ตอนที่ 1 (3)
บทเนื้อเื่
เสียงจอแจดังขึ้นเมื่อเอ็นจินงํเปิดประตูเข้าไปในสมาคมนักผจญภัย คนละแห่งกับที่เขาเคยเข้าไปเมื่อวาน
ภายใต้สภาพแวดล้อมนี้เขาไม่ค่อยคุ้นเคย เนื่องจากตลอดมาแทบไม่ได้คุยกับใครนอกจากคนสนิท ฉะนั้นตอนนี้เขาจึงไม่ต่างจากลูกแกะที่อยู่กลางวงล้อมฝูงหมาป่า ในความคิดส่วนตัว
ถึงแบบนั้นเขาก็ตั้งใจมาที่นี่เพื่อมีชีวิตต่อไป โดยการหาเงินเลี้ยงชีพ เพราะในตอนนี้เขาไม่มีเงินหรือของมีค่าอย่างอื่นเลย นอกจากเสื้อผ้าถูกๆกับชีวิตตัวเอง
อย่างไรก็ตามเขาจะหันหลังกลับเพียงเพราะความกลัวส่วนตัวไม่ได้
เมื่อเอ็นจินงํคิดถึงสาเหตุที่ตัวเองต้องมาตกที่นั่งลำบากแบบนี้ มันก็น่าหงุดหงิด มันคงไม่แปลกจากการที่เขาเคยเป็ถึงหนึ่งในเ้าชายมาก่อน
แต่ถ้าลองนึกดูอีกทีสาเหตุก็มาจากตัวเขาเอง เขาไม่ชอบที่ตัวเองอ่อนแอ ซึ่งมันก็แค่ตอนนี้ เพราะแต่ก่อนเขาไม่ค่อยจริงจังกับเื่นี้มาก
อย่างไรก็ตาม
เอ็นจินงํยังคงหน้าบูด
ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็ยิ้มเอือมๆเมื่อเข้าไปหยุดอยู่หน้าโต๊ะประชาสัมพันธ์
“ เอ่อ...ผมมาสมัคร...เป็นักผจญภัย...ครับ ”
เสียงของเด็กหนุ่มวัย 15 ปีดังขึ้นเบาๆต่อหน้าของหญิงสาวผู้ทำงานอยู่ตรงนั้น
เธอรู้สึกแปลกๆจากน้ำเสียงที่มันสั่นๆ ติดๆขัดๆ แต่เธอก็พอเข้าใจได้จากประสบการณ์ทำงานที่ได้พบผู้คนมากมาย
“ เชิญเซ็นใบสมัคร แล้วรับเสื้อคลุมของทางเราได้ทางด้านในค่ะ ”
ด้วยรอยยิ้มของเธอแสดงถึงความเป็มิตรได้ทันทีเมื่อได้พบ เอ็นจินงํพอจะลดความประหม่าลงได้ จากความสามารถของเธอคนนี้
แสดงให้เห็นว่าพวกคนทำงานประชาสัมพันธ์เชี่ยวชาญด้านมนุษย์สัมพันธ์พอสมควร
_________________
เวลา 19.03 น. ณ สมาคมนักผจญภัย
หลังจากเอ็นจินงํสมัครเสร็จก็เกิดเหตุการณ์ขึ้นทันที
“ สรุปเราจะต้องเอาเ้าเด็กนี่ไปด้วยจริงเหรอ ? ”
“ ถ้า Center ว่าไงก็ว่าตามกัน สำหรับพวกเราแล้วการมีตัวล่ออาจจะสำคัญก็ได้ นี่คือความคิดของฉันนะ ทาง Center จะคิดยังไงฉันไม่รู้ ”
“ ก็ได้! ยอมให้ก็ได้! นี่เห็นแก่การที่เ้านั่นเป็ Center ระดับสูงหรอกนะ ”
ชาย 2 คนถกเถียงกัน โดยคนท่าทางเกรี้ยวกราดชื่อว่า แก็นรัง ส่วนอีกคนที่ดูเป็ชายผู้ดี ท่าทางฉลาด ชื่อว่า เร็ป
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาสองคนไม่ค่อยพอใจกับการที่ได้เอ็นจินงํมาเข้าปาร์ตี้แต่พวกเขาก็ยอม เนื่องจากมีคนระดับสูงมารวบรวมคนเข้ากลุ่ม ปกติแล้วการจะทำงานอะไรสักอย่างจำเป็ต้องมีคนหลายตำแหน่ง เพื่อความสามารถที่หลากหลาย
ทว่าบางครั้งเมื่อมีใครสักคนที่มีความสามารถสูงมายื่นมือเชิญเข้าร่วมพวกเขาจะต้องตอบตกลงทันที เพราะนั่นจะทำให้ตนเองทำงานได้ง่ายขึ้น รวมถึงค่าตอบแทนก็มาก จากระดับคนพวกนั้น
