ตอนที่สามสิบสอง ดยุกผู้ขยันขันแข็ง
ณ ห้องทำงานของกิลด์ที่พวกอาลักษณ์โต้รุ่งมาตลอดทั้งคืนผมแค่เอาของมาให้เพื่อตอบแทนที่พวกเขาทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเป็นเพียงแค่แบ็กกราวด์ของเกมส์การกลายเป็นคนทำงานเอกสารยังเป็นฉากจบแบบแบดเอ็นด์อย่างหนึ่งของนางเอกเลยคิดดูละกัน
ผมรู้สึกเขินๆที่พวกนี้ทำหน้าแดงใส่ผมอย่างนี้ไม่ใช่สาวสวยไม่ต้องเลยเจ้าพวกนี้ เห็นอย่างนี้ผมรักษาความสัมพันธ์ดีมากนะจะบอกให้
ทาสอุ่นเตียงก็ส่วนทาสอุ่นเตียงคนทำงานเอกสารก็ส่วนคนทำงานเอกสารอย่าเอมาปนกันจะทำให้เสียการปกครองและการบริหารงานได้
แน่นอนมันมีบางงานที่ต้องอาศัยความสัมพันธ์เป้นการส่วนตัว
ในแนวที่แต่งนิยายหลายคนมองว่าคนมีฮาเร็มองครัก์หญิงนั้นเป็นคนมักมากในกาม
แต่ไม่ใช่เลย เพราอย่างนั้นจะตอบคำถามว่าซัดดัม คิมจองอุน เหล่าผู้เผด็จการทำไมถึงมีฮาเร็มของทหารหญิง?
เพราะทางเทคนิคในจักรวรรดิโรมันเคยมีองครักษ์แพทอเรี่ยน ที่ได้รับเงินเดือนสูงสุดจากจักรพรรดิสังหารจักรพรรดิเพราะได้ข่าวลือว่าจะโดนลดเงินเดือน
ทหารหญิงนั้นดุมีความซื่อสัตย์มากกว่าในสายตาของผู้เผด็จการและเป็นการแบ่งอำนาจองครักษ์เป็นหลายๆส่วนกระจายความเสี่ยงไปด้วยว่าต่อให้ล้างสมองหรือควบคุมหน่วยหนึ่งได้จะไม่สามารถจับตัวเราไปฆ่าด้วยคนจากองค์กรเดียวหรือหน่วยเดียวได้
และยิ่งในโลกที่ผู้หญิงสามารถชดเชยร่างกายปรกติด้วยเวทมนตร์และค่าสถานะมีเหตุผลอะไรที่ไม่ต้องการมีองครักษ์หญิง?
มาเรียสามารถมีสกิลหมู่โจมตีทั้งกองทัพได้หากได้หากผ่านเงื่อนไขและสกิลมากพอ
ในทางทฤษฎี ไม่มีสาเหตุที่ผู้หญิงจะอ่อนแอกว่าผู้ชาย
แต่อนิจจาพี่กล้ามฉลาดกว่าคนอื่นในการอัพสกิล
ผู้หญิงมักจะใช้ไปในของอย่างค่าเสน่ห์cha และสังสรรค์งานน้ำชา งานเต้นรำมากกว่าที่จะไปเสี่ยงตายแบบพี่กล้ามที่ดันเจี้ยนสุดโหดที่ก็อบลินจะพุ่งออกมาเมื่อไรก็ไม่รู้หรือกับดักอันตรายมากมาย พี่กล้ามที่รอดจากดันเจี้ยนสุดโหดมาได้จึงมีที่นิยมและราคาแพงมากๆเพราโง่มากพอที่จะเขข้าไปในดันเจี้ยนสุดโหดและฉลาดมากพอที่จะรอดออกมาจากดันเจี้ยนได้
ทุกคนในแคว้นไม่ต้องห่วงดยุกอูลริกมาแล้วและจะทำให้ทุกคนที่ไปงานเลี้ยงน้ำชาเต้นรำ ได้ไปเสี่ยงตายกับพี่กล้ามที่ดันเจี้ยนใต้ดินสุดโหดโดยพร้อมเพรียงกัน
แน่นอนผมกำลังวางแผนสร้างกองกำลังส่วนตัวนั้น แต่กองกำลังที่มีไว้เพื่อป้องกันก็คนละอย่างกับโจมตีผมต้องรอบคอบในการสร้างกองกำลังขึ้นมา
