ทะลุมิติมากลายเป็นจอมโจรปล้นสุสานในโลกเซียน

    บทที่ 44 ซากเทวะกึ่งระดับเงิน

    บทที่ 44

    ซากเทวะกึ่งระดับเงิน

    ชีวิตของจางหยุนแทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ส่วนใหญ่เขาจะใช้เวลาอยู่กับเรือนพักของตนเอง เพื่อที่ใช้เวลาทั้งหมดในการฝึกฝน


    จางหยุนเริ่มจากการแบ่งเวลาในการฝึกดาบก่อน การฝึกดาบนี้เพิ่มเข้ามาหลังจากที่เขาเริ่มฝึกฝนวิชาดาบสามสะบั้น 


    จางหยุนเริ่มจากการฝึกฝนดาบในช่วงเย็น หลังจากนั้นเมื่อฝึกฝนดาบเสร็จ เขาก็ฝึกฝนวิชากลืนมรณะแล้วก็ซากเทวะต่อในช่วงกลางคืน ชีวิตเช่นนี้แทบจะเป็นกิจวัตรประจำวันของจางหยุน


    เพราะว่าพักอยู่ภายในที่พักที่หอการค้าเหรียญสวรรค์เป็นเจ้าของ พื้นที่บริเวณแถบนี้จึงเงียบสงบมากไม่มีผู้ใดเข้ามารบกวน จางหยุนเลยสามารถใช้สมาธิในการฝึกฝนได้อย่างเต็มที่


    ผนวกกับเขาไม่ได้มีสหายมากมายอันใด คนที่เขารู้จักในยามนี้ก็มีเพียงแต่ ตาเฒ่ากู่ที่อยู่ข้างบ้าน เฉินเยว่แห่งหอการค้าเหรียญสวรรค์ และก็หลินอวี่คนหนุ่มที่เป็นคนนำทาง 


    ด้วยการที่มีคนรู้จักน้อยเช่นนี้ เลยทำให้เขานั้นเก็บตัวฝึกตนได้โดยที่ไม่มีผู้ใดมารบกวน 


    ส่วนเวลาที่ว่างจากการฝึกตน จางหยุนมักจะพูดคุยแล้วก็สนทนากับตาเฒ่ากู่


    ตาเฒ่ากู่ผู้นี้เห็นว่าวันๆไม่ทำอะไรอยู่แต่บ้านของตนเอง แต่ที่จริงแล้วอีกฝ่ายนั้นมีสายข่าวที่ค่อนข้างที่จะกว้างขวาง เรียกได้ว่าเป็นคนที่รู้จักคนเยอะนั่นแหละ เพราะแบบนั้นเขาเลยมักจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับเรื่องต่างๆจากปากของตาเฒ่าอยู่ตลอดเวลา 


    อย่างเช่นเรื่องของตระกูลหวังของเมืองวายุแดง แล้วก็ตระกูลลู่ของเมืองชาดแดง ที่ตอนนี้มีการขัดแย้งกัน  


    เหตุผลที่ขัดแย้งก็เพราะว่าปฏิบัติการล่าสัตว์อสูรที่เกิดขึ้น ในส่วนลึกของหุบเขาอวี้เฟิง ดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อล่าสัตว์อสูรที่หายากตนหนึ่ง แต่ว่าหลังจากนั้นเหมือนว่าการล่านี้ล้มเหลวต่างฝ่ายต่างบาดเจ็บ 


    รู้สึกว่าคนที่ทำให้แผนการนี้ล้มเหลวน่าจะเป็นคนของฝั่งตระกูลหวัง เพราะแบบนั้นตระกูลลู่เลยโกรธเกรี้ยวกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพราะการเตรียมการมาอย่างยาวนานแล้วก็ความสูญเสียที่ได้รับจากการโต้ตอบของสัตว์อสูร


    ทำให้ทั้งสองตระกูลตอนนี้ขัดแย้งกัน แต่ก็อย่างที่รู้กันดีว่าหกตระกูลใหญ่ ไม่มีทางจะเอารากฐานของตนเองออกมาเพื่อต่อสู้กันอย่างเป็นตายอย่างแน่นอน 


    การขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็เป็นการกระทบกระทั่งกันในระหว่างที่ล่าสัตว์อสูร ส่วนการต่อสู้ของสองตระกูลก็เป็นการที่ต่างฝ่ายต่างโจมตีกันถ้าเกิดว่ามีโอกาส ตอนนี้หุบเขาอวี้เฟิงภายในพื้นที่ล่าสัตว์อสูรจึงเต็มไปด้วยความวุ่นวาย 


    โชคดีที่ถึงแม้ว่าจะมีเรื่องนี้เกิดขึ้น แต่มันก็ไม่ส่งผลกระทบกับพื้นที่ล่าสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำของจางหยุน


