ด้านนอกถ้ำ
หลังจากที่การระเบิดของพลังปราณหยุดลงได้ไม่นานไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็เริ่มขยับกายนางขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ใหญ่ก่อนจะขยับมือสวย พลันมีตราอักขระลึกลับปรากฏขึ้นมาในฝ่ามือ
ต่อมานางจึงกัดปลายนิ้วแล้วหยดเลือดลงไปขณะเดียวกันนางก็ล่าถอยไปด้านหลังแล้วหยดเลือดลงไปอีกครั้ง
แม้ต้องปล่อยเลือดของตนให้ไหลหยดลงไปเรื่อยๆแต่นางก็หาได้ย่อท้อไม่ ในสายเลือดของผู้มีวาจาเทพนั้นแฝงไปด้วยพลังพิเศษซึ่งได้มาแต่กำเนิดพลังนี้มีประโยชน์ต่อสัตว์อสูรเป็นอย่างยิ่ง
เมื่ออสรพิษเนตรทับทิมได้กลิ่นเลือดของนางก็หยุดชะงักก่อนจะร้องคำรามออกมาแล้วค่อยๆ เคลื่อนร่างขนาดใหญ่เลื้อยตามไป๋สุ่ยเอ๋อร์ไป
ทว่าหลังจากที่กินเลือดของนางไปเพียงไม่กี่หยดอสรพิษเนตรทับทิมพลันหยุดชะงักก่อนจะหันกลับไปยังถ้ำของตนเองแล้วเลื้อยกลับไป
ให้ตายสิ!
เมื่อเห็นว่าอสรพิษเนตรทับทิมไม่หลงกลสีหน้าของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็เปลี่ยนไป นางมองไปยังถ้ำแห่งนั้นด้วยความกังวลเพราะหากอสรพิษเนตรทับทิมเห็นว่าเมิ่งฝานออกมาจากรังของมันก็คงจะทำให้สรรพสิ่งโดยรอบแหลกสลาย
โทสะของราชาสัตว์อสูรนั้นหากบอกว่าอาจจะทำให้ผืนป่าแห่งนี้เกลื่อนไปด้วยซากศพก็ยังไม่เกินจริง และหากเป็นเช่นนั้นจริงผู้ที่ต้องตายคนแรกก็คงจะไม่พ้นเมิ่งฝาน
ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องพวกนี้แล้ว!
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์เดินขึ้นหน้าเพียงชั่วพริบตาพลังปราณก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือก่อนจะมีผนึกอันลึกล้ำพุ่งทะลวงผืนป่าเข้าหาอสรพิษเนตรทับทิม
ปัง!
พลังปราณแตกกระจายเมื่อพุ่งปะทะเข้ากับร่างของอสรพิษเนตรทับทิมมันมีพลังป้องกันที่แข็งแกร่งจนพลังของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ไม่อาจทำอันใดได้เลยแม้แต่น้อยแต่อสรพิษเนตรทับทิมกลับร้องคำรามออกมาอย่างเดือดดาล นัยน์ตาคู่นั้นอัดแน่นไปด้วยโทสะที่มากล้น
มันนึกไม่ถึงว่าในผืนป่าแห่งนี้จะยังมีผู้ใดกล้าทำร้ายมันอีกนี่นับว่าเป็นการหยามเกียรติมันอย่างยิ่งสัตว์อสูรนั้นเข้มงวดต่อการดูแลอาณาเขตของตนเองยิ่งนัก หากมีสิ่งใดในระยะร้อยลี้กล้าที่จะท้าทายอำนาจของมันต้องตายสถานเดียว!