ฉะนั้นแล้วไม่มีเหตุผลอะไรเลยถ้าเกิดได้โอกาสนี้แล้วจะไม่รับไว้ ยกเว้นมีเหตุผลที่มันไม่ได้จริงๆ อย่างไรก็ตาม เอ็นจินงํ จะไม่มีทางถูกไล่ออกจากกลุ่มแน่ เหตุคือมันคงไม่มีใครกล้าขัดใจคนระดับสูง ยกเว้นเขาจะไล่ออกเอง
“ ครบแล้วค่ะทุกคน! ถ้ายังไงจะไปกันเลยไหม พอดีฉันรีบมาก เอาเป็ว่าถ้าใครยังไม่พร้อมฉันจะปล่อยเลยนะ! ”
หญิงสาวปล่อยผมเดินกลับมากับเด็กสาวท่าทางเงียบๆ ในขณะที่เธอดูอินดี้ เธอมีชื่อว่า ซานเนียสก้า ส่วนเด็กสาวที่มากับเธอชื่อว่า เลวี่
ซานเนียสก้า เธอมั่นใจ เพราะเธอคือคนรวมกลุ่มนี้ แน่นอนเธอคือนักผจญภัยระดับสูง ด้วยเหตุนั้นทุกคนมีแต่ต้องตามเธอ ต่อให้ไม่พร้อมก็ตาม
“ ข้าอยากรู้เหตุผลที่คุณพาเด็กไปด้วย 2 คน พวกเขาจะทำอะไรได้งั้นเหรอ งานที่คุณรับมันไม่ได้ง่ายขนาดให้มือใหม่ไปด้วยได้เลยนะ ”
เก็นรัง มอบคำถามให้แก่ซานเนียสก้าอย่างระมัดระวัง เขารู้ว่าเขาไม่ควรหยาบคายใส่เธอ ถ้าเกิดเขาทำแบบนั้น เขาอาจจะถูกไล่ออกจากกลุ่มเพราะเื่มาก ซึ่งในตอนนี้เองก็เช่นกัน
และถึงแม้เขาจะยอมแต่อย่างน้อยๆเขาก็อยากรู้เหตุผล
“ สำหรับ Center ที่ไม่ต่างจากหอบังคับการณ์ของทีม มักมีความคิดแตกต่าง ความคิดของนายคือตั้งสมมุติฐานไว้ว่า ยศต่ำ กับรูปลักษณ์ที่ดูอ่อนแอ คือไร้ประโยชน์ ลองมองใหม่ด้วยละกัน แต่ถึงยังไงมันก็แค่ความคิดส่วนตัวของฉัน มันไม่ได้ถูกเสมอไปหรอกนะ ”
ซานเนียสก้า เดินไปหยุดที่หน้าประตู ก่อนจะตอบเก็นรังกลับไป
การแสยะยิ้มนั้น เมื่อมองจากมุมมองของเก็นรังมันก็สวยไม่เลว แต่สำหรับเก็นรังที่โดนตอบกลับมามันไม่ใช่กริยาที่สวยเลย
“ อึก… ”
“ ไม่นึกถึงผลกระทบที่ตามมาหน่อยเหรอบางทีพวกเขา อาจจะต้องตายก็ได้! ”
จิตสำนึก และสามัญสำนึก เป็เื่พื้นฐานที่พวกเขาทั้งสองจะต้องคำนึง ถึงแม้เก็นรังกับเร็ป จะนึกเป็ห่วง แต่ว่าเจตนาจริงที่พูดมันก็แค่ไม่้าตัวถ่วง ทั้งการต่อสู้ รวมถึงส่วนแบ่งแค่นั้นเอง
เื่นี้ซานเนียสก้ารู้อยู่แล้ว เธอจึงไม่ได้สนใจคำพูดจอมปลอมนั้นมาก แม้มันอาจจะเกิดขึ้นก็ตาม
ด้วยเหตุผลบางอย่าง เธอแสยะยิ้มตลอดเวลา มันสร้างความกดดันได้อย่างดี จากการที่เดาใจไม่ออก
“ เอาล่ะ! เราไปกันเถอะ ”
ก่อนที่ซานเนียสก้าจะหันเท้าออกประตูไป โดยทิ้งคำถามมากมายไว้ให้แก่ชายสองคน
ทางด้านเอ็นจินงํกับเลวี่มีหน้าที่เพียงทำตามไป เนื่องจากก่อนหน้านี้เธอเป็คนบอกว่า “ ไม่จำเป็ต้องสนใจคำพูดใครก็ได้ นอกจากฉัน ”
พวกเขาเดินหน้าสู่เป้าหมายงาน อย่างช่วยไม่ได้
โดยที่เอ็นจินงํต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อลดความประหม่าตลอดเวลา
...งานแรกของเอ็นจินงํคืออะไรกัน…
ต่อตอนที่ 1 บทเนื้อเื่ (2)
[OP.]
