ปีศาจกระทิงอ้าปากงับ‘บุปผาแห่งศิลา’ ที่อวี๋จื่ออวี๋ยื่นให้ใบหน้าพลันปรากฏแววตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัดราวกับว่าบุปผาแห่งศิลานี้เป็นยาบำรุงชั้นเลิศสำหรับมัน
ทว่าแท้จริงแล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
หลังจากปีศาจกระทิงกลืนบุปผาแห่งศิลาลงไปร่างกายของมันก็เปล่งแสงสีเหลืองดินเจิดจ้า พร้อมกับเกิดการวิวัฒนาการอันน่าทึ่ง
“ปึด ปึด...”
กล้ามเนื้อของปีศาจกระทิงบิดเกร็งขยายใหญ่ขึ้นและแข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่าร่างกายของมันแปรเปลี่ยนเป็นสีทองดุจโลหะส่วนขนสีดำทั่วร่างก็ลุกชันขึ้นอย่างกะทันหัน
ส่วนเขาเสี้ยวจันทร์อันเป็นเอกลักษณ์บนศีรษะเปล่งประกายสีขาวบริสุทธิ์ดุจงาช้าง
“ฮึ่ม!”
เสียงคำรามกึกก้องสะท้านปฐพีดุจฟ้าผ่าลงกลางพื้น คลื่นพลังงานธาตุดินอันเกรี้ยวกราดแผ่กระจายออกไปโดยรอบ
ในยามนี้เองเก้าหางที่ปกติแล้วสง่างามและเย่อหยิ่ง พลันเหลือบมองด้วยแววตาเป็นประกายและเผยความระมัดระวังออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ใช่แล้ว มันคือความระมัดระวัง
แม้กระทั่งเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูในระดับเดียวกันเก้าหางก็ไม่เคยแสดงอาการเช่นนี้ แต่เมื่อมองไปยังปีศาจกระทิงกลับปรากฏแววตาแห่งความระวังภัยอย่างชัดเจน
และนั่นก็เป็นเพราะปีศาจกระทิงในตอนนี้ได้ทะลวงขึ้นสู่ระดับแรกเริ่มขั้นสูงสุดแล้ว
ผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่งที่อยู่ภายใต้ระดับเหนือธรรมชาติอย่างแท้จริง
“เจ้านี่ พรสวรรค์ช่างน่ากลัวจริงๆ”
เมื่อเห็นปีศาจกระทิงที่วิวัฒนาการไปถึงระดับแรกเริ่มขั้นที่เก้าได้ในพริบตาเพียงแค่กินบุปผาแห่งศิลาเท่านั้นอวี๋จื่ออวี๋ก็ถึงกับตกตะลึงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
พลังที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน
ต้องบอกว่าเจ้าปีศาจกระทิงนี้มีพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดาจริงๆ
เพราะการที่สามารถดูดซับพลังของบุปผาแห่งศิลาได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่อสูรกลายพันธุ์ทั่วไปจะทำได้
ทว่าในตอนนั้นเองอวี๋จื่ออวี๋ก็พลันชะงักงัน
“นั่นมันเสียงอะไรกัน?”
เมื่อตั้งใจฟังอวี๋จื่ออวี๋ก็ได้ยินเสียงขาดเป็นห้วงดังแว่วมาในหู
“ท่าน...เทพ...ต้น...ไม้...”
“ท่าน...เทพ...ต้น...ไม้...”
......
เสียงเหล่านั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นแต่ก็ยังคงฟังดูไม่ค่อยชัดเจนนัก
คล้ายกับเสียงของเด็กทารกที่เพิ่งเริ่มหัดพูดให้ความรู้สึกที่คลุมเครือ
“นี่เจ้ากำลังพูดอยู่รึ”
ครู่หนึ่งอวี๋จื่ออวี๋ก็ดูเหมือนจะเข้าใจสถานการณ์และหันไปมองปีศาจกระทิงที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที
“ฮึ่ม!”
เสียงร้องเต็มไปด้วยความยินดีปีศาจกระทิงสีดำตัวนั้นพยักหน้าอย่างแรง
“หืม...”
เมื่อเห็นท่าทางกระตือรือร้นของปีศาจกระทิงอวี๋จื่ออวี๋ก็ถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง
กระทิงพูดภาษามนุษย์ได้แล้วหรือ?
