เทพยุทธ์ดาวตก

    เล่มที่ 2 บทที่ 51 : ข้าอยู่ที่ใด

     

            เทียนหลงนั่งชื่นชมธรรมชาติอยู่บนโขดหิน ยามนี้กลางดึกยังมืดสนิทแต่เขากลับเห็นทุกสิ่งชัดเจนราวกับเป็นเวลากลางวัน ลมที่พัดผ่านผิวกายแฝงความอบอุ่น  เขานั่งมองดาวจนใกล้รุ่งสางทันทีที่แสงสีแดงก่อนอรุณขึ้น ฉายบนขอบฟ้าไกล เขาก็พบปัญหา แสงนั้นเป็นเพียงแสงสีแดงหม่นสลัวแต่เขากลับรู้สึกแสบดวงตา เขาอยู่ในโลกมืดมาหลายเดือน แสงที่มีในใต้บาดาลถ้าไม่ใช่แสงสะท้อนของธารลาวาก็เป็นแสงจากค่ายกลส่องแสงขนาดเล็ก ความเข้มของแสงน้อยมากเมื่อเทียบกับแสงอาทิตย์

             

            เขาคงต้องใช้เวลาในการปรับสายตาให้เข้ากับแสงแดดเทียนหลงรีบหาที่ซ่อนตัว เขาพุ่งเข้าไปในหุบเขา ในที่สุดเขาก็พบหุบเขาลับขนาดเล็ก มันเป็นหุบเหวทรงรีด้านล่างมีพื้นที่ประมาณห้าตารางเมตร ลึกสิบเมตร ขอบเหวทั้งสี่ด้านมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมหากไม่มายืนที่ขอบเหวไม่มีทางรู้ว่าตรงนี้มีเหวลึกสิบเมตรอยู่แห่งหนึ่งเขากางค่ายกลกำแพงฟ้าและนำผ้าจากวิหารคลังวัสดุ มาปิดบังแสงอีกชั้นหนึ่ง ตอนนี้เขาต้องการการพักผ่อนและต้องการหลับให้เต็มอิ่ม

             

            ผ่านการปรับแสงมาหนึ่งอาทิตย์เขาไม่ได้ออกไปไหนในตอนกลางวันเพียงออกมาตากลมชมดาวในยามค่ำคืน สายตาของเขาเริ่มสู้แสงได้แล้ว เช้ามืดวันพรุ่งนี้เขาจะขึ้นไปที่สูงสังเกตการณ์ภูมิประเทศโดยรอบ หากมีเส้นทางหลวงที่สามารถมองเห็นจากที่สูง เขาจะได้เดินทางตามเส้นทางเพื่อเสาะหาเมืองเพื่อจะได้ถามผู้คนว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน  เมื่อรู้ทิศทางแล้ว จะได้เริ่มตั้งเข็มไปหาปู่จางที่เมืองซุยหัว ต่อไป

             

            ก่อนฟ้าสว่างสามชั่วโมงเทียนหลงเก็บของแล้วเริ่มปีนขึ้นไปบนยอดเขาที่ใกล้ที่สุดมันเป็นยอดเขาหินสูงชันราวสามพันเมตรตั้งแต่เชิงเขามีแนวป่าขึ้นไปถึงระดับสองพันเมตร ต่อจากนั้นเป็นหินผาโล่งมีเพียงพุมไม้ขนาดเล็กขึ้นประปราย ยิ่งสูงโขดหินผนังผาถูกลม กรัดกร่อนกลายเป็นหินแหลมคมเขาขึ้นไปถึงยอดเขาก่อนเวลาพระอาทิตย์ขึ้นเล็กน้อย

             

            เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าภาพที่เห็นมันเป็นทิวทัศน์ที่งดงามเกินบรรยาย หลังจากติดอยู่ในถ้ำบาดาลใต้ดินมาเป็นเวลานานภาพดวงอาทิตย์ขึ้นที่เคยเห็นอยู่ทุกวัน  กลายเป็นภาพที่สวยงามมีมนต์ขลังเป็นสัญญาณของการมีชีวิต แสงสีแดงเข้มสาดเป็นม่านโดดเด่นบนท้องฟ้าสีม่วงเข้ม มันค่อยๆสว่างขึ้นจนกลายเป็น ลูกกลมสีแดงขนาดยักษ์เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมาจากเสี้ยวหนึ่งกลายเป็นโคมสีแดงชาดดวงใหญ่สาดส่องทันทีที่แสงสีแดงสาดลงมากระทบพื้น ทิวหมอกสีขาวก็ยกตัวสูงขึ้น รับแนวแสงสาดสะท้อนประกายสีทองระเรื่อแกมแดงเขาเฝ้ามองจนโคมแดงใบนั้นลอยสูงขึ้น จากสีแดงกลายเป็นสีส้มและสาดแสงแรงกล้าขึ้นเรื่อยๆจนไม่สามารถมองด้วยตาเปล่าได้เทียนหลงละสายตาจาก ดวงอาทิตย์ยามเช้าบนท้องฟ้า หันมามองภูมิประเทศด้านล่างแล้วเขาก็ต้องปากอ้าตาค้าง นิ่งไปหลายอึดใจ

             

            ยอดเขาที่เขาอยู่ไม่ใช่ยอดเขาสูงที่สุดแต่สูงเป็นลำดับที่สอง มันเป็นหนึ่งในยอดเขาสามลูกในเทือกเขาเล็กๆแห่งนี้ ทิศเหนือเป็นยอดเขาสูงกว่านี้เพียงเล็กน้อยทิศใต้เป็นยอดเขาเตี้ยสูงประมาณหนึ่งในสามหรือประมาณพันเมตรมองไปเห็นสิ่งปลูกสร้างคล้ายวัดคล้ายวัง ตั้งอยู่เป็นกลุ่มที่ด้านล่าง รอบเทือกเขามีแนวต้นไม้สูงต่ำเขียวขจีแผ่ไปทั้งสองด้านทิศตะวันตกเป็นป่าไม้กินอาณาบริเวณลงไปถึงเชิงเขา ทะเลสาบที่เขาขึ้นมาเป็นทะเลสาบขนาดไม่ใหญ่มากนักตั้งอยู่บนไหล่ของเทือกเขาทิศตะวันออก ตัวทะเลสาบเป็นแนวรียาวอยู่บนแนวสันเขามีขอบบิดเบี้ยวโค้งไปมาบางส่วนกินลึกเข้าไปในหุบเขาถัดจากทะเลสาบออกไปเป็นป่าเขียวยาวไปจนถึงเชิงเทือกเขา แต่ที่สร้างความตกตะลึงและสะกดเขาให้นิ่งงันไม่ใช่เทือกเขาหรือทะเลสาบเล็กๆแห่งนี้

             

            นอกรอบเทือกเขาล้วนเป็นทะเลทรายสุดลูกหูลูกตา มองไปทางไหนรอบทิศจรดขอบฟ้า มีเพียงแต่ทะเลทรายเท่านั้นนอกจากโอเอซีสสีเขียวแห่งนี้ รอบทิศทางไม่มีสิ่งใดเลย นอกจากเนินทรายเป็นลอนๆยังเห็นพายุทรายที่พัดอยู่ในระยะไกลๆ เขาเคยคัดลอกแผนที่ของอาณาจักรหยกขาว ไม่เคยเห็นว่าในอาณาจักรส่วนหนึ่งส่วนใดจะมีดินแดนทะเลทรายนี่เขามุดบาดาลโผล่ออกมาที่ไหนกันแน่ “ด้านนั้นมีอาคารสิ่งก่อสร้างน่าจะมีคนอาศัยอยู่ ต้องลองเข้าไปสอบถามดู” เทียนหลงขบคิดในใจ

             

            เขาลัดเลาะลงมาตามแนวสันเขา ขณะกำลังผ่านร่องเขาไปยังแนวสันเขาที่มีสิ่งปลูกสร้างเขาได้ยินเสียงความวุ่นวายในหุบเขาด้านล่าง เสียงอึกทึกครึกโครมผู้คนเคลื่อนไหวกันอย่างรวดเร็ว เขาตัดสินใจลงไปดู ภายในหุบเขาเป็นพื้นที่ราบจัดทำเป็นสวนหย่อมขนาดใหญ่ ดอกไม้ในสวนถูกจัดตกแต่งอย่างงดงาม ภายในสวนจัดสร้างศาลาหลายหลังทุกหลังสร้างทางสีขาวเชื่อมถึงกัน ทะเลสาบกินพื้นที่ลึกเข้ามาภายในสวนหย่อมมีทางน้อยและสะพานสีขาวข้ามไปยังเกาะน้อยกลางน้ำ บนเกาะน้อยสร้างศาลาริมน้ำขนาดใหญ่บรรยากาศร่มรื่นทิวทัศน์งดงาม ราวกับอุทยานสวรรค์