เมื่อสุริยาส่องสว่างยามราตรี ความมืดก็จางหายไร้ร่องลอย คำถามลอยในสายลมในเวลาต่อมา
เวลาเราจะหยุดตอนไหน? ทำไมฉันถึงตัดสินใจทิ้งคุณ? เพราะอะไรทำไมฉันต้องเกลียดคุณ?
คำถามที่ไม่มีคำตอบรับกลับมา
ท่ามกลางความสงสัย ไร้ซึ่งคำตอบ
แสงสว่างได้กลืนกินความมืด
แม้กระทั่งอุณหภูมิ รวมไปถึงเผยทัศนวิสัย
ถึงแบบนั้นมันก็ไม่ใช่เวลาที่เป็ รู้สึกได้แต่ต้น ถึงความผิดปกติ
ยามสุริยาส่องสว่างยามราตรี ความมืดก็จางหายไร้ร่องลอย ทุกสิ่งตื่นจากการหลับใหล แต่ทว่าไม่อาจเห็นความมืดได้อีก มันคือข้อแลกเปลี่ยนที่ดีแน่เหรอ
ยิ่งสนิทมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเลวใส่มากเท่านั้นยังงั้นเหรอ?
เมื่อพบรัก...แล้วมันคือรักแท้...พวกเขาทั้งสองจะรักกันตลอดกาล...ฉันไม่เคยพบเห็นคนพวกนี้เลย
อารมณ์ทุกอย่างที่ฉันเคยมีให้กับผู้คนที่รู้จัก
มันยังเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา สุดท้ายก็ดับไปแล้วแปรเปลี่ยนเป็ความเศร้า ในตอนจบ
บนโลกที่สรรพสิ่งไม่รู้จักความมืด
มันเริ่มส่งผลกระทบ
ต่อสิ่งที่มีหน้าที่สร้างความสว่าง
ด้วยความง่ายเหล่านี้
ผู้คนต่างลดความสำคัญลง
แล้วจบลงด้วยการถูกเรียกว่าไร้ค่า
เทียนที่เคยถูกจุดในอดีต หลอดไฟที่ถูกคิดค้นและทำหน้าที่อย่างดีมาตลอด
แม้แต่การเปรียบเปรย จินตนาการถึงแสงกับความมืด
พวกมันได้ทำหน้าที่คู่กัน พร้อมสร้างความสุขกับทุกข์ให้ผู้คน ทว่า...
มันได้หายไปแล้ว
จนถึงความทรงจำของคนบางคน
ความมืดมันได้สร้างความหวาดกลัว
ผนึกในั์ตาทั้งสองไม่มีวันเลือนหาย
ลึกลงไปถึงจิตใจพร้อมเสียงที่เงียบสงัด
ได้โปรดทำให้มันหายไปที
ในวันนั้นแสงสุริยาสาดส่องยามราตรี ความมืดค่อยๆจางหายไปอย่างไร้ร่องลอย สรรพสัตว์ตื่นขึ้นจากการหลับใหล พวกเขาได้แต่ดีใจลืมหูลืมตา จนสุดท้ายหลังจากนั้นก็ไม่ได้เห็นความมืดอีกเลย มันคือข้อแลกเปลี่ยนที่ดีแน่แล้วเหรอ?
By 7MW