    ถึงอย่างไรพวกเขาเองก็เป็นตระกูลระดับสร้างรากฐาน เพราะแบบนั้นพื้นที่ที่ใช้ตีกันก็คงจะไม่ใช่พื้นที่ที่มีระดับล่างสุดแบบนั้น 


    แล้วยังมีเรื่องยิบย่อยที่เกิดขึ้นภายในเมืองวายุแดง จางหยุนรับฟังเรื่องพวกนี้อย่างเพลิดเพลินแล้วก็เพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับเรื่องต่างๆไปด้วย

    จางหยุนใช้ชีวิตวนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อยๆอย่างสบายใจ 


    ผ่านไปหลายวันในขณะที่จางหยุนกำลังฝึกฝนอยู่ในภายในห้องของตนเอง 


    ดวงตาของจางหยุนเปิดขึ้น มุมปากเผยรอยยิ้ม ในตอนนี้เขาสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของซากเทวะ


    ในที่สุดซากเทวะตนแรกของเขา ก็พัฒนาขึ้นไปสู่ระดับครึ่งก้าวระดับเงิน นี่เป็นซากเทวะครึ่งก้าวระดับเงินตนแรกของเขา


    แม้จะไม่ต้องเรียกมันออกมา จางหยุนก็สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของพลัง การพัฒนาจากระดับทองแดงขั้นสมบูรณ์ไปยังขอบเขตครึ่งก้าวระดับเงิน เหมือนจะเป็นเพียงแค่การก้าวเท้าออกไปแค่ครึ่งก้าว แต่พลังที่เพิ่มขึ้นมามันกลับมหาศาล


    เพราะว่าพลังที่เพิ่มเข้าไป ก็เรียกได้ว่าก้าวเข้าไปสู่ระดับเงินขั้นต้นได้ครึ่งตัวแล้ว แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ มันก็ทำให้จางหยุนสัมผัสได้ถึงพลังของซากเทวะระดับเงิน ที่เทียบเท่ากับระดับหลอมกระดูก เขาเพิ่งตระหนักรู้ว่าขอบเขตหนึ่งที่ก้าวข้ามไปหนึ่งขอบเขต พลังที่เพิ่มขึ้นมันเพิ่มขึ้นมากมายมหาศาล


    เรียกได้ว่าต่อให้เป็นเพียงแค่ ครึ่งก้าวระดับเงินก็สามารถสังหาร ผู้บำเพ็ญขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นสมบูรณ์ได้อย่างสบายๆ


    จางหยุนรู้สึกพอใจในกับพลังเพิ่มรบโดยรวมที่เพิ่มขึ้น เพราะแบบนั้นเขาเลยตัดสินใจทำอาหารมื้อใหญ่แล้วก็เฉลิมฉลองกับตนเอง 

    หลังจากนั้นเวลาก็ผ่านไปอีกหลายวัน


    ถึงวันกำเนิดการออกล่าสัตว์อสูรอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นการออกล่าสัตว์อสูรครั้งที่สี่ของเขาแล้ว


    จางหยุนยังคงเลือกเป้าหมายอยู่ที่เขตเดิมของตนเอง นั่นก็คือเขตที่มีพวกสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำปรากฏตัวมากที่สุด


    การเตรียมการในการออกล่าสัตว์อสูร หลังจากที่ทำมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง จางหยุนทำได้อย่างเชี่ยวชาญมากขึ้นในการเตรียมของแล้วก็เตรียมตัวต่างๆ ใช้เวลาไม่นานเขาเองก็เตรียมทุกอย่างจนพร้อม เมื่อถึงเวลาก็ออกเดินทางในทันที 


    รู้สึกตัวอีกทีจางหยุนก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ในตอนนี้ตนเองนั้นอยู่ภายในเมืองวายุแดงแห่งนี้มาเกือบสองเดือนแล้ว


    หลังจากที่กลับมาจากการล่าสัตว์อสูรในครั้งนี้แล้ว ก็ถึงเวลาที่เขาต้องจ่ายค่าเช่ารายเดือนของเรือนพักของตนเอง 


    ใช่แล้วจางหยุนพักในเรือนพักส่วนตัวมาหนึ่งเดือนเต็มๆ หลังจากที่พักมาหนึ่งเดือนเต็มไม่มีอันใดที่เขาไม่พอใจ เรียกได้ว่าพึงพอใจกับสถานที่พักส่วนตัวแบบนี้ยิ่ง 


    จางหยุนออกล่าสัตว์อสูรในวันแรก เขาสามารถสังหารสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำได้ถึงเจ็ดตัว ในตอนนี้จางหยุนเชี่ยวชาญวิชาสามดาบสะบั้นมากขึ้น และขอบเขตของเขาก็พัฒนาอย่างก้าวกระโดดในช่วงที่ผ่านมา ขอแค่มีเวลามาฝึกฝนอีกไม่นานก็จะสามารถก้าวเข้าไปสู่ขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นห้าได้แล้ว