             

            ขณะนี้มีผู้คนแต่งตัวคล้ายบ่าวไพร่วิ่งออกมาจากศาลากลางน้ำ แยกไปในทุกทิศทุกทาง เทียนหลงปรากฏกายขึ้นที่ริมทางเดินหญิงสาวหน้าตาสะอาดสะอ้าน ใส่ชุดหญิงรับใช้สีน้ำเงินเข้มคนหนึ่งวิ่งตรงมา อย่างรีบร้อนด้วยความลนลานเร่งรีบ จึงสะดุดพื้นถลาเข้ามาชน เทียนหลง ก่อนที่หญิงสาวคนนั้นจะชนเขาและล้มลง

             

            เขาใช้พลังปราณประคองดึงรั้งตัวเอาไว้ พร้อมถามว่า “เกิดอะไรขึ้น..?”

             

            หญิงสาวทรงตัวตอบเสียงรัวเร่งร้อน อย่างไม่มองหน้าว่า “นายหญิงถูก งูกัด ทุกคนต้องรีบไปตามหมอ...หมอ!..หมอ..อยู่ที่ใด!”

             

            พอเห็นเทียนหลงชัดตาก็โพล่งขึ้นว่า“เอ๋! เจ้าเป็นใคร….เด็กเถื่อนหลงมาจากที่ไหนเข้ามาที่นี่ได้ยังไง? ”

             

            “โอ้..ใช่..ข้าต้องรีบไปตามหมอ...โอ๊ย!ข้าไม่คุยกับเจ้าแล้ว” ว่าแล้วก็วิ่งเตลิดหายไปตามทางเดิน

             

            เทียนหลงเดินตามทางเดินสีขาวเข้าไปอย่างช้าๆ บ่าวไพร่นับสิบคน ทุกคนเหมือนถูกผีสิงขาดสติลนลานมือไม้สั่นวิ่งอ้าวออกไปทุกทิศทุกทาง จนกระทั่งเทียนหลงเดินเข้าไปถึงศาลาริมน้ำในศาลามีเพียงหญิงวัยกลางคนสวมชุดชาววังสีเหลืองอ่อนกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้ในศาลาเพียงคนเดียวนางมีใบหน้างดงามถึงมีเค้าวัยชรา ท่าทางใจดีมีสง่าราศีเพียงแต่สีหน้าตอนนี้เป็นสีเหลืองประกายทองจางๆ พอเห็นเทียนหลงเดินเข้ามาสายตาก็ฉายแววแปลกใจเล็กน้อย ขยับปาก ส่งเสียงอ่อนระโหยโรยแรงถามออกมาว่า “เจ้าเป็นใคร?”

             

            ที่นี่คือพนามรกต ถึงแม้ไม่ใช่ถ้ำเสือวังมังกร แต่รอบพนามรกต มีค่ายกลวางป้องกันซ้อนกันถึงสามชั้นป้องกันบุคคลภายนอกมองเห็นและเข้าออกขนาดกลุ่มโจรทะเลทรายที่รับรู้ว่ามีสถานที่แห่งนี้อยู่ ยังไม่กล้าทดลองฝ่าเข้ามาอยู่ดีๆ ก็มีเด็กน้อยเสื้อผ้าเก่ามอซอขมุกขมัว ขาดยับเยินไปทั้งตัวเข้ามาเดินอยู่ในอุทยาน อย่าว่าแต่การเข้ามาถึงสวนแห่งนี้ ยังต้องผ่านเวรยามถึงสองชั้นหากนางไม่ถาม นี่สิเป็นเรื่องน่าแปลก?

             

            เทียนหลงไม่ตอบแต่กลับถามกลับว่า “..ท่านใข่ไหมที่โดนงูพิษกัด..?”