เป้าหมายของผมคือต้องให้อย่างน้อยทุกคนสามารถรรบได้แบบทหารแม้คนนั้นจะเป็นแค่คนจุดการเอกสารอย่างเสมียนและอาลักษณ์ก็ตาม
“พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้าดยุกอูลริกมาช่วยพวกเจ้าทำงานแล้ว”
ผมจะลองทดสอบแนวคิดของผมก่อนเคยเห็นพวกออร์คใช้วิธีนี้เรียกว่า ว๊ากกกก waaaagh
ที่ทางเทคนิคคือสกิลสาย war cry ที่สามารถใช้ร่วมกันเป็นกล่ามได้หากมีจำนวนมากพอออร์คจะอันตรายมากกว่าเพราะทั้งกองทมัพออร์คจะได้บัฟจากสกิลนี้
เกมส์มันก็บอกประมาณว่าสายมนุษย์นั้นจะได้เปรียบในด้านสกิลและการเรียนรู้ สายมอนสเตอร์จะได้เปรียบในด้านค่าสถานะว่าอย่างนั้น
ผมคิดว่าผมต้องทำอย่างพระเอกอิเซไคสกิลโกงบ้างที่หาช่องโหว่จากระบบ
“Command คำสั่ง ข้าขอสั่งให้พวกเจ้าใช้สกิลเรียนรู้”
ทั้งห้องส่งแสงสีขาวในการใช้สกิลออกมาทันที
รัศมีการเรียนรู้กระจายกันไปมา
“Command ข้าสั่งให้พวกเจ้าใช้สกิล accounting การทำบัญชี”
ทั้งห้องสะดุ้งและใช้สกิล accounting การทำบัญชีทันที
แม้จะมีบางคนสีหน้าอิดออดแต่ก็ไม่อาจต่อต้านการใช้ทักษะคำสั่ง command ของผมได้
เพี๊ยะ
Domesticate การทำให้เชื่อง
ผมฟาดแส้ไปที่คนที่อิดออดในการที่จะใช้สกิลเพื่อเสริมสร้างกำลังใจในการทำงาน
อืม คนสร้างปิรามิดที่ฟาดแส้ใส่ทาสก็จำเป็นต่อการทำงานก็เพราะอย่างนี้หรือนี่
ผลจากการใช้สกิลทำให้เชื่องพวกที่เคยอิดออดก็ได้เริ่มใช้สกิล accounting ทำบัญชีไม่อิดออดอีกต่อไป
ผมฟาดพวกเขาด้วยแส้อีกสองสามทีให้กับบางคนที่เริ่มไม่ใช้สกิลการเรียนรู้learning แล้ว
“โอ๊ย ท่านดยุกข้ายอมแล้วไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากใช้สกิล แต่พลังมานาของข้าหมดแล้ว ฮือ”
เสมียนและอาลักษณ์สองสามคนที่โดนผมฟาดแต่ไม่ใช้สกิลร้องไห้ขอร้อง
ทำไมพวกเจ้าอ่อนแอจังฟะนี่?
“ท่านดยุก พวกเราเป็นชาวบ้านธรรมดาเป็นอาลักษณ์มาได้เพราะได้ทุนการศึกษาพวกเราไม่ได้มีมานามากอย่างขุนนางนะขอรับท่าน” เสมียนคนนั้นร้องไห้ขออภัยไม่มีความคิดที่จะต่อต้านเพราะโดนสกิลทำให้เชื่อง Domesticateของผมกันทั้งห้องแล้ว
จากที่แค่เริ่มการฟาดแส้ใส่ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเองนะ?
อุตสาห์คิดว่าจะได้การบัฟไปมาไร้ที่สิ้นสุดจากสกิลเรียนรู้learning ของคนในห้องนับร้อยคนพร้อมกันและเป็นวิธีโกงที่จะได้สกิลไม่มีขีดจำกัดแบบพระเอกอิเซไค แต่ข้อจำกัดของการโกงแบบนี้คือพลังมานาเองหรือนี่?
