หลังแยกกับซูเสี่ยวเฉียว หานเซินก็เก็บิญญาอสูรและตั้งใจจะเอาปึกเงินกลับไปเก็บในห้องที่ฐานพักพิงเกราะเหล็ก แต่พอก้าวผ่านประตูใหญ่เข้ามาได้ไม่นานก็พบเจอคนรู้จัก
“อาเซิน?” หานห่าวซึ่งกำลังจะออกจากเมืองมองหานเซินด้วยความประหลาดใจ
“อะไรนะ? หานห่าว นายรู้จักไอ้ ‘คลั่งทะลวงก้น’ นี่ด้วยเหรอ?” กลุ่มคนที่อยู่รอบตัวหานห่าวต่างก็รู้จักหานเซินดี และมองหานห่าวด้วยสายตาตกตะลึงเหมือนเห็นตัวประหลาด
“อะ เอ่อ ไม่ใช่ ๆ โทษที! ฉัน ฉันจำคนผิดน่ะ สงสัย่นี้นอนน้อยเลยเบลอหนัก ปะ เราไปกันเถอะ” หานห่าวที่นึกอายรีบทำทีเป็ทักคนผิดก่อนแก้ตัวกับเพื่อน ๆ แล้วเดินผ่านหานเซินไปอย่างรวดเร็ว
‘ไอ้คลั่งทะลวงก้นคืออาเซินเหรอเนี่ย แย่จริง ๆ เล้ย จากนี้ไปคงต้องพยายามเลี่ยงอาเซินให้มากที่สุด …จะให้ใครรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าเราเป็ญาติกับไอ้คลั่งทะลวงก้น…’
หานห่าวได้แต่บ่นถึงความโชคร้ายอยู่ในใจ เขานึกไม่ถึงว่าหานเซินจะอยู่ที่ฐานพักพิงเกราะเหล็กแถมยังเป็เ้าของฉายา ‘คลั่งทะลวงก้น’ คนชื่อเสียงฉาวโฉ่ที่สุดในฐานพักพิงอีก ขืนมีใครรู้เข้าว่าเขาเป็ลูกพี่ลูกน้องกับไอ้คลั่งทะลวงก้นมีหวังเขาได้ซวยไปทั้งชาติ หานห่าวไม่อยากจะคิดว่าถึงตอนนั้นโอรส์กับฉินเซวียนจะจัดการกับเขาอย่างไร
หานเซินได้แต่ยิ้มเยาะในใจ อย่างไรก็ตามเขาไม่คิดจะเปิดโปงญาติผู้น้อง ในเมื่อหานห่าวไม่อยากเป็คนรู้จักกับเขา ก็ไม่มีความจำเป็ที่เขาต้องเซ้าซี้ หรือดันทุรังบอกใครต่อใครว่าหานห่าวกับเขามีความสัมพันธ์ทางสายเืให้อีกฝ่ายลำบากใจ
ทันทีที่กลับถึงห้องพักพร้อมกับเงินสองล้าน หานเซินก็ออกจากก็อดแซงก์ทัวรีแล้วรีบกลับมาบ้าน จากนั้นติดต่อทนายจางให้ช่วยจัดการปัญหาเื่มรดกให้เรียบร้อยตามขั้นตอน เพื่อไม่ให้ถูกเหล่าอา ๆ มาก่อกวนในภายหลังอีก
หลังจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น ความผ่อนคลายก็มาเยือน อย่างไรก็ตามหานเซินวางแผนว่าจะหาเงินเพิ่มอีกสักหน่อยเพื่อจะได้ส่งหานเหยียนไปเรียนในโรงเรียนเอกชนดี ๆ เพราะที่นั่นมีหลักสูตรการเรียนการสอนที่ดีกว่าหลักสูตรภาคบังคับของโรงเรียนรัฐบาลมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘โรงเรียนสำหรับขุนนาง’ ซึ่งเริ่มสอนวิชาโคเจเนติกั้แ่วัยประถม อัตราความสำเร็จของนักเรียนที่จบจากสถาบันชั้นสูงแบบนี้สูงกว่าโรงเรียนภาคบังคับทั่วไปแบบเทียบไม่ติดในทุก ๆ ด้าน
