“ อีก 10 ก้าวเราจะออกจากหมอกเตรียมตัวให้พร้อมข้างหน้ามีคนเฝ้าอยู่ ”
ไม่มีใครตอบกลับเจ้าหน้าที่หยางทุกคนทำเพียงเดินตามไปช้าๆหลังจากวิ่งเหยาะๆมาตามการบอกทางจนกระทั่งทุกคนก้าวขาออกจากหมอก สิ่งแรกที่มองเห็นคือคนจากตระกูลซู ตระกูลเหยา ตระกูลฟู่แล้วยังมีคนจากตระกูลเกาตั้งเต้นท์พักแรมอยู่หน้าทางเข้าซากโบราณสถาน ราวกับว่าพวกเขากำลังเฝ้ารอดูว่าใครจะผ่านเข้าและออกสถานที่แห่งนี้
อย่างที่สองในมุมมองสายตาของพวกเขาคือซากบ้านเรือนถูกสร้างมาจากหิน ใจกลางมีปราสาทหลังใหญ่ตั้งตระหง่าน แม้จะมีบางส่วนพังถล่มลงมาแล้วก็ตาม มันยังคงเป็นปราสาทสูง 50 เมตร บ้านรอบๆสร้างมาจากหินและดินดูแข็งแกร่งทนทาน มากกว่า 8 ใน 10 ส่วนกลับถูกทำลายย่อยยับ
ถึงอย่างนั้นซากโบราณสถานด้านหน้ากลับมีทางลับใช้เข้าออกอยู่ที่ใต้ดินของปราสาท ตามข้อมูลของเจ้าหน้าที่หยางทางลับนี้เชื่อมพวกเขาไปยังพื้นที่ล่าอีกแห่งและซากโบราณสถานหมายเลข 2
“ พี่หยาง ผมมีบางอย่างอยากจะขอ ”
“ มีอะไรเหรอ ”
แม้จะออกมาจากหมอกพวกเขายังไม่ได้เดินเข้าไปในมุมมองการรับรู้ของคนที่เฝ้าอยู่หน้าปราสาท
“ ผมอยากให้พี่รออยู่ข้างในปราสาท เดี๋ยวผมจะตามเข้าไป ”
“ เกิดอะไรขึ้น ”
“ ผมมีบางอย่างอยากจะทิ้งเอาไว้สักหน่อย เผื่อขากลับอาจจะต้องใช้มัน ”
เจ้าหน้าที่หยางพยักหน้ารับจากนั้นพวกเขาทั้ง 3 จึงวิ่งนำหน้าออกไปก่อน
ตระกูลทั้ง 4 เห็นคนแปลกหน้าคลุมร่างกายด้วยชุดสีดำรีบเข้าขวาง พวกเขาไม่ได้ต้องการปะทะเพียงแค่อยากจะใช้กำลังข่มขู่เพื่อขอดูตัวตนผู้ที่ต้องการจะผ่านทางเท่านั้น
เจ้าหน้าที่ทั้ง 3 กลับชูตราสัญลักษณ์บางอย่างให้อีกฝ่ายเห็นชัดๆ พวกเขาที่เห็นตราเจ้าหน้าที่จึงเปิดทางไม่จำเป็นต้องเปิดเผยใบหน้าแต่อย่างใด
เฉินห่าวเห็นว่าเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 นำหน้าเข้าไปแล้วเขาจึงคลุมทับตัวเองด้วยวรยุทธ์ร่างเงาซ่อนเซียน ทั้งกลิ่นไอและเสียงการเคลื่อนไหวล้วนแล้วถูกปิดกั้น หากไม่ตั้งใจมองเขาคนนั้นจะไม่รับรู้ถึงตัวเขาเลย
เท้าทั้งสองออกวิ่งเต็มกำลัง วรยุทธ์ก้าวย่างเงาพันเซียนเปิดใช้งานเท่าที่สามารถรีดพลังออกมาได้
ในระหว่างพุ่งตัวด้วยความเร็วจนราวกับเงามุ่งหน้าเข้าหาปราสาท เฉินห่าวได้โยนระเบิดลูกหนึ่งไปตรงกันข้ามกับทิศทางที่เขาต้องการไป