             

            ถึงแปลกใจแต่นางก็ตอบคำด้วยการพยักหน้าเพียงเล็กน้อย สายตาส่งไปที่พื้นมีซากงูที่พึ่งตายหัวของมันแหลกละเอียด ลำตัวสีเหลืองทองส่วนหางยังบิดเป็นเกลียวไปมาอย่างช้าๆ แสดงว่าเพิ่งตายไม่นาน

             

            เทียนหลงโบกมือส่งพลังปราณมังกรขนดฝ่าอากาศ เขาไปผนึกพิษในร่างของฝ่ายตรงข้าม เขาต้องทำให้เลือดไหลช้าลงเพื่อไม่ให้พิษในเลือดวิ่งไปทำลายอวัยวะภายในไปมากกว่านี้ หญิงชุดเหลือง สายตาทอประกายตื่นตระหนก

             

            นางคือมารดาของเจ้าสำนัก“พนามรกต” แห่งนี้ มีชื่อว่า ‘ไป๋ชุนเหมย’เห็นเป็นหญิงวัยกลางคนความจริงนางมีอายุถึงหกสิบปีแล้ว มีพลังยุทธ์ขั้นปราณวิญญาณระดับสามในหุบเขาพนามรกตแห่งนี้ จัดเป็นผู้มีวรยุทธ์ระดับที่สี่ ความจริง “งูทรายทอง” ไม่ได้พุ่งเข้ามากัดนาง แต่มันแอบซ่อนอยู่ในแจกัน“ไป๋หลินหลิน” หลานสาวของนาง กำลังจะเปลี่ยนดอกไม้ปักแจกันใบนี้มันพุ่งขึ้นมาจากแจกันนางพบเห็นพอดีจึงสะบัดมือเข้าไปกัน มันจึงกัดนางแล้วถูกนางฟาดจนหัวแหลกกระจาย

             

            งูทรายทองตัวนี้มีลำตัวยาวถึงหนึ่งเมตรแสดงว่ามันมีอายุมากกว่าสิบปียิ่งมีอายุมากยิ่งมีพิษร้ายแรง โดยปรกติงูชนิดนี้จัดเป็นสัตว์อสูรระดับที่สามเติบโตและอาศัยอยู่ในส่วนลึกของทะเลทรายเท่านั้น ในพนามรกต ไม่เคยพบเห็นมันมาก่อนแต่ชาวทะเลทรายรู้จักมันดี มันเป็นงูที่มีพิษร้ายแรงเติบโตช้าอย่างยิ่ง มันโตเพียงเดือนละประมาณหนึ่งเซนติเมตรเท่านั้นและประการที่สำคัญ..ไม่เคยมียาขจัดพิษของมันมาก่อน..หมายความว่าใครก็ตามที่ถูกมันกัด ต้องตายแน่นอน เมื่อสิ้นใจใบหน้าของผู้ถูกกัดจะมีสีทองราวกับทาเคลือบด้วยทองคำร่างกายจะเต็มไปด้วยพิษร้ายต้องเผาเท่านั้นมิเช่นนั้นจะดึงดูดงูทรายทองตัวอื่นให้มากัดกินซาก

             

            ด้วยความรอบรู้ของไป๋ชิงเหมย ระดับขั้นวรยุทธ์ของนางยังไม่อาจรับมือกับพิษของอสรพิษชนิดนี้ได้นอกจากนางจะบรรลุขั้นปราณปฐพีแล้วเท่านั้น หากมีพลังปราณขั้นปราณปฐพีเล่ากันว่าผู้ฝึกยุทธ์ในขั้นนั้นจะสามารถโคจรพลังรีดเร้นพิษออกจากร่างกายได้ด้วยตัวเองในยามนี้นางไม่สามารถแม้แต่โคจรพลังต่อต้าน แต่ทีนางแตกตื่นกลับเป็น ฝีมือผนึกพิษของเทียนหลงเพียงโบกสะบัดมือก็สามารถผนึกเลือดและลมปราณของนางได้

             

            ทันทีที่ถูกผนึกไป๋ชุนเหมยรับรู้ได้ถึงการชะลอตัวของอาการถูกพิษราวกับว่าพิษนั้นถูกสะกดให้หยุดอยู่นิ่งนี่สร้างความหวังในการมีชีวิตให้นางอย่างยิ่ง ยิ่งคิดยิ่งตื่นตระหนกนี่เป็นพลังยุทธ์ระดับใดนอกจากระดับพลังยุทธ์ที่สูงล้ำเกินหยั่งถึงแล้ว ยังไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีพลังปราณใดที่สามารถผนึกพิษในร่างคนอื่นได้ชั่วชีวิตของนางไม่เคยพบคนที่มีวรยุทธ์สูงและพิสดารเช่นนี้มาก่อน อย่าว่าวรยุทธ์และพลังนี้จะปรากฏบนร่างเด็กน้อยที่ดูไปอายุยังไม่ถึงสิบปีด้วยซ้ำ

