ใจหรือ?

            ต่อไปไม่แน่ว่าจะทำสิ่งที่คนคาดไม่ถึงเรื่องที่คลุ้มคลั่งออกมาอีกหรือไม่

            เช่นนั้นวันหน้าจะยังใช้ชีวิตอย่างสงบสุขได้อยู่อีกหรือ?

            ไม่ได้ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวล จะต้อง จำต้องควานหาตัวผู้ที่วางพิษกู่ออกมาให้จงได้

            มู่จื่อหลิงตบโต๊ะอย่างแรงยืดกายลุกขึ้น สีหน้าเฉียบขาด “ใต้เท้าเสิ่น เรื่องยังไม่สาย ท่านส่งทหารสองสามคนตามข้าไปในป่าแห่งสายหมอกดูสถานการณ์”

            “ข้าน้อยรับบัญชา”ในชั่วขณะหนึ่งแม้แต่เสิ่นซือหยางก็ยังถูกท่าทางเฉียบขาดถือดีของมู่จื่อหลิงที่ไม่สอดคล้องกับอายุของนางนี้ทำให้เกิดความเชื่อมั่นขึ้นมา

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199