ระเบิดถูกขว้างออกไปสุดแรงกระแทกเข้ากับบ้านหลังหนึ่งก่อนจะปลดปล่อยเสียงอึกทึกจนผู้เฝ้าประตูตกใจ ในจังหวะหันมองไปที่ต้นกำเนิดเสียงร่างๆหนึ่งก็ได้พุ่งผ่านพวกเขาพร้อมกับทิ้งสัญลักษณ์อย่างหนึ่งเอาไว้ใกล้ๆกับจุดที่ตระกูลทั้ง 4 รวมตัวกัน
สัญลักษณ์นี้เขาทิ้งมันเอาไว้ให้ใครบางคนที่เดินทางมายังตอนใต้เขต X ก่อนหน้าเขาแต่ยังไม่ได้เข้ามาที่นี่
“ ผมมาแล้ว ”
“ เมื่อกี้ฝีมือนายเหรอ ”
เจ้าหน้าที่หยางได้ยินเสียงระเบิด ต่อให้เขาจะอยู่ภายในปราสาทก็ตาม ประตูทางเข้าไม่ได้มีพลังงานปิดกั้นจึงทำให้ได้ยินเสียงจากด้านนอก
เฉินห่าวยอมรับว่าเป็นฝีมือของตนเองแต่ไม่ได้บอกว่าเขาใช้ระเบิดทำไม
เจ้าหน้าที่หยางเห็นหลายอย่างแปลกประหลาดไม่คิดให้มากความ หากเฉินห่าวต้องการเข้าสู่ที่นี่โดยไม่ถูกตรวจสอบใบหน้าสามารถทำเนียนเข้ามาพร้อมพวกเขาได้ แต่กลับเลือกใช้วิธีดึงดูดความสนใจแทน
ระเบิดเมื่อครู่คงจะมีบางสิ่งถูกทิ้งเอาไว้อย่างแน่นอน เจ้าหน้าที่หยางไม่อยากถามให้เสียเวลาเพราะมันไม่น่าจะเกี่ยวกับตนเองจึงออกวิ่งนำหน้าพร้อมกับบอกวิธีที่จะผ่านซากโบราณสถานหมายเลข 1
“ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอย่าได้หันไปมอง จำเอาไว้ว่าต้องวิ่งตามฉันเท่านั้น ห้ามหยุดเอง ห้ามแตะต้องอะไรที่อยู่บนผนัง ไม่งั้นเราจะหลงทางทันทีเพราะผนังที่นี่เคลื่อนตัวตลอดเวลา ”
เจ้าหน้าที่ทั้ง 3 พยักหน้าพวกเขาได้รับแผนที่จากเจ้าหน้าที่หยาง ถึงอย่างนั้นมันเป็นแผนที่การันตีว่าจะไม่หลงทางเท่านั้น หากพวกเขาวิ่งช้าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 วันในการออกจากที่นี่ การเดินทางครั้งนี้เจ้าหน้าที่หยางจะใช้เวลาให้น้อยกว่า 5 วันจึงต้องมองอีกฝ่ายเท่านั้นพอ
เฉินห่าวได้รับแผนที่จากการพูดคุยกับมังกรที่หลับตาลากเส้นไปมาให้เขารู้ว่ามันไปเจออะไรบ้างเขาจึงสามารถผ่านที่นี่ได้เช่นกัน
“ สาม สอง หนึ่ง ตามมาเร็ว ”
เจ้าหน้าที่หยางวิ่งเต็มฝีเท้า ในมือซ้ายของเขาถือน้ำยาฟื้นฟูเอาไว้ พวกเขาจะวิ่งติดต่อกันเป็นเวลาหลายวันจึงต้องอัดน้ำยาฟื้นฟูเข้าสู่ร่างกาย
