“คุณชายหมิง!คุณชายหมิง! ไจ้เฉิน! ศิษย์พี่! เอาแต่อ่านตำรามันน่าเบื่อเรามาสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กันดีกว่าเถอะ!”
หมิงหยวนปวดหัวกับคนผู้นี้มาก
จางจิ่วรั่งผู้คลั่งไคล้หมากล้อมนับตั้งแต่หมิงหยวนไปดูเขาเล่นหมากล้อมในวันนั้น เขาก็ตามติดหมิงหยวนอย่างกับแผ่นแปะหนังสุนัข
คุณชายใหญ่จางผู้นี้เดิมทีเช่าห้องพักอยู่ข้างนอกแต่ตั้งใจย้ายกลับมาอยู่หอพักในสำนักศึกษา เพราะอยากอยู่ที่เดียวกันกับหมิงหยวน
เขามักมาดักรอหมิงหยวนที่หน้าประตูห้องทุกวันพยายามรบเร้าให้หมิงหยวนเล่นหมากล้อมกับตน รุกหนักเสียจนหมิงหยวนนึกกลัวคนผู้นี้แทบอยากมุดดินหนี
คุณชายสามหมิงผู้นั้นก็กระไรไร้ความรับผิดชอบที่สุด ขายเขาแล้วตัวเองก็ปัดตูดหนีกลับสำนักศึกษากลางหน้าตาเฉยก่อนไปยังหัวเราะเยาะเขาที่ยืนกรานจะมาอยู่หอพัก บอกให้พักด้วยกันก็ไม่ฟังหมิงหยวนอยากจะวิ่งไล่เตะคนผู้นั้นสักทีคงดีไม่น้อย
“คุณชายหมิง…”
“คุณชายจางข้าบอกท่านไปหลายหนแล้ว ทักษะเดินหมากของข้าก็แค่พอใช้ได้เท่านั้นคงมิอาจประลองกับผู้ใดได้ ที่สำนักศึกษาหลวงมีปรมาจารย์หมากล้อมฝีมือสูงส่งมากมายไยท่านต้องปักใจอยากเล่นกับคนเดียวด้วยเล่า?”
เพราะเรื่องวันนั้นหมิงหยวนจึงกลายเป็นคนดังทั้งที่พึ่งเข้าสำนักได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้น
“แต่วันนั้นเจ้าแค่ดูแวบเดียวก็คาดเดาผู้ชนะได้อย่างแม่นยำแสดงว่าทักษะหมากล้อมของท่านเหนือกว่าพวกข้าสองคนมากต้องมีทักษะสูงกว่าข้าอย่างน้อยสองขั้นไม่แน่ว่าทักษะของเจ้าอยู่ที่ขั้นแปดขั้นเก้าก็ได้ซึ่งในชีวิตนี้ข้าไม่เคยพบเห็นผู้ที่มีฝีมือสูงส่งขนาดนั้นมาก่อนแล้วจะไม่ให้ข้าปักใจได้อย่างไร?”
วันนี้น้ำเต้าใบใหญ่ไม่ได้ห้อยไว้ข้างกายแต่ถูกเขากอดไว้ในอ้อมแขน ก่อนมันจะถูกวางลงข้างหน้าหมิงหยวน“นี่เป็นสุราที่ดีที่สุดในเหยี่ยนโจว เจ้ากับข้าไปกินดื่มด้วยกันเถิดเดี๋ยวข้าเลี้ยงเอง ว่าอย่างไร?”
