(ดรอปไม่เขียนต่อ)BEHEMOTH ราชันแห่งมอนเตอร์

    ตอนที่ 35 สถาบันการต่อสู้ศักดิ์สิทธิ์

            ภายในกำแพงที่แข็งแกร่งและทอดยาวออกไป บรรยากาศภายในป้อมปราการที่เป็นเมืองขนาดใหญ่ยังคงคึกคัก บริเวณด้านในเต็มไปด้วยผู้คนธรรมดาและนักสู้พันธุกรรมที่อาศัยอยู่มากมาย ขณะเดียวกัน องค์กรชั้นนำหลายแห่งก็ได้เข้ามาตั้งสาขาของตนเองอยู่ในเมืองแห่งนี้กัน


            หนึ่งในนั้นคือสถาบันนักสู้ศักดิ์สิทธิ์ พวกเขามีสาขาที่กระจัดกระจายออกไปอยู่หลายแห่ง รวมถึงมีอิทธิพลและเครือข่ายที่ไม่ธรรมดา


            “ห้อง 2 กับห้อง 3 ที่ออกไปหาประสบการณ์กลับมารายงานตัวกันหรือยัง?”


            ตอนนั้นหญิงสาวผู้นึงได้เอ่ยถามกับคนอื่นๆ เธอได้เริ่มตรวจสอบข้อมูลในบันทึกเมื่อครึ่งวันก่อนด้วยแววตาที่เคร่งเครียด


            “เอ่อ.. ยังเลยนะครับ เห็นในบันทึกบอกว่าพวกเขาจะไปเมืองที่พังทลายหมายเลข 4 กันน่ะ”


            “ใช่แล้ว ทีมนั้นถูกนำโดยนักสู้พันธุกรรมระดับที่ 4 มีอาจารย์โรลอนอยู่ภายในกลุ่มนั้นด้วย”


            “แปลกแฮะ โดยปกติจะใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งวันในการออกหาประสบการณ์เท่านั้น แต่ตอนนี้มันกลับเลยเวลามาซักพักนึงแล้ว?


            สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ได้ทำให้หลายคนเริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ


            ถ้าเวลามันได้ล่วงเลยผ่านไป มันก็หมายความว่าได้เกิดเหตุการณ์ที่ร้ายแรงขึ้น


            ซึ่งพวกเขาเองก็ต้องรีบดำเนินการในเรื่องนี้ทันที เพราะถ้าปล่อยให้เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น สถาบันของพวกเขาคงได้ชิบหายกันแน่


            “หรือว่า..”


            พอคิดกันแบบนั้น ทุกคนต่างก็หันมองหน้ากันไปมาอย่างร้อนรน นัยน์ตาเริ่มสั่นไหวและเกิดความตื่นตระหนกขึ้นยกใหญ่


            “รีบส่งยานรบความเร็วสูงออกไปตรวจสอบซะ!”


            “เร็วเข้า! เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่อย่างแท้จริง!”


            “รีบรายงานไปยังท่านผู้อำนวยการตงป๋ายด้วย!”


            ไม่นานยานพาหนะขนาดใหญ่ก็ได้พุ่งทะยานออกไปจากกำแพงเมืองหลัก ความเร็วของมันเหนือยิ่งกว่าความเร็วเสียงไปหลายเท่า โดยที่ด้านในของยานพาหนะก็มีผู้โดยสารนั่งมาด้วย เป็นนักสู้พันธุกรรมของสถาบันการต่อสู้ ผู้แข็งแกร่งระดับ 6 หลายสิบคนต่างเคลื่อนไหวตามคำสั่ง


            เรื่องที่เกิดขึ้นได้ทำให้สถาบันการต่อสู้ศักดิ์สิทธิ์ต้องสั่นสะเทือน ผู้อำนวยการสาขาแห่งนี้ได้เรียกเหล่าผู้บริหารให้เข้ามาประชุมกัน


            “พวกเต่าหยุนทำภารกิจไม่สำเร็จ การติดต่อขาดหายไปอย่างสมบูรณ์?”


            ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ภายในใจรู้ดีถึงบางสิ่ง เป็นตัวเขาเองที่ได้ส่งทีมพยัคฆ์คำรามออกไปทำภารกิจตามหาสมุนไพรเพลิงกัมปนาท ขณะเดียวกันก็ให้คอยปกป้องเหล่านักเรียนของสถาบัน ซึ่งภารกิจครั้งนี้ก็ไม่ได้ยากอะไร ในทางกลับกันมันง่ายเกินไปด้วยซ้ำ