    เพราะแบบนั้นการล่าสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำพวกนี้ เวลาที่ผ่านไปเขายิ่งสามารถล่าพวกมันได้อย่างชำนาญแล้วก็ง่ายดายขึ้นเรื่อยๆ 


    จางหยุนยังไม่มีความคิดที่จะเปลี่ยนไปล่าสัตว์อสูรระดับกลาง เป็นเพราะว่าตอนนี้เขายังแข็งแกร่งไม่พอ


    อย่างน้อยถ้าเกิดว่าจะไปล่าสัตว์อสูรระดับกลางด้วยตัวคนเดียว เขาก็ควรจะเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นหกเสียก่อน


    จางหยุนออกล่าสัตว์อสูรในวันแรกได้อย่างราบรื่น เมื่อของขวัญจากมือเขาเองก็หาสถานที่ที่ใช้ในการพักผ่อนในการออกล่าครั้งนี้ 


    โชคดีที่บริเวณแถบหุบเขาอวี้เฟิงมีแต่ป่าแล้วก็แนวระนาบเขา เพราะแบบนั้นมันจึงมีถ้ำเล็กๆมากมาย แล้วก็ซอกหินที่ใช้ในการพักผ่อนได้ 


    จางหยุนฝึกฝนแล้วก็พักผ่อนไปหนึ่งคืน เมื่อตื่นขึ้นมาในช่วงวันที่สองเขาออกล่าสัตว์อสูรอีกครั้ง ในวันนี้ไม่ได้ล่าในระยะเวลาครึ่งวันเหมือนกับวันแรก 


    เพราะแบบนั้นหลังจากที่ออกล่า ผลตอบรับที่ได้มาในวันนี้กลับมากมายกว่าที่คิดเอาไว้เสียอีก จางหยุนล่าสัตว์อสูรได้ถึงสิบสองตัวในวันเดียว 


    ถึงแม้ว่าทั้งหมดจะไม่ใช่สัตว์อสูรระดับ 1 ขั้นต่ำที่หายาก แต่จำนวนการล่าที่ได้มากขนาดนี้ก็ถือว่าเป็นสถิติที่สูงที่สุดของเขา


    เมื่อล่าเสร็จแล้วจางหยุนก็กลับไปยังถ้ำของตนเองอย่างพึงพอใจ หลังจากที่ฝึกฝนแล้วก็พักผ่อนไปอีกหนึ่ง


    ในวันนี้เป็นวันที่สามของจางหยุนที่จะออกล่าสัตว์อสูรในป่า แล้วก็เป็นวันสุดท้ายเช่นเดียวกันเพราะว่าหลังจากที่ออกล่าแล้วในช่วงบ่ายเขาจะเดินทางกลับเมืองวายุแดง


    จางหยุนทำลายร่องรอยทั้งหมดในถ้ำแห่งนี้ การกระทำเช่นนี้เขาทำจนเคยชินเป็นนิสัยไปแล้ว ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ควรจะประมาท หลังจากที่ออกจากที่พักก็ควรจะทำลายหลักฐานทุกอย่างที่จะนำพามาถึงตัวเองได้ นี่ถือว่าเป็นการป้องกันเอาไว้ก่อน 


    ทำทุกอย่างจนเสร็จแล้วก็ออกล่าสัตว์อสูรในวันที่สาม จางหยุนใช้เวลาล่าตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงช่วงยามเที่ยงวัน เขาล่าสัตว์อสูรได้หกตัว รวมแล้วการออกล่าสามวันนี้ได้รับสัตว์อสูรถึงยี่สิบห้าตัว เขาย่อมพึงพอใจกับผลประกอบการที่ตนเองได้รับ 


    เพราะว่าถ้าเกิดว่านำมันไปขายก็อาจจะได้เงินกลับมาถึงหนึ่งพันเหรียญปฐพี ครั้งนี้อาจจะเป็นจำนวนเงินที่ได้รับมากที่สุดในการล่าสัตว์อสูรก็ได้


    จางหยุนเก็บสัตว์อสูรตัวสุดท้ายที่ตนเองสังหารได้สำเร็จเข้าไปภายในแหวนเก็บของ จากนั้นก็เตรียมตัวที่จะเดินทางกลับ เพียงแต่ว่าในขณะที่กำลังจะเคลื่อนไหว จางหยุนก็หยุดเท้าของตนเองก่อน เขาขมวดคิ้วแล้วหันไปมองด้านหลัง 


    “กลิ่นเลือด”

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมากลายเป็นจอมโจรปล้นสุสานในโลกเซียน ที่คุณอ่าน