              

            เทียนหลงทำท่าล้วงยาจากกระเป๋าที่ตัดเย็บเป็นพิเศษที่หน้าอก ความจริงเขาหยิบ โอสถสลายเชือกพิษโอสถบำรุงธาตุ และโอสถทะลวงชีพจร จากไถ้มิติ จากนั้นยื่นส่งให้ ไป๋ชุนเหมย พูดสั้นๆง่ายๆว่า“นี้เป็นยาขจัดพิษ เสริมลมปราณ” แล้วโบกมือคลายผนึกปราณให้นาง

             

            ไป๋ชุนเหมยรับโอสถมาแล้วกลืนทั้งหมดลงไปในทันที ไม่มีคำถามใดๆจากปากนางไม่มีคำอธิบายใดๆจากเทียนหลง ไป๋ชุนเหมย ย่อมรู้ว่าพิษงูชนิดนี้ไม่มียาขจัดนางถูกพิษร้ายแรงเช่นนี้แล้ว ไยต้องกลัวโอสถที่ไม่รู้ที่มายังไงนางก็ต้องตายอยู่ดี หากมีทางรอดแม้เพียงเศษเสี้ยวนางก็ยินดีจะลอง ยิ่งรับรู้พลังยุทธ์ที่ไม่อาจประเมินของเด็กน้อยเบื้องหน้าด้วยแล้วนางมั่นใจในโอสถที่เทียนหลงยื่นให้อย่างไร้ข้อกังขาหลังจากกินโอสถลงไปในทันทีก็รับรู้พลังโอสถที่พุ่งขึ้นมาจากจุดศูนย์ นางรีบผนึกฤทธิ์โอสถโคจรลมปราณในทันทีการกินโอสถของนาง พอดีตกอยู่ในสายตาของ ชายชกรรจ์ชุดเหลืองที่ใช้วิชาตัวเบาพุ่งเข้ามาอย่างเร่งร้อน “มารดาท่านกินอะไร” พึ่งยืนมั่นก็หันมาตวาดเทียนหลง “เจ้าเป็นใคร เอาอะไรให้แม่ข้ากิน” เห็นเทียนหลงไม่ตอบคำก็เร่งจู่โจมด้วยวิชาคว้าจับ “ควับ..ๆ”

             

            ยี่สิบกระบวนท่าผ่านไปเทียนหลงเพียงหลบหลีกด้วยท่าเท้าเทวราชข้ามลำธารไม่ว่าชายชุดเหลืองจะเร่งพลังเปลี่ยนกระบวนท่าเช่นไร ก็ไม่อาจสัมผัสได้แม้แต่ชายเสื้อที่ขาดรุ่ยของเทียนหลงในที่สุดเหมือนพึ่งคิดได้ เขาหยุดจู่โจมหันไปดูอาการ ไป๋ชุนเหมย “ท่านแม่ ท่านเป็นอย่างไร หลินหลิน บอกว่าท่านถูก งูทรายทองกัด!” แล้วเขาก็พึ่งสังเกตุเห็น ซากงูบนพื้น ใจหายวาบรีบตรงเข้าไปหาไป๋ชุนเหมยพร้อมถามเสียงสั่นสะท้าน “ท่านแม่ ท่าน..ๆ ต้องไม่เป็นไร..”

             

            ทันทีที่ไป๋ชุนเหม๋ย ถูกกัดได้สั่งให้คนสนิทของนาง นำตัวหลานสาวออกไปในทันทีคนสนิทเร่งนำตัวนายหญิงน้อยไปพบกับบิดาของนางในที่พัก “ไป๋ชาง” รีบเร่งรุดมาในทันที เขามาทันพบเห็นเทียนหลงยื่นโอสถให้มารดาแล้วมารดาของเขากินลงไปในทันที จากมุมที่เขาเร่งรุดมาเขาไม่เห็นเทียนหลงคลายผนึกลมปราณให้ไป๋ชุนเหมย ดังนั้นจึงเกิดความสงสัยอย่างรุนแรง

             