หมิงหยวนจนใจเหนื่อยจะอธิบาย“ข้าบอกไปแล้วว่าข้าไม่ได้ดูออกว่าผู้ใดแพ้ชนะ ข้าเพียงรู้ว่าท่านเป็นผู้ใด”
เขาไม่ได้โกหกหมิงหยวนโชคดีที่มีอาจารย์เป็นคน “โดดเด่นไม่เหมือนผู้ใด” อย่างโหวอิงยิ่งพอได้รู้ว่าผู้เป็นอาจารย์สามารถทิ้งทุกอย่างแล้วหนีไปพร้อมกับสาวงามหมิงหยวนจึงได้เข้าใจคำว่ามนุษย์ผู้รักอิสระและมีรักลึกซึ้งแม้ยามสอนเขาเข้มงวดจริงจัง แต่นอกเวลาสอนเขาเป็นคนสบายๆ ไม่ถือตัวไม่ว่าเรื่องน้อยใหญ่อันใด ทั้งข่าวสารบ้านเมืองจากทุกหนแห่ง ซึ่งไม่รู้ว่าเขาจะจดจำเรื่องพวกนั้นไปเพื่อสิ่งใดทว่าเขาก็มักยกเรื่องเหล่านั้นมาบอกเล่าพูดคุยกับหมิงหยวนอยู่บ่อยครั้งหมิงหยวนจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฟังเรื่องเล่าจากผู้เป็นอาจารย์เหตุเพราะเขาเคยเดินทางไปหลายหนหลายแห่ง จึงมีประสบการณ์เยอะพอตัวทั้งวิธีการเล่าก็น่าฟัง เขาดูมีความสุขยามได้เล่าเรื่องคนฟังจึงรู้สึกสนุกสนานไม่น่าเบื่อหมิงหยวนจึงมีความรู้เกี่ยวกับความเป็นไปของตระกูลน้อยใหญ่ทั้งหลายไปโดยปริยาย
แน่นอนว่าพวกเขาต้องเคยศึกษาตำราหมากล้อมมาก่อนโหวอิงยังเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นไปของตระกูลจาง ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเรียกได้ว่าละเอียดยิบทายาทรุ่นเล็กอย่างจางรั่งมีข่าวลือว่าเดิมทีเขาเป็นเพียงบุตรนอกสมรสที่ไม่ได้รับความสนใจมารดากับเขาต้องใช้ชีวิตลำบากอยู่ข้างนอกจนต้องพาเขามาขอข้าวที่จวนแต่กลับถูกบ่าวรับใช้ขับไล่ไสส่งอย่างไม่ไยดี ประจวบเหมาะที่เวลานั้นผู้อาวุโสจางกำลังเล่นหมากล้อมอยู่ในสวนพวกเขาไม่ทันระวังจึงเผลอไปทำกระดานหมากคว่ำ ในขณะที่ชายชรากำลังจะโมโหเหล่าบ่าวรับใช้ต่างคุกเข่าร้องขอความเมตตาทว่าจางรั่งที่ตอนนั้นอายุเพียงไม่กี่ขวบกลับยืนตัวตรงและกล่าวว่าก็แค่กระดานหมากคว่ำ เก็บมาเรียงใหม่ได้
ชายชราหัวเราะร่าพร้อมบอกให้จางรั่งเก็บหมากมาเรียงใหม่แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่าเด็กชายจะเก็บหมากล้อมที่กระจัดกระจายมาเรียงรายไว้เหมือนเดิมทุกประการชายชราทึ่งในความสามารถ ยิ่งพอได้รู้ว่าเด็กคนนี้เป็นผู้ใดเขาก็ไม่ปล่อยให้เด็กชายออกไปลำบากอยู่ข้างนอกอีกเลย ทั้งยังส่งเสียเลี้ยงดูอย่างดีและอบรมสั่งสอนหลานคนนี้ด้วยตนเอง
พอหมิงหยวนฟังเขาเล่าจบก็ออกความเห็นเมื่อเด็กคนนั้นมีคนคอยสนับสนุนก็คงจะมุ่งมั่นเพื่ออนาคตที่ก้าวหน้าทว่าโหวอิงกลับบอกเขาว่าเด็กชายหมกมุ่นอยู่กับหมากล้อม ไม่สนใจเรื่องอื่นเรียกได้ว่าเป็นคนมีใจรักลึกซึ้งโดยกำเนิด
ตอนนั้นหมิงหยวนดูจากการเล่นในตาแรกทั้งดูจากกลยุทธ์การวางหมากและอายุอานามก็พอเดาออกแล้วว่าคนผู้นี้จะต้องเป็นคุณชายตระกูลจางเมื่อพอจะรู้เบื้องหลังของเขาแล้วก็ไม่จำเป็นต้องลุ้นผลการแข่งอีกสามรอบที่เหลือ
นอกจากจิ่วรั่งจะไม่คล้อยตามแล้วก็ยังไม่ยอมลดละความพยายาม“คำพูดนี้เอาไว้หลอกคนอื่นก็คงจะได้ผล เจ้าคิดว่าจะหลอกข้าได้หรือ? ต่อให้เจ้าบอกว่าเจ้าจำข้าได้เพราะดูจากการเล่นทั้งสามตาของข้าแล้วตาแรกเล่า? ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะเดาออกอย่างไรก็ต้องมีฝีมือพอตัว วันนี้เล่นกันสักตาเถอะ ถ้าเจ้าไม่ยอมเล่นกับข้าข้าก็จะยืนอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน”
หมิงหยวนเหนื่อยใจมากอยากรีบออกไปข้างนอกใจจะขาดจึงพยักหน้าส่งๆ “ก็ได้ๆแต่เชิญศิษย์พี่จิ่วรั่งกลับไปก่อน วันนี้ศิษย์น้องมีธุระเสร็จธุระแล้วจะกลับมาเล่นกับท่าน”
“หนึ่งคำจากปากปัญญาชน”
“สี่ม้ายากตามกลับคืน”
จางจิ่วรั่งได้คำตอบเป็นที่พอใจแล้วก็เบี่ยงตัวหลบไปข้างๆเพื่อหลีกทางให้หมิงหยวนออกไป ส่วนตัวเขาก็หันไปหยิบขวดน้ำเต้า และเดินไปอีกทาง
......