สุดท้ายก็กลับไปที่ทรัพยากร
แน่นอน Domesticate การทำให้เชื่องของผมก็สูงขึ้นมาอีกสองสามขั้นจากการได้รับผลจากสกิลlearningของอาลักษณ์และบัณฑิตนับร้อยคนในห้องทำงาน
แต่ commandออกคำสั่งของผมที่สกิลต่ำกว่านั้น พุ่งขึ้นมาอีกจำนวนมาก
สมแล้วที่บอกว่ามนุษย์มีการเรียนรู้ด้านสกิลสูงที่สุดมากกว่าสัตว์อสูรเผ่าอื่นแต่ร่างกายอ่อนแอกว่า
ผมประคองคนที่หมดพลังมานาขึ้นมา
“เจ้าอย่าได้ทุกข์ใจข้าต้องขออภัยด้วยเอ้านี่คือน้ำยาเพิ่มพลังเวทย์ของข้า ข้าขอมอบให้แก่เจ้า”ผมได้มอบน้ำยาพลังเวทย์จากกระเป๋าเก็บของของผมให้กับเหล่าบัณฑิตที่พลังมานาน้อยกว่า
ผมเริ่มสังเกตออกแล้วว่าคนที่มีมานาเหลือเฟือคือพวกขุนนางนี่เอง
พอพวกนั้นดีใจที่รับน้ำยาเพิ่มพลังไปแล้ว
แต่ก่อนที่พวกเขาจะหน้าแดงอีกครั้ง
ผมก็ฟาดแส้ใส่อีกครั้ง
“Command ทานยาเพิ่มพลังและนั่งพัก”
ผมฟาดแส้และสั่งให้พวกที่มานาหมดนั่งพักฟื้นพลังและหันไปฟาดแส้ใส่คนอื่นต่อไป
“ทานยาเพิ่มพลังและนั่ง เพี๊ยะพัก เพี๊ยะ พัก เพี๊ยะ พัก เพี๊ยะ พัก” สลับกับเสียงฟาดแส้
งานที่คิดว่าจะเสร็จตอนเที่ยงวันกลับเสร็จได้โดยไม่ถึงเก้าโมงเช้า
ความขยันขันแข็งของท่านดยุกทำให้พวกเสมียนทำงานได้อย่างงรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
พวกเสมียนและอาลักษณ์ที่เกิดมาเป็นชนชั้นต่ำมีมานาน้อยกว่าชนชั้นสูงแต่ก็ได้พลังเพิ่มขึ้นจากการผจญภัยและการใช้สกิล learning เป็นหมู่คณะ ทำให้ทักษะ accounting ของพวกเขาก็เพิ่มขึ้นมาเช่นกัน รวมไปถึงการใช้ทักษะ learning ที่ใช้ได้บ่อยขึ้นด้วย
คนธรรมดาไม่อยากเหนื่อยเลยไม่อยากใช้สกิลพร่ำเพรื่อเพราหากมานาต่ำจะเกิดอาการเหนื่อยจริงๆ
แม้พวกเขาจะไม่มีใครใช้สกิลได้มากและถี่เท่าท่านดยุกก็ตามที่สามารถเฆี่ยนแส้ฟาดทาสต่างๆได้ทั้งคืนแบบไม่ต้องพัก
ทุกคนเริ่มรู้สึกอย่างเด่นชัดว่าตนเองนั้นต่ำชั้นกว่าท่านดยุกที่ไม่ต้องดื่มน้ำยาเพิ่มพลังมานาเลยแม้แต่ขวดเดียวตลอดเวลาที่ทำงานเอกสารกัน
การที่ได้ยินแต่เรื่องชนชั้นต่ำไม่สามารถสู้ขุนนางได้ พวกเขามองว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่เป็นเรื่องห่างไกลตนเอง
แต่พอมาเห็นของจริงที่ท่านดยุกใช้สกิลได้อย่างไม่คิดต่างกับประชาชนธรรมดาที่ใช้สกิลแค่นิดหน่อยก็พลังหมด
พวกเขารู้สึกว่าท่านดยุกนั้นราวกับถังมานาที่พลังไม่มีวันหมด