อย่างไรก็ตาม การจะเข้าโรงเรียนขุนนางได้นั้น นอกจาก ‘ปัจจัยทางการเงิน’ แล้ว จะต้องมีผู้ปกครองหรือญาติใกล้ชิดมียศขุนนางหรือที่เรียกว่า ‘บรรดาศักดิ์’ ด้วย ซึ่งก็อย่างที่เคยบอก การมีบรรดาศักดิ์ได้จะต้องประสบความสำเร็จในก็อดแซงก์ทัวรีตามเกณฑ์ที่กำหนดแล้วยื่นเื่ขอต่อสหพันธ์ดวงดาว
สำหรับหานเซิน บรรดาศักดิ์ที่เป็ไปได้เร็วที่สุดคือตำแหน่ง ‘ผู้ทรงเกียรติ’ ดังนั้นเขาจึงตั้งเป้าหมายว่าจะทำให้ตัวเองวิวัฒนาการครั้งแรกด้วยจีโนพอยต์กลายพันธุ์เต็มหนึ่งร้อยพอยต์ให้ได้ เพื่อสามารถขอตำแหน่งที่้า และมีสิทธิ์ส่งน้องสาวเข้าเรียนในโรงเรียนขุนนางทันที
‘อย่างเราตอนนี้จะเอาบรรดาศักดิ์ก็ไม่น่ายาก…แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ เอาให้มันได้เป็ ‘ผู้ทรงเกียรติเืศักดิ์สิทธิ์’ ไปเลยก็แล้วกัน!’ หานเซินคิดอย่างมุ่งมั่น
“พี่ชาย พี่อยู่ไหมคะ?” เสียงใส ๆ ของหานเหยียนดังขึ้นขณะที่ประตูห้องถูกแง้มออกทีละน้อย ใบหน้าเล็ก ๆ ของเด็กหญิงค่อย ๆ ชะโงกเข้ามาในห้อง หานเหยียนสวมชุดนอนลายดอกไม้สีหวาน แขนข้างหนึ่งกอดตุ๊กตาตัวโปรดไว้แนบอก ในมือข้างเดียวกันมีหนังสือนิทานที่ชอบ มืออีกข้างยืดจับลูกบิดประตู ดวงตากลมโตกวาดมองไปทั่วห้องเพื่อค้นหาพี่ชาย
เมื่อเห็นหานเซินนั่งอยู่ข้างเตียง เด็กหญิงก็ฉีกยิ้มและวิ่งเข้าไปหา บรรจงวางตุ๊กตากับนิทานเอาไว้แล้วปีนขึ้นไปนั่งบนตักคนเป็พี่ เธอไม่ลืมคว้าตุ๊กตามากอดอีกครั้งขณะเงยหน้ามองพี่ชาย
“เด็กดื้อ ทำไมยังไม่นอนอีก?” หานเซินบีบจมูกน้อย ๆ ของน้องสาวอย่างเอ็นดู
“เหยียนเหยียนอยากฟังพี่เล่านิทาน พี่ไม่ได้เล่านิทานให้เหยียนเหยียนฟังนานแล้ว ทุกวันเหยียนเหยียนมาหาพี่ แต่พี่ก็ไม่อยู่ เหยียนเหยียนคิดถึงพี่มาก ๆ เลย” ดวงตากลมโตของหานเหยียนมองหานเซินอย่างอ้อนวอน
หานเซินรู้สึกผิดอยู่ในใจ ั้แ่เขาเรียนจบและเข้าสู่ก็อดแซงก์ทัวรี เขาแทบจะไม่มีเวลาให้กับน้องสาวตัวน้อยเลย
“ก็ได้ ๆ เดี๋ยวพี่จะเล่านิทานให้เหยียนเหยียนฟังเอง อึ้บ!” หานเซินอุ้มร่างเล็กวางบนเตียง จัดท่าทางให้นอนสบายแล้วหยิบหนังสือนิทานมาเปิดอ่านให้น้องฟังเสียงนุ่มนวล “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...”
.
.