            ไป๋ชางมองหน้ามารดา เขารู้ว่ามารดากำลังโคจรพลังถึงจุดสำคัญ เขาไม่เข้าใจ คนสนิทของมารดาและลูกสาวบอกเขาว่ามารดาของเขาถูกงูทรายทองกัด ซากงูก็อยู่ตรงหน้าคำนวณจากเวลาถ้าเป็นเช่นนั้นจริง มารดาของเขาน่าจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่นี่หน้าของนางยังเปล่งปลั่งไม่มีแววสีทองตามอาการและดูเหมือนนางกำลังทะลวงระดับขั้นพลังวัตรด้วยซ้ำ ท่ามกลางความเงียบผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง ไป๋ชุนเหมย ก็ลืมตาขึ้น หลังจากตรวจสอบตัวเอง นางก็ดีใจปนตกใจพลังวัตรของนางพลันเพิ่มไปอีกหนึ่งระดับ เป็นปราณวิญญาณระดับสี่หันมาถามเทียนหลงอย่างตื่นตระหนกว่า “เจ้า...เจ้าเอาโอสถอะไรให้ข้ากิน..นอกจากขจัดพิษงูทรายทองได้แล้วพลังวัตรของข้า ถึงกับทะลวงด่านสูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง!”

             

            เทียนหลงตอบง่ายๆ ว่า “โอสถขจัดพิษ ทะลวงชีพจร และ เสริมพลังธาตุ”

             

            ไป๋ชางอ้าปากจะถามแต่ ไป๋ชุนผู้เป็นมารดา โบกมือแล้วพูดขึ้นมาก่อน “ข้าถูกงูทรายทองยาวหนึ่งเมตรกัดเป็นเด็กน้อยนี้ ยื่นโอสถรักษาพิษให้ข้า เรื่องนี้ไม่ปรกติธรรมดา เจ้าก็รู้ว่าในหุบเขาปลูกว่านกักมังกรอยู่ทั่วไป ไม่น่าจะมีอรพิษตัวใดกล้าเลื้อยเข้ามาได้เรื่องนี้ผิดปรกติยิ่งนัก” เห็นได้ชัดถึงความเฉียบแหลมของนางเพียงคำพูดเล็กน้อย ก็ตอบคำถามพร้อมวิเคราะห์ปัญหาที่สำคัญได้ กระจ่างแจ้ง พุ่งไปที่ประเด็นสำคัญว่างูตัวนี้เข้ามาได้อย่างไร

             

            “แล้วเหตุใดในศาลาหลังนี้ยังมี อสรพิษหลบซ่อนอยู่ในแจกันอีกสี่ตัว ?”เทียนหลงพูดขึ้นมาเบาๆ เมื่อครู่เขาใช้ปราณตรวจสอบรอบกายพบสิ่งมีชีวิตที่น่าจะเป็นอสรพิษซ่อนตัวอยู่ในแจกันที่ประดับทั้งสี่มุมของศาลา ไป๋ชางและไป๋ชุนเหมยหน้าเปลี่ยนไป ไป๋ชาง ตวัดฝ่ามือฟาดแจกันบนมุมหนึ่งของศาลาแตกกระจายเงาสีทองสายหนึ่งพุ่งฉกปราดออกมา

             

            พริบตานั้นมีกระบองเหล็กฟาดใส่จนงูตัวนั้นแหลกเละตายกลางอากาศผู้ลงมือเป็นชายร่างยักษ์ในเสื้อผ้าชุดสีดำ หน้าเหลี่ยม คิ้วดกตาโปนหนวดดำเข้มริมฝีปากตรงท่าทางอาจหาญ เขาคือ เจ้าตำหนักฝึกยุทธ์ของพนามรกต “หม่าจื้อ” หลังจากฟาดงูทรายทองจนแหลกคามือเขาก็ฟาดกระบองใส่แจกันที่เหลืออย่างดุดัน ในแจกันที่แตกกระจายภายในล้วนมีซากงูที่ถูกฟาดตายอยู่  เห็นซากงูทรายทองทั้งสี่ตัวผู้คนของ หุบเขาพนามรกตที่มาถึงในภายหลัง ล้วนหน้าแปรเปลี่ยนไป

             

            ไป๋ชางก็หันมาทางเทียนหลง เอ๋ยปากถามเสียงสั่นๆ ว่า “นี่มัน... เจ้าเป็นใคร....ทำไมถึงรู้ว่าในแจกันล้วนมีงูทรายทอง แล้วเจ้า..ต้องการอะไร....?”

             

            เทียนหลงกลอกตา“ข้าชื่อถังอัน ..ข้าแค่รู้สึกถึงสิ่งมีชีวิตภายในแจกัน.. จริงๆแล้วข้าหลงทางที่แวะมา เพียงอยากจะถามว่า ข้าอยู่ที่ใด?”     