หลังจากงุนงงอยู่ครู่หนึ่งความคิดนี้ก็ผุดขึ้นมาในใจของอวี๋จื่ออวี๋
แต่ในขณะนั้นเอง เสียง“ตุ้บ” ก็ดังขึ้นปีศาจกระทิงสีดำที่อยู่ไม่ไกลก็พลันคุกเข่าลงกับพื้นด้วยขาหน้าราวกับลูกแกะที่กำลังขอนม หมอบกราบลงตรงหน้าลำต้นหนาของอวี๋จื่ออวี๋อย่างนอบน้อม
“ท่าน...เทพ...ต้น...ไม้...ท่าน...เทพ...ต้น...ไม้...”
เสียงที่ส่งผ่านมาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิมและเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดีอย่างยิ่ง
ราวกับว่ามันรู้สึกตื่นเต้นอย่างสุดซึ้งที่อวี๋จื่ออวี๋ตอบรับ
“เอ่อ...”
อวี๋จื่ออวี๋ยังคงงุนงงอยู่บ้างไม่สามารถยอมรับเรื่องนี้ได้ในทันที
แต่เพียงครู่เดียวเสียงของชิงเอ๋อร์ก็ดังมาจากระยะไกล
“แหม สอนพวกแกมาตั้งนานในที่สุดก็ไม่ทำให้พี่สาวคนนี้ผิดหวังสินะ”
พูดพลาง ชิงเอ๋อร์ก็ก้าวเดินช้าๆตรงไปยังปีศาจกระทิงสีดำ
“นี่มันเรื่องอะไรกัน”
เมื่อเห็นชิงเอ๋อร์เดินเข้ามาอวี๋จื่ออวี๋ก็ถามขึ้นในทันที
ชิงเอ๋อร์หัวเราะคิกคักพลางเดินไปหยุดข้างปีศาจกระทิง
เมื่อเห็นชิงเอ๋อร์ผู้เป็น‘พี่ใหญ่’ ปีศาจกระทิงก็ก้มศีรษะลงแสดงความเคารพอย่างชัดเจน
“นายท่านสัตว์ป่ากลายพันธุ์ส่วนใหญ่เปิดสติปัญญาแล้วแต่เพราะพวกมันไม่ได้รับการเรียนรู้อย่างเป็นระบบพวกมันจึงเหมือนเด็กทารกที่ไม่รู้อะไรเลยค่ะ”
ชิงเอ๋อร์พูดพลางเอามือลูบเขาเสี้ยวจันทร์ของปีศาจกระทิงและเสริมต่อว่า
“ดังนั้น พอมีเวลาว่างบ้างบางครั้งฉันจึงใช้พลังจิตสอนความรู้พื้นฐานที่สุดให้กับพวกมัน”
“ความรู้พื้นฐานงั้นรึ?”
“ใช่ค่ะ ความรู้พื้นฐาน... อย่างเช่นนายท่านคือท่านเทพต้นไม้ ผู้ศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งที่สุดส่วนฉันก็คือพี่ใหญ่ของพวกมัน”
ชิงเอ๋อร์ตบหน้าอกของตนเองใบหน้าพลันปรากฏแววภาคภูมิใจ
แต่ชิงเอ๋อร์ก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าเจ้ากระทิงทึ่มที่ดูโง่เขลาตัวนี้จะเป็นตัวแรกที่เรียนรู้การใช้พลังจิตสื่อสารออกมาได้
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ชิงเอ๋อร์ก็หันกลับไปมองเก้าหางอีกครั้ง
และแน่นอน เมื่อเห็นสายตาของชิงเอ๋อร์เก้าหางก็ก้มหน้าลงด้วยความไม่พอใจ กรงเล็บทั้งสองข้างขูดหินอย่างหงุดหงิด
“เอาเถอะ”
เมื่อเห็นบรรยากาศประหลาดระหว่างหญิงสาวคนหนึ่งกับสัตว์อสูรสองตัวอวี๋จื่ออวี๋ก็พอจะเข้าใจบ้างแล้ว
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดชิงเอ๋อร์คงจะใช้พลังจิตถ่ายทอดข้อมูลพื้นฐานบางอย่างให้เก้าหางและปีศาจกระทิงไปก่อนหน้านี้แล้ว
ส่วนเรื่องว่าจะเข้าใจหรือไม่หรือแม้แต่จะพูดออกมาได้หรือไม่นั้น