เฉินห่าวไม่ได้อยู่ภายในเขตปลอดภัยรีบทำตาม เขายอมใช้เงินจำนวนมากซื้อน้ำยาฟื้นฟูมาใช้ ถึงอย่างนั้นน้ำยาในมือซ้ายที่เตรียมเอาไว้คงได้ใช้หลังจากนี้ราว 10 - 11 ชั่วโมงเพราะเขาสามารถชักนำมานารอบๆมาเติมเต็มส่วนที่ถูกใช้งานออกไปได้ ถึงแม้จะน้อยนิดแต่ก็ดีกว่าเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 ที่ต้องใช้ยาฟื้นฟูทุกๆ 4 - 5 ชั่วโมง
“ วิ่งเท่านั้นอย่าได้มองอย่างอื่น ”
เจ้าหน้าที่หยางเตือนคนที่มาด้วยกันให้วิ่งตามเขาเท่านั้น เฉินห่าวพยักหน้ารับแต่บางครั้งเขาก็แอบเหลือบมองสองข้างทาง
บนเส้นทางที่พวกเขาวิ่งมีความประหลาดซ่อนเอาไว้ ต่อให้สถานที่แห่งนี้จะซ่อนเพียงกลไกเคลื่อนย้ายผนังเพื่อทำให้หลงทิศทาง เขากลับสัมผัสได้ถึงพลังประหลาดๆด้านหลังผนังที่วิ่งผ่าน
จากการใช้เนตรเซียนหมื่นวิถีมองทะลวงไปดูพบว่าด้านหลังผนังที่กำลังเคลื่อนไหวไปมาเป็นพื้นที่สีดำเต็มไปด้วยพลังงานของมิติ
สถานที่ที่พวกเขาวิ่งจึงไม่ใช่ทางเดินทั่วไป มันคือพื้นที่พิเศษนับตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามา การจะทำลายที่นี่ให้ราบเป็นหน้ากลองจึงไม่ยาก เพียงแค่หาจุดที่เป็นศูนย์กลางของพลังที่คอยค้ำจุนที่นี่เอาไว้ทางเดินทั้งหมดจะหายไปพร้อมมิติ โดยที่เขาเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร
“ ทุกคน! ข้างหน้าจะมีหินสามก้อนยื่นออกมาจากผนังฝั่งซ้ายมือ ให้ใช้มันส่งตัวเองมุดเข้าไปในรูเล็กๆบนผนัง ”
เจ้าหน้าที่หยางทำให้ทุกคนเห็นก่อนที่ร่างของเขาจะมุดเข้าไปในรูบนเพดาน เจ้าหน้าที่คนต่อมาจึงรีบทำตามเพราะมีเวลาจำกัด หากแตะหินไปแล้วช่องบนเพดานที่เป็นเหมือนทางลับจะเปลี่ยนไป พวกเขาจึงต้องผ่านให้ได้โดยใช้เวลาน้อยกว่า 5 วินาที
เฉินห่าวเห็นว่าเจ้าหน้าที่ผ่านเข้าไปแล้วจึงทำตามด้วยการวิ่งเหยียบหินแล้วกระโจนส่งร่างตนเองเข้าไปในรูบนผนัง ทันใดนั้นเขาก็ถูกพลังปริศนาดึงร่างมาโผล่ยังทางเดินข้างๆแล้ววิ่งตามเจ้าหน้าที่หยางเพื่อไปด้านหน้าต่อ
“ หากเหนื่อยให้กินน้ำยาฟื้นฟู เราไม่มีเวลาพัก หากหิวคงรู้นะว่าต้องทำอะไร ”
ทุกคนทำเพียงพยักหน้ารับแล้ววิ่งตามต่อไป ภายในพื้นที่แห่งนี้ไม่มีสิ่งใดอันตรายเลยนอกจากวิ่งผ่านแต่ละเส้นทางโดยใช้เวลาใกล้เคียงกันก่อนที่เส้นทางนั้นจะเปลี่ยนไป
---------------------------------------------------------------
เอ้กอี๊เอ้กเอ้ก !