หลังจากนั้น หานเซินก็กลับเข้าไปในก็อดแซงก์ทัวรีอีกครั้ง เขาตั้งใจจะออกล่าอสูรระดับโบราณเพื่อเอามาเลี้ยงให้เป็ระดับกลายพันธุ์ต่อ ตอนนี้เขารู้แล้วว่าการทำให้อสูรโบราณวิวัฒนาการไปเป็ระดับกลายพันธุ์จะต้องใช้เวลาครึ่งเดือน ซึ่งเวลาแค่นี้ถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อแลกกับการได้เนื้อกลายพันธุ์ที่มีค่ามหาศาล
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หานเซินอยากรู้มากกว่านั้นคือ ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าคริสตัลสีดำจะทำให้สัตว์อสูรกลายพันธุ์กลายเป็สัตว์อสูรระดับเืศักดิ์สิทธิ์ เพราะตอนนี้เป้าหมายสำคัญและเร่งด่วนของเขาคือการวิวัฒนาการด้วยจีโนพอยต์เืศักดิ์สิทธิ์เต็มหนึ่งร้อยพอยต์ให้สำเร็จ
สำหรับหานเซิน การล่าอสูรระดับกลายพันธุ์อาจพอทำได้ แต่การล่าสัตว์อสูรเืศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาตินั้นยากเกินไป อย่างกรณีของนักฆ่ากระหายเื ที่เขาฆ่ามันได้ก็เพราะมันถูกคนจากฐานพักพิงเกราะเหล็กช่วยกันโจมตีจนอ่อนล้าไปก่อนหน้านั้นแล้ว และยังต้องพึ่งพลังจากลูกธนูระดับเืศักดิ์สิทธิ์ของโอรส์กว่าจะทำให้มันาเ็สาหัสและล้มลงได้ ถ้าเขาต้องรับมือกับเ้าเซนทอร์ทรงพลังนั่นตามลำพัง มีหวังกลายเป็เศษเนื้อ ไม่ได้กลับออกมาเจอหน้าแม่กับน้องอีกตลอดกาลแน่ ๆ
หานเซินเพิ่งออกจากที่พักมาได้ไม่นาน ยังไม่ทันจะเดินไปถึงหัวมุมถนนก็ถูกมือปริศนาคว้าตัวไว้ หานเซินหันไปมองและพบว่าเ้าของมือคือหานห่าวลูกพี่ลูกน้องของเขา
หานห่าวรีบดึงญาติผู้พี่ไปยังที่ลับตา จากนั้นกวาดตามองรอบ ๆ จนทั่ว เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ ๆ ถึงได้เริ่มพูดกับหานเซิน “นายไปก่อเื่อะไรมาเนี่ย? นายเพิ่งเข้ามาในก็อดแซงก์ทัวรีไม่กี่เดือนเองนะ ทำไมถึงไปมีเื่กับทั้งฉินเซวียนทั้งโอรส์ได้ล่ะ?”
หานเซินถอนหายใจพลางกลอกตา “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะหาเื่พวกเขาสักหน่อย โอรส์นั่นก็จองเวรฉันไม่เลิก”
“เออ ๆ เื่ของนายจะเป็ยังไงฉันไม่สนหรอก ฉันแค่อยากให้นายจำไว้ อะไรที่นายทำเอง นายก็ต้องรับผิดชอบเอาเอง อย่าให้เดือดร้อนถึงคนอื่น! แล้วห้ามบอกใครว่าฉันเป็ลูกพี่ลูกน้องกับนายด้วย ฉันเพิ่งเริ่มมีอนาคตที่สดใส ฉันไม่อยากให้มันพังเพราะนายเป็ต้นเหตุ!” หานห่าวพูดพลางจ้องหานเซินด้วยสายตาจริงจัง
“ฉันก็ไม่คิดจะบอกใครอยู่แล้ว” หานเซินตอบอย่างเฉยเมย เขารู้ดีว่าหานห่าวไม่เห็นเขาอยู่ในสายตานับั้แ่ตอนที่เขาต้องเข้าเรียนโรงเรียนรัฐบาลภาคบังคับเพราะครอบครัวประสบปัญหาทางการเงินแล้ว ถ้าหานห่าวจะไม่อยากนับญาติกับเขาก็ไม่เป็ไร เขาเองก็ไม่มีความจำเป็อะไรที่ต้องใส่ใจอีกฝ่ายอยู่แล้ว
“ตกลงกันแล้วนะ นายห้ามบอกใครเด็ดขาดว่าเรารู้จักกัน” หานห่าวย้ำอีกครั้งก่อนจะจากไปด้วยท่าทีระแวดระวัง ตาเอาแต่ชำเลืองมองซ้ายขวา เพราะกลัวว่าใครจะเห็นเขาอยู่กับหานเซิน