ด้านหมิงหยวนนั้นก็มีธุระจริงๆไม่ใช่ข้ออ้าง
เหตุเพราะโหวอิงเขียนจดหมายมาบอกว่าหลังเข้าศึกษาแล้วให้เขาไปพบเผยซูเยี่ยผู้ที่เป็นทั้งสหายร่วมชั้นของโหวอิงในยามนั้นและเป็นอาจารย์ในสำนักศึกษาหลวงในยามนี้ว่ากันว่าเผยซูเยี่ยในยามนั้นโด่งดังมากในเมืองหลวงแต่ไม่รู้เหตุใดถึงมาใช้ชีวิตไปวันๆ อยู่ที่สำนักศึกษาหลวงเรื่องนี้โหวอิงเองก็ไม่ได้เล่าให้ฟัง เพียงกำชับให้เขาไปคารวะคนผู้นั้นให้ได้
โหวอิงต้องนึกไม่ถึงแน่ๆว่าเผยซูเยี่ยจะเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของหมิงหยวน
หมิงหยวนเดินมุ่งหน้าไปที่สำนักศึกษาแต่กลับได้ความว่าอาจารย์เผยไม่อยู่ พอหมิงหยวนถามว่าเขาพักอยู่ที่ใด จะได้ไปตามเจ้าหน้าที่ยอมบอกที่อยู่ของท่านอาจารย์แก่เขาแต่กลับแนะนำให้เขาหยุดความคิดนั้นพร้อมทำหน้าแปลกๆ “ข้าว่าเจ้าอย่าไปดีกว่า”
หมิงหยวนถามต่อ“เพราะเหตุใดกันขอรับ?”
“ผู้ใดเขาก็รู้กันว่าอาจารย์เผยผู้นั้นค่อนข้างมีชื่อเสียงทว่านิสัยประหลาดนัก ต่อให้เจ้าไปพบเขาถึงหน้าบ้าน เขาก็ไม่มีทางออกมาพบเจ้า”
“อย่างนั้นเองหรือ? ท่านช่วยเล่าให้ข้าฟังจะได้หรือไม่ว่าเหตุใดอาจารย์เผยถึงเป็นเช่นนั้น”
เจ้าหน้าที่ส่ายหัวพร้อมทำท่าจะปิดประตู“ผู้ใดจะไปรู้ พวกนักปราชญ์มากความรู้ก็มักมีนิสัยแปลกๆ กันทั้งนั้น อย่างไรเสียหากเจ้ามาเพื่อขอคำปรึกษาจากเขาล่ะก็...รอถามยามที่เขามาสอนเถอะนอกเวลาเรียนต่อให้เป็นเง็กเซียนเขาก็ไม่ให้พบ”
หมิงหยวนถูกดันหลังออกมายืนงงอยู่เพียงลำพังสักพักก็ส่ายหัวน้อยๆ ได้ที่อยู่มาแล้วก็ต้องไปให้ถึง
เดินพ้นจากเขตสำนักศึกษาหลวงฝั่งทิศตะวันตกกับฝั่งทิศเหนือเป็นที่พักของเหล่าอาจารย์และบัณฑิตในสำนักศึกษาหมิงหยวนตัดสินใจเดินไปตามถนนฝั่งเหนือก่อน เขาได้พบเจอผู้คนมากมายระหว่างทางก็แวะทักทายเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งบ้านเรือนเริ่มเบาบาง ผ่านไปอีกสองตรอกก็ถึงจุดหมายบริเวณนี้เป็นที่อยู่ของชาวบ้านธรรมดาเสียส่วนใหญ่แต่ก็มีเหล่านักปราชญ์ปัญญาชนอาศัยอยู่ประปรายหมิงหยวนแค่ถามคนแถวนั้นนิดหน่อยก็ได้ความแล้ว ตอนนี้เขาจึงกำลังยืนเคาะประตูเคาะแล้วเคาะอีก
คนข้างในได้ยินเสียงเคาะก็ตะโกนถามอย่างไม่สบอารมณ์“ผู้ใด!”