เสียงไก่ขันดังขึ้นในตอนเช้าตรู่ เด็กสาวตัวน้อยค่อยๆพลิกตัวช้าๆแล้วลุกขึ้นนั่งบนฟูกนอน เช้านี้คุณพ่อของเธอไม่อยู่เหมือนที่พูดกันเอาไว้แม้จะคิดถึงแต่ก็ต้องทนให้ได้เพื่อเพื่อนใหม่
มังกรน้อยเห็นว่าคุณหนูตื่นแล้วจึงพาไปอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันแล้วพามากินข้าวเช้าที่มีทั้งนมและอาหารบด
ในระหว่างนี้มันไม่ลืมชำเลืองมองกลุ่มของอ้ายเสินที่เดินตามติดมาเป็นเงาเพื่อช่วยดูแลเป่าเป้ย
“ พวกแกจำเอาไว้ ฉันเป็นมังกรที่พูดไม่ได้ ”
อ้ายเสินพยักหน้ารับรัวๆ มันเข้าใจดีว่าทำไมมังกรถึงไม่พูดต่อหน้าเป่าเป้ยเพราะถ้ามันพูดเด็กน้อยอาจจะกลัวจนถึงขั้นร้องไห้ มันจึงต้องแกล้งเป็นสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่งเท่านั้น
“ กินข้าวกานค่ะคุงลุงอ้าย ”
มือน้อยๆกวักเรียกให้มานั่งกินข้าวด้วยกัน อ้ายเสินตกใจเพราะมันไม่ได้เตรียมอาหารเช้าเอาไว้จึงรีบหันมองป๋อหลินเพื่อให้อีกฝ่ายช่วยแก้ปัญหาก่อนจะนำอาหารแท่งออกมาเทใส่ถ้วยพร้อมกับเติมน้ำลงไปเพียงเท่านี้พวกเขาก็ได้โจ๊กปลอมๆมาแล้ว
“ มาเร็วพวกเรามากินข้าวกับเป่าเป้ยน้อย ”
“ มากินข้าวกาน ”
เป่าเป้ยยิ้มอย่างมีความสุขพลางมองดูข้าวของลุงแต่ละคน แม้สีจะแตกต่างมันเหมือนอาหารบดในถ้วยของเธอ
“ ลุงอ้ายโทรหาป๊ะป๋าด้ายไหมเหยอ ”
อ้ายเสินเริ่มเหงื่อตก เขาไม่คิดว่าจะต้องมาตอบคำถามตั้งแต่เช้าตรู่เช่นนี้ เมื่อมองไปยังมังกรที่ส่งสายตาอาฆาตมาให้มันจึงหันไปยิ้มให้เป่าเป้ยน้อย
“ ไม่ครับ พวกลุงติดต่อป๊ะป๋าของเป่าเป้ยไม่ได้เพราะป๊ะป๋าเป่าเป้ยเข้าไปในป่าเพื่อล่ามอนสเตอร์มาเป็นสัตว์เลี้ยงให้เป่าเป้ยอยู่จะต้องรอให้ป๊ะป๋าเป่าเป้ยออกมาจากป่าก่อนเราจึงจะโทรหาได้ ”
“ งั้นเหยอ ม่ายเป็นไยเป่าเป้ยไม่รีบวันนี้เราจะเล่นอาไยกานดี ”
เหงื่อเริ่มไหลออกมาจากกลางหน้าผากมากยิ่งขึ้น พวกเขาไม่รู้เลยว่าเด็กตัวเล็กๆจะเล่นอะไร จางเยว่กลับนึกขึ้นได้ แต่ละวันเขาเห็นเป่าเป้ยน้อยหยอกล้อกับมังกรและมีการเล่นไล่จับ บางครั้งเล่นสวมบทบาทเขาเพียงแค่ยกบางอย่างออกมาพูดเท่านั้น