หานเซินเดินออกจากฐานพักพิงเกราะเหล็กมุ่งหน้าไปยังูเา ในการล่าครั้งนี้เขาตัดตัวเลือกเขี้ยวทองแดงทิ้งไปเป็อันดับแรก เหตุผลเพราะเขากินเนื้อของมันมามากจนไม่เกิดผลใด ๆ ต่อการวิวัฒนาการอีกแล้ว เด็กหนุ่มวางแผนว่าจะล่าสัตว์อสูรระดับโบราณสายพันธุ์อื่นที่น่าสนใจกว่า เขากะว่าจะทั้งล่ามากินส่วนหนึ่งเพื่อเพิ่มจีโนพอยต์ และเลือกตัวที่หน่วยก้านดี จับเป็กลับไปเพาะเลี้ยงด้วยคริสตัลสีดำ
และสถานที่สำหรับการล่าที่หานเซินเล็งไว้คือ ‘ถ้ำไร้ก้นบึ้ง’ ถ้ำหินขนาดใหญ่ในพื้นที่ห่างไกลของเขตูเาข้างหน้า ที่นี่มีสัตว์อสูรระดับโบราณที่เรียกว่า ‘แมงป่องผลึกพิษ’ อาศัยอยู่
เนื่องจากในถ้ำไร้ก้นบึ้งมืดสนิทจนไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลย ยิ่งกว่านั้นทางเดินภายในถ้ำยังทั้งแคบและเต็มไปด้วยหินงอกหินย้อย แม้จะพกอุปกรณ์ให้แสงสว่างไปด้วยก็ยังไม่ช่วยให้มองเห็นแมงป่องผลึกพิษที่มักซ่อนตัวอยู่ตามซอกหิน หรือรอยแยกบนผนังถ้ำ
แมงป่องผลึกพิษนี้ มีพิษร้ายแรงสมกับที่ถูกเอาคำว่าพิษมาต่อท้ายชื่อ ถ้าใครถูกมันต่อยเข้าละก็ ถึงจะเป็คนที่มีจีโนพอยต์โบราณเต็มร้อย ก็จะตายภายในเวลาแค่สามถึงห้านาที
ดังนั้นจึงมีคนไม่มากที่คิดจะล่าแมงป่องผลึกพิษ แต่สำหรับหานเซินที่มีเกราะอสูรด้วงทมิฬเืศักดิ์สิทธิ์ปกป้องร่างกาย เหล็กในตรงปลายหางของแมงป่องไม่สามารถแทงทะลุเกราะของเขาได้ ทำให้เขาแทบไม่มีความเสี่ยงเลย
สาเหตุที่หานเซินเลือกล่าแมงป่องผลึกพิษก็เพราะว่าแหล่งอาศัยของมันไม่ค่อยมีคนเข้าไป เขาจึงไม่ต้องกลัวว่าจะถูกใครพบเจอ อีกอย่าง แมงป่องผลึกพิษมีขนาดแค่ประมาณกำปั้นมนุษย์ ดังนั้นถึงจะล่าร้อยตัวก็ยังสามารถขนกลับไปได้ไม่ยาก ไม่เหมือนสัตว์อสูรขนาดใหญ่ที่ยิ่งล่าได้มาก การขนกลับก็ยิ่งเป็ปัญหา
อีกอย่าง ิญญาอสูรของแมงป่องผลึกพิษเป็แรร์ไอเทมที่มีราคาสูงมาก ถ้าเขาโชคดีได้มาและเอาไปขาย รับรองว่ามีเงินเอาไปต่อยอดได้อีกมาก
ตามข้อมูลที่หามา ิญญาอสูรของแมงป่องผลึกพิษเป็ประเภทอาวุธจำพวกหอกหรือมีดสั้น และมีความสามารถในการเจาะทะลุทรงพลังอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีพิษร้ายแรง แม้ว่าจะเป็แค่ระดับโบราณ แต่ราคาก็แทบจะเทียบเท่ากับิญญาอสูรระดับกลายพันธุ์เลยทีเดียว
หานเซินเดินทางมาถึงปากถ้ำไร้ก้นบึ้ง หลังจากเช็กจนแน่ใจว่าพื้นที่โดยรอบไม่มีใครอยู่ เขาก็เรียกใช้งานเกราะเืศักดิ์สิทธิ์ ก่อนก้าวเข้าไปในถ้ำ
แน่นอนว่าอุปกรณ์ให้แสงสว่างแบบไฮเทคที่มีใช้แพร่หลายของโลกเดิมไม่สามารถใช้ได้ในก็อดแซงก์ทัวรี ดังนั้นหานเซินจึงเตรียมคบเพลิงที่ทำขึ้นเองง่าย ๆ มาใช้
หลังจุดไฟติด คบเพลิงทำมือของเขาแม้จะส่องแสงสว่างได้ระดับหนึ่ง แต่กลับช่วยให้มองเห็นได้ไม่เกินรัศมีสามเมตร ซ้ำร้ายแสงที่ได้ก็ค่อนข้างสลัว เวลามองไปรอบ ๆ จะเห็นแสงสะท้อนจาก ‘แร่ไมกา’ ที่อยู่บนผนังถ้ำรบกวนสายตา ซึ่งนี่ทำให้การมองหาแมงป่องผลึกพิษที่ซ่อนอยู่ในซอกหินยากยิ่งขึ้นไปอีก
*เคร้ง*
หานเซินเดินไปได้ไม่ไกลนัก ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมากระแทกเท้า เขามองลงไปเห็นแมงป่องตัวหนึ่งที่มีขนาดเท่ากำปั้นและมีลำตัวโปร่งใสเป็ประกายสีน้ำเงินสว่างคล้ายพลอยสีอ่อนกำลังใช้เหล็กในที่ปลายหางทิ่มเกราะที่ขาของเขาอย่างมุ่งมั่น
.
.
.