“อาจารย์เผยศิษย์หมิงหยวนมาขอเข้าพบขอรับ”
“อยากถามอันใดเก็บไว้ถามในห้องเรียนนอกเวลาเรียนหรือนอกสำนักศึกษาข้าไม่ตอบ” เสียงตอบกลับสุดแสนจะเย็นชา“เจ้ากลับไปเถิด”
หมิงหยวนเคาะประตูอีกครั้งอีกครั้ง และอีกครั้ง ทว่ากลับไม่มีเสียงตอบรับจากคนข้างใน
หมิงหยวนก้มมองของที่ตนหอบหิ้วมาด้วยก็ต้องกระทืบเท้าด้วยความขัดใจเคาะประตูอีกสองสามครั้งผลก็ยังเหมือนเดิมเขาจึงตัดสินใจทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นถนนหน้าบ้านพร้อมตะโกนเสียงดังลั่น “อาจารย์เผย!ช่วยด้วยขอรับ! ช่วยศิษย์ด้วยขอรับ ช่วยด้วย...ขอรับ อาจารย์เผย...”
เพื่อนบ้านต่างเปิดประตูออกมาสอดส่อง
ในเมื่ออาจารย์ไม่สนใจจะรักษาภาพลักษณ์หน้าตาแล้วหมิงหยวนจะต้องกลัวอันใด ตะโกนเสียงดังอย่างไม่อายฟ้าดินไปเลย
ในที่สุดประตูบานคู่ก็เปิดออกอย่างแรงชายวัยกลางคนรูปร่างสูงผอมยืนประจันหน้า เอ่ยเสียงเย็นชาราวกับภูเขาน้ำแข็ง“ทำอันใดของเจ้า?”
หมิงหยวนกลับนั่งเอามือเท้าไปข้างหลังไม่ยอมลุกจากพื้น เงยหน้ามองอีกฝ่าย “ก็เรียกให้คนช่วยเปิดประตูน่ะสิขอรับ”
“นี่เจ้าอยากตายหรือ?”
“เปล่าขอรับ”
“แล้วเจ้าจะเรียกหาพระแสงอันใด!”
หมิงหยวนรีบยกตะกร้าสานในมือขึ้น“เพื่อส่งของกำนัลให้ท่านให้ได้ แม้ตายก็ต้องยอม”
“ข้าไม่รับของกำนัล”ผ้าที่คลุมตะกร้าไว้ขยับยุกยิกเรียกความสนใจจากสายตาของอาจารย์ก้อนน้ำแข็งได้ทันที “นี่มันสิ่งใดกัน”
ทันทีที่หมิงหยวนดึงผ้าคลุมออกก็พบว่าเป็นลูกแมวขนฟูตัวกลมตัวใหญ่เท่าฝ่ามือนอนเบียดกันอยู่ในตะกร้า“แมวที่เลี้ยงไว้ไปทำให้แมวตัวอื่นท้องป่องก็เลยต้องรับผิดชอบขอรับ”
“มันไม่ใช่ธุระกงการอันใดของข้า”ก้อนน้ำแข็งขมวดคิ้ว
“ไม่ใช่ธุระกงการของท่านแต่ข้าเป็นเพียงบัณฑิตฐานะยากจน ไม่อาจเลี้ยงดูพวกมันได้หากท่านไม่ยอมรับพวกมันไว้ ข้าคงต้องทิ้งพวกมันไว้ข้างทางแล้วแหละขอรับ”หมิงหยวนแสดงละครฉากใหญ่
ก้อนน้ำแข็งสูดหายใจเข้าลึกๆหายใจออกยาวๆ อีกครั้งและอีกครั้ง สายตาจับจ้องอยู่ที่พวกเจ้าก้อนขนฟูจนมิอาจละสายตาได้ในที่สุดก็กัดฟันตอบรับ “เข้ามา”
หมิงหยวนลุกพรวดพราดปัดเศษฝุ่นเศษดินแล้วเข้าไปข้างในพร้อมตะกร้าลูกแมวในอ้อมแขน
ทั้งสองเดินเข้ามาถึงลานกลางบ้านคนเฝ้าประตูก็ไม่มีสักคน ทั้งภายในและภายนอกเรือนก็ไม่มีผู้คนดูเหมือนว่าเผยซูเยี่ยจะอาศัยอยู่ที่นี่เพียงลำพังหมิงหยวนเดินตามเข้าไปในห้องนั่งเล่น อีกฝ่ายไม่แม้แต่จะเชิญให้นั่งหรือดื่มน้ำเผยซูเยี่ยเพียงคว้าตะกร้าสานจากมือเขาไปถือเอง “มีอันใดหรือ?”
หมาป่าเดียวดายสุดๆหมิงหยวนแอบนินทาในใจก่อนจะหยิบจดหมายของโหวอิงออกมาจากชายแขนเสื้อแล้วยื่นให้อีกคนด้วยสองมือ“ศิษย์นามว่าหมิงหยวน มาจากเจียงโจวศิษย์มาคารวะท่านตามคำสั่งของท่านอาจารย์โหวตงเลี่ยงขอรับ”
“เจ้าพูดว่าผู้ใดนะ???”
--------------------------------------------------------