             

     

    <<...คุยกับผู้อ่าน…>>

     

            ผู้เขียนแต่งเรื่องนี้ขึ้นเพราะอยากจะแชร์ความคิดและประสบการณ์ ที่ผู้เขียน ได้อ่านหนังสือจีนกำลังภายในมายาวนานตั้งแต่หนังสือกำลังภายในเล่มละสิบบาท จนมาถึงนิยายเทพเซียนยุดใหม่เล่มละสามร้อยห้าสิบบาทนับๆดูก็เกือบพันเรื่อง จนหนังสือที่ซื้อท่วมบ้านไม่มีที่เก็บ หลังจากเป็นคนอ่านมานานอยากลองเขียนดูบ้าง

     

            ผู้เขียนพยามสร้างนิยายแนวปรับปรุงมีข้อเท็จจริง ข้อมูลจริงบางส่วนผสมผสานกับจินตนาการลงไปทำให้การใช้ภาษาบางครั้งเป็นไปตามกระแสของเนื้อเรื่อง ไม่ได้เป็นแนวนิยายจีนร้อยเปอร์เซนต์หน่วยวัดหรือค่าต่างๆก็ถือเอาความเข้าใจง่ายๆในตอนนั้นเป็นหลัก ด้วยความเป็นมือใหม่จิตใจจดจ่ออยู่กับจินตนาการ และด้วยเวลาอันจำกัด จึงมีอักษรมากมายพิมพ์ผิด  ขาดตกบกพร่องประการใดขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

     

    ขอทบทวนวิชาปราณมังกรเก้าปฐพีสักเล็กน้อย เป็นวิชาปราณของนักหลอมโอสถไม่ใช่พลังปราณที่ใช้ต่อสู้ ให้ผู้ฝึกเลือกฝึกได้มีเก้าธาตุ เก้าระดับขั้น

     

            ขั้นที่ 1 มังกรพสุธา (ธาตุดิน)

            ขั้นที่ 2 มังกรอัคนีพิโรธ (ธาตุไฟ)

            ขั้นที่ 3 มังกรเจ็ดคาบสมุทร(ธาตุน้ำ)

            ขั้นที่ 4 มังกรพนาหวน (ธาตุไม้)

            ขั้นที่ 5 มังกรเหินหาว (ธาตุลม)

            ขั้นที่ 6 มังกรนพรัตน์ (ธาตุทอง)

            ขั้นที่ 7 มังกรน้ำแข็งบรรพกาล (ธาตุน้ำแข็ง)

            ขั้นที่ 8 มังกรคะนองฟ้า (ธาตุสายฟ้า)

            ขั้นที่ 9 มังกรจักรพรรดิท่องดารา (มิติธาตุ)

     

    สำหรับเทียนหลงเป็นผู้ที่มีธาตุหลักและธาตุพิสดารเสมอกัน จึงสามารถฝึกได้ทั้งหมด

     

    ระดับขั้นปราณมนุษย์ 9 ระดับขั้นได้แก่

            ระดับที่ 1.ปราณธรรมชาติ

            ระดับที่ 2.ปราณผนึกยุทธ์

            ระดับที่ 3.ปราณวิญญาณ

            ระดับที่ 4.ปราณมายา

            ระดับที่ 5.ปราณไร้สภาพ

            ระดับที่ 6.ปราณไพศาล

            ระดับที่ 7.ปราณปฐพี

            ระดับที่ 8.ปราณนภา

            ระดับที่ 9.ปราณราชัน

     

            ในหนึ่งขั้นมีสิบระดับ

     

            ผ่านมาห้าสิบตอนแล้วเรื่องราวพึ่งแค่เริ่มต้น เทียนหลง ยังอายุไม่ถึงสิบขวบปี ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านการเคี่ยวกรำ ดังสินแร่ที่ต้องผ่านการสกัดหลอม ที่เน้นหนักคือการหล่อหลอมจิตให้แข็งแกร่งต่อไปจะเข้าสู่ชีวิตพจญภัยแบบใด มีประสบการณ์พิสดารผ่านเข้ามาแบบไหน เรื่องราวจะดำเนินต่อไปอย่างไรคงต้องติดตามอ่าน ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่เป็นกำลังใจ

     

     

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์ดาวตก ที่คุณอ่าน