เมื่อดูจากสีหน้าของเก้าหางอวี๋จื่ออวี๋ก็พอจะเข้าใจ
ทว่าเรื่องนี้จะตำหนิเก้าหางก็ไม่ถูกนัก
สำหรับสัตว์ป่ากลายพันธุ์เช่นพวกมันมีเพียงระดับแรกเริ่มขั้นที่เก้าเท่านั้นจึงจะสามารถสัมผัส‘พลังจิต’ ได้
และหากได้รับการชี้แนะพิเศษพลังจิตก็จะเป็นอุปสรรคที่ยากจะข้ามผ่านสำหรับพวกมันในการทะลวงสู่ระดับเหนือธรรมชาติ
แต่ตอนนี้เจ้าปีศาจกระทิงตัวนี้ได้ก้าวเข้าสู่ระดับแรกเริ่มขั้นที่เก้าด้วยความช่วยเหลือของบุปผาแห่งศิลาและยังได้รับการชี้แนะจากชิงเอ๋อร์ด้วยจึงไม่แปลกที่มันจะสามารถใช้พลังจิตสื่อสารข้อความบางอย่างออกมาได้ก่อน
เพียงแต่ตอนนี้ปีศาจกระทิงยังคงพูดไม่ค่อยชัดเจนนัก
การพูดคุยกับมันจึงไม่ต่างอะไรกับการพูดคุยกับเด็กเล็กวัยสองขวบที่เพิ่งอ้าปากก็เอาแต่เรียก“พ่อ”
แน่นอนว่าปีศาจกระทิงเรียกเขาตามที่ชิงเอ๋อร์สอน คือคำว่า “ท่านเทพต้นไม้”
ส่วนเก้าหางที่ในตอนนี้อยู่ระดับแรกเริ่มขั้นที่แปดยังคงยากที่จะสัมผัสพลังจิตได้
“ท่านเทพต้นไม้หรือ?”
อวี๋จื่ออวี๋พึมพำกับตัวเองแววตาลึกซึ้งพลันฉายประกายประหลาดใจ
สำหรับสัตว์ป่ากลายพันธุ์ที่อยู่ภายใต้ร่มการปกป้องของเขาสมญานามว่า ‘ท่านเทพต้นไม้’ นี้ก็นับว่าเหมาะสมกับเขาจริงๆ
.....
อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มพลางยกกิ่งก้านขึ้นลูบเขาอีกข้างของปีศาจกระทิงเบาๆและพูดให้กำลังใจว่า
“จงพยายามให้มากเข้าไว้ข้าตั้งตารอวันที่เราจะได้พูดคุยกันอย่างแท้จริง”
“ฮึ่ม!”
เสียงคำรามกึกก้องดังขึ้นอีกครั้งดูเหมือนปีศาจกระทิงจะเข้าใจความหมายของอวี๋จื่ออวี๋ดีสายตาที่มองไปยังร่างหลักของอวี๋จื่ออวี๋ก็เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นที่ยากจะพรรณนา
และสายตานั้นก็คล้ายกับสายตาของเหล่าผู้ศรัทธาคลั่งที่มองไปยัง‘พระผู้เป็นเจ้า’ ที่นับถือยิ่งนัก
.....
เนิ่นนานผ่านไปปีศาจกระทิงซึ่งได้กลายเป็นจ้าวแห่งดินแดนอันกว้างใหญ่แห่งหนึ่งยืนนิ่งสงบอยู่บนยอดเขาสูง มองไปยังฝูงสัตว์อสูรที่แผ่ขยายออกไปสุดลูกหูลูกตาอดไม่ได้ที่จะหวนรำลึกถึงวันวานที่ล่วงเลยผ่านมา
ฮ่าฮ่า นั่นคือวันที่งดงามที่สุดในชีวิต
วันนั้นข้ายังเป็นเพียงอสูรกลายพันธุ์ระดับต่ำ...แต่ท่านเทพต้นไม้ผู้ยิ่งใหญ่ได้มอบกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่งร่างกายเหล็กกล้าที่เหนือล้ำกว่าผู้ใดและเขาเสี้ยวจันทร์สีขาวบริสุทธิ์ดุจงาช้างให้แก่ข้าในวันนั้น...
แน่นอนว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ท่านเทพได้เปิดประตูแห่งปัญญาให้แก่ข้า
“ท่าน...เทพ...ต้น...ไม้...”