“ วันนี้เราจะพาเป่าเป้ยเล่นป้อนข้าวมังกรน้อยยังไงล่ะ ”
“ ม่ายอา เป่าเป้ยเบื่อแย้ว ”
จางเยว่เหงื่อไหลกลางหน้า เขาเห็นเด็กสาวคนนี้เล่นป้อนข้าวทุกวัน ครั้งนี้เธอกลับเบื่อเขาจึงพูดอีกอย่างออกมา
“ เล่นยิงปืนกันไหม ”
“ ม่ายเอา เป่าเป้ยเบื่อแย้วเหมือนกาน ”
“ งั้นเอาแบบนี้ เรามาเล่นขี่ช้างชนกัน ”
คิ้วน้อยๆเด็กสาวเลิกขึ้นสูง นัยน์ตาทั้งสองเผยให้เห็นความตื่นเต้น
“ เล่นยังงายเหยอ ”
“ เราจะต้องมีช้างก่อน แล้วก็ต้องมีคนขี่ช้างจากนั้นเราก็ให้คนขี่ช้างต่อสู้กับคนที่อยู่หลังช้างอีกตัว ใครตกหลังช้างคนนั้นแพ้ ”
“ เล่นเล่น เป่าเป้ยอยากเล่น ”
เด็กสาวปีนขึ้นศีรษะมังกร อ้ายเสินรู้สึกหน้าซีด ต่อให้มังกรจะอยู่ในรูปร่างจ้ำม่ำมันกลับเป็นสิ่งที่ดูแข็งแกร่ง
จางเยว่ที่แนะนำเกมรีบวิ่งขึ้นไปบนชั้นสามเพื่อเอาหมอนลงมาชั้น 1 จากนั้นเขาก็รีบปูผ้าห่มเพื่อรองรับการตกกระแทกพื้น
เป่าเป้ยเห็นว่าคุณลุงขี่หลังกันแล้วจึงถือแครอทเอาไว้ในมือเตรียมฟาด ส่วนคุณลุงถือหมอน เมื่อจางเยว่ให้สัญญาณคนที่เป็นช้างก็วิ่งเข้าหาเป่าเป้ยน้อย โดยทุกคนจะต้องแกล้งฟาดหมอน ไม่งั้นอาจจะเกิดอันตราย
ผั๊วะ!
“ เดี๋ยวนะ เมื่อกี้นี้แรงเด็ก 2 ขวบเหรอ ”
อ้ายเสินจับไปที่แก้มซ้าย เขาเป็นคนแรกที่คลานเข้ามาต่อสู้กับเป่าเป้ยน้อยแล้วถูกแครอทพลาสติกฟาดเข้าใส่แก้ม
ต่อให้เป่าเป้ยจะถือแครอทเขาคิดว่าคงไม่มีอันตราย แต่เมื่อครู่แรงฟาดจากแขนน้อยๆกลับหนักหน่วงราวกับเลเวล 20 ใบหน้าที่รับแครอทถึงขั้นชาด้านครู่หนึ่ง
ยังไม่ทันจะได้ตรวจสอบเขาก็พบว่ามีแครอทตบเข้าที่ดวงตาและศีรษะอีกหลายทีจึงรีบคลานหนีแล้วบอกให้คนอื่นๆเข้ามารุม
ฮ่าๆๆ เข้ามาเยย!
ท่ามกลางเสียหัวเราะด้วยความพอใจของเด็กน้อย กลับเต็มไปด้วยความสงสัยของเหล่าคุณลุง แต่ละคนรู้สึกงุนงงกับแรงฟาดที่พุ่งตรงเข้ามาที่ใบหน้าจนต้องผลัดเปลี่ยนกันเข้าไปรับแครอทที่กำลังฟาดด้วยแขนน้อยๆเพื่อให้หายสงสัยแต่ก็ต้องสงสัยเช่นเดิมเพราะตรวจสอบอะไรไม่ได้เลย