            มอนเตอร์ที่แข็งแกร่งมากที่สุดในเมืองหมายเลข 4 มีเพียงแค่หมีขุนเขาศิลากับวานรกระหายเลือดเท่านั้น ต่อให้พวกมันทั้งสองจะเคลื่อนไหวออกมาพร้อมกัน ทีมพยัคฆ์คำรามก็สามารถจัดการกับพวกมันได้อย่างสบายๆ แล้วทำไมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถึงได้กลับตาลปัตรไปเช่นนี้กัน


            ***


            ภายในห้องโถงประชุมใหญ่ หลังจากที่ผู้ตรวจสอบได้ไปถึงยังจุดหมายบริเวณด้านนอกของเมืองที่พังทลาย การสื่อสารก็ได้ถูกเชื่อมต่อเข้ามาโดยตรง ภาพโฮโลแกรมขนาดใหญ่ถูกฉายขึ้นกลางห้องประชุม ปรากฏให้เห็นถึงกลุ่มคนที่กำลังออกสำรวจถึงเหตุการณ์ในรอบนี้


            [ท่านผู้อำนวยการตงป๋าย พวกเรารู้สาเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้วละครับ]


            [ไม่คิดเลยว่ามันจะเลวร้ายมากถึงเพียงนี้ ผมเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เห็น]


            [นักเรียนทั้ง 121 คน รวมถึงอาจารย์อีก 4 คนต่างถูกสังหารจนสิ้น หลักฐานคือเศษซากและชุดเกราะของพวกเขาที่ได้กระจัดกระจายไปทั่วทั้งอาณาเขตบริเวณ เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นที่คละคลุ้ง ส่วนซากศพของพวกเขา แน่นอนว่าจะต้องถูกเหล่ามอนเตอร์กัดกินไปทั้งหมดแล้วละครับ]


            คนภายในภาพสื่อสารได้พูดขึ้นอย่างจริงจัง ทำให้บรรยากาศภายในห้องโถงต้องแตกตื่น นัยน์ตาของทุกคนเบิกกว้างขึ้นอย่างตกใจ


            “พวกอาจารย์และนักเรียนที่ออกไปหาประสบการณ์ทั้งหมดต่างถูกสังหารจนหมดสิ้น?”


            “ไม่จริงน่า! ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่สถาบันของพวกเราได้เกิดโศกนาฏกรรมที่เลวร้ายเช่นนี้ขึ้น!”


            “เป็นไปไม่ได้! หรือว่ามอนเตอร์ระดับ 6 ได้เคลื่อนไหวและทำให้พวกเขาต้องตายลงกันแน่”


            ความโกลาหลวุ่นวายได้เกิดขึ้นภายในห้องโถงประชุม ผู้คนนับสิบต่างพูดคุยกันด้วยอารมณ์ที่เดือดดาล กำหมัดแน่นด้วยความไม่ยินยอม แม้แต่ผู้อำนวยการที่มีชื่อว่าตงป่ายก็ยังกัดฟันแน่น ไม่คิดเลยว่าทีมพยัคฆ์คำรามก็ยังเอาตัวไม่รอด หรือว่าจะมีมอนเตอร์ชั้นสูงอาศัยอยู่กัน


            [งั้นพวกผมขอตัวเดินทางกลับมาออกมาเลยนะครับ]


            [พวกผมสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ไม่ดีเอาอย่างมาก]


            เมื่อสิ้นคำพูด ภาพโฮโลแกรมที่เชื่อมต่อสื่อสารอยู่ก็ได้ถูกตัดออกไป ทุกคนทำได้เพียงส่ายหัวไปมาเพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี


            “หรือว่าเมืองที่พังทลายแห่งนี้จะมีบางสิ่งที่ไม่ธรรมดาอาศัยอยู่กัน?”


            “แต่คงไม่ใช่หรอก พวกมันคงไม่มาอาศัยอยู่ในเมืองด้านนอกเช่นนี้!”


            ตอนนั้นก็มีชายอ้วนคนนึงได้บ่นพึมพำออกมาอย่างแผ่วเบา ทว่าทุกคนภายในห้องก็ได้ยินคำพูดประโยคของเขาทั้งหมด


            “มอนเตอร์ระดับ 7 ยังงั้นเรอะ?”


            นัยน์ตาของตงป๋ายสว่างวาบไปด้วยความเยียบเย็นอยู่แวบนึง พร้อมกับสีหน้าแววตาที่ดูจริงจังเป็นอย่างมาก


            ถ้าเกิดเป็นมอนเตอร์ระดับ 7 ขึ้นมาจริงๆ แน่นอนว่าทีมพยัคฆ์คำรามก็ไม่สามารถต่อกรกับพวกมันได้ ถึงในทีมจะมีผู้ใช้พลังจิตระดับ 6


            ทว่าความต่างในระดับขั้นของทั้งสองก็ไม่ธรรมดา ไม่ว่านักสู้พลังจิตจะมีคุณสมบัติเหนือกว่านักสู้พันธุกรรมในระดับเดียวกันไปมากก็ตาม แต่มอนเตอร์ระดับ 7 มันก็ยังคงแข็งแกร่งมากยิ่งกว่า พวกมันมีสติปัญญาและพละกำลังที่ไม่ธรรมดา ต่างไปจากมอนเตอร์ระดับต่ำอย่างสิ้นเชิง


            “ให้ตายเถอะ ได้ยินว่ามีลูกชายเพียงคนเดียวของจงชิงเหออยู่ในนั้นด้วย!!”


            มีผู้บริหารคนนึงได้ตรวจสอบรายชื่อของนักเรียนที่ตายไป ใบหน้าของเขาเริ่มซีดเผือดและเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อที่ผุดขึ้น


            “เหอะๆ เกิดเรื่องขึ้นแล้ว ไม่ว่ายังไงก็ต้องแจ้งเรื่องนี้ให้กับครอบครัวของนักเรียนทุกคนทราบ”


            “ลูกของนักสู้ระดับตำนาน นี่มันไม่ใช่ธรรมดาแล้ว ข้าหวังว่าพวกเขาจะไม่มาเอาเรื่องพวกเรา”


            “ไม่น่าจะมีปัญหาหรอก การออกหาประสบการณ์โดยปกติก็มีนักเรียนตกตายกันทุกปีอยู่แล้ว”


            ความวิตกกังวลได้บังเกิดขึ้นภายในจิตใจของเหล่าผู้บริหารทุกคน ทว่าก็มีบางคนที่ไม่ได้เกรงกลัวอะไร นักสู้พันธุกรรมทุกคนต่างต้องเตรียมใจตายเอาไว้ก่อน เมื่อออกไปที่ด้านนอกของกำแพง พวกเขาต้องยอมรับผลที่ตามมา เพราะไม่มีใครรู้เลยว่าหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง


            “อืม เดียวข้าพูดคุยกับจงชิงเหอเอง”


            ***


            หลังจากที่ข่าวสารได้ถูกรายงานไปยังครอบครัวของเหล่านักสู้พันธุกรรมรุ่นเยาว์ ทุกคนต่างก็ไม่อาจทำใจได้ พ่อแม่ของพวกเขาร้องไห้และโศกเศร้าเสียใจกันอย่างหนัก เหมือนได้สูญเสียเสาหลักในอนาคตไป โดยเฉพาะกับตระกูลจง หนึ่งในตระกูลระดับสูงที่อาศัยอยู่ในโลกมนุษย์


            “ม่ายยยยยยยย! ลูกสุดที่รักจงหยวนของแม่ถูกเหล่ามอนเตอร์กัดกินตายไปแล้ว!”


            “จงหยวน! จงหยวนลูกรักของแม่! ทำไมลูกถึงได้มีชะตากรรมที่โหดร้ายเช่นนี้กัน!!”


            เสียงร่ำไห้ของหญิงสาวสูงวัยคนนึงดังก้องขึ้นอย่างหนัก เธอกรีดร้องออกมาราวกับเป็นคนบ้า แทบเสียสติไปในทันที


            “นะ..นายหญิงใจเย็นก่อนนะเจ้าค่ะ!”


            “ท่านเป็นลมไปแล้ว รีบตามหมอมาเร็วเข้า!”


            สาวใช้หลายคนต่างเกิดความตื่นตระหนกกันเป็นอย่างมาก และรีบเข้าไปประคองร่างกายของเธอด้วยความรวดเร็ว


            “ผู้สืบทอดของข้าตายแล้วเรอะ?!!”


            ขณะที่ไม่ไกลมีชายวัยกลางคนร่างใหญ่กำลังบ่นพึมพำไปมา ใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเคราดูซีดเผือด หลังของเขาพิงลงไปยังโซฟาที่อยู่ด้านหลังเหมือนไร้สิ้นเรี่ยวแรง สีหน้าท่าทางดูเหม่อลอย จากนั้นแววตาของเขาก็เริ่มสั่นสะท้าน และมันเต็มไปด้วยความโกรธที่มากล้น


            “ไอ้พวกเหล่ามอนเตอร์สวะ กล้าดียังไงถึงมาสังหารลูกชายของข้า!”


            “เตรียมกำลังพล ข้าจะออกไปยังเมืองที่พังทลายแห่งนี้ด้วยตนเอง”


            “ข้าจะล้างบางสังหารพวกมันให้หมด เอาให้ไม่เหลือแม้แต่ตัวเดียวเลย”



            ..

            ซวยแล้วเจ้าลิง


    คล้ายกับเรื่อง(ดรอปไม่เขียนต่อ)BEHEMOTH ราชันแห่งมอนเตอร์ ที่คุณอ่าน