ร่างของอสรพิษเนตรทับทิมขยับเคลื่อนพุ่งตรงมายังไป๋สุ่ยเอ๋อร์ดวงตาของมันอัดแน่นไปด้วยจิตสังหารที่มากมายและบ้าคลั่ง พลังที่แผ่ซ่านคล้ายดั่งขุนเขาที่กำลังพังทลายพื้นเบื้องล่างสั่นไหวตามการเคลื่อนไหวของมัน
แล้วในเวลาต่อมาไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็รีบวิ่งกลับไปด้านหลังร่างบางทะลวงผ่านแมกไม้ในผืนป่าอย่างฉับพลันแต่จะเหนือกว่าความเร็วของอสรพิษเนตรทับทิมได้อย่างไร
เพียงชั่วพริบตาก็เคลื่อนที่ไปได้หลายเมตรเพียงดีดนิ้วก็ทะยานผ่านพ้น ขณะเดียวกันอสรพิษเนตรทับทิมก็ได้เอ่ยขึ้นว่า “หึ นึกไม่ถึงว่าจะเป็นเพียงมนุษย์ผู้หนึ่งเท่านั้น ไปตายเสีย!”
นี่เป็นเสียงที่คล้ายดั่งพลังสายฟ้าก็ไม่ปานแล้วในชั่วพริบตาที่ร่างของไป๋สุ่ยเอ๋อร์สั่นไหวก็พบว่าเจ้าของร่างขนาดยักษ์ด้านหลังได้หยุดชะงักลงอสรพิษเนตรทับทิมตัวนั้นไม่ได้ตามนางมาแล้ว แต่กลับหันกลับไปมองด้านหลัง
เวลานี้การสื่อสัมผัสของมันกับลูกที่อยู่ในถ้ำได้หายไปแล้ว!
นัยน์ตาของอสรพิษเนตรทับทิมพลันมีแสงแห่งความร้อนรนปรากฏขึ้นในทันใดมันรีบพุ่งกลับไปยังถ้ำของตนเองอย่างรวดเร็ว ไม่สนใจไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหลังเลยแม้แต่น้อย
ถูกจับได้แล้ว!
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์กัดฟันแน่น เพราะรู้ดีว่าอสรพิษเนตรทับทิมคงจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่งฉะนั้นจะรอดชีวิตได้หรือไม่ก็คงต้องขึ้นอยู่กับลิขิตของสวรรค์แล้วเมื่อคิดได้ดังนั้นนางจึงหนี
ภายในถ้ำ
เมิ่งฝานเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงสุดยาตราเซียนเหินถูกยกระดับในขีดสูงสุดแล้วก้าวออกมายังปากถ้ำ
ทว่าสิ่งที่ถาโถมมายังใบหน้าของเขากลับเป็นกลิ่นคาวเลือดเข้มข้นและระลอกคลื่นแห่งพลังที่ปกคลุมไปทั่วผืนฟ้าร่างขนาดยักษ์ของอสรพิษเนตรทับทิมปรากฏขึ้นเบื้องหน้าในจุดที่ห่างออกไปราวหนึ่งร้อยเมตรนัยน์ตาสีแดงของมันต่างไปจากอสรพิษเนตรทับทิมที่อยู่ในถ้ำ เพราะมันอัดแน่นไปด้วยจิตสังหารซึ่งคล้ายดั่งดวงอาทิตย์สีเลือดก็ไม่ปาน
แข็งแกร่งยิ่งนัก!
เมิ่งฝานกลืนน้ำลายลงคอ แล้วรีบวิ่งหนีเข้าไปในผืนป่าพลางเอ่ยถามเสียงเข้ม“ทำอย่างไรขอรับ ท่านพี่!”
“นี่เป็นหนทางแห่งการฝึกฝนของตัวเจ้ามันไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกับข้าสักเท่าใดเลยไม่ใช่หรือไร!”
รั่วสุ่ยอีที่อยู่ในไข่อสูรทมิฬเอ่ยพลางยิ้มขึ้นนอกจากนางจะไม่สนใจแล้วก็ยังคล้ายว่ากำลังดูเรื่องสนุกอีกด้วย
“หากท่านยังไม่ลงมือข้าก็คงจะต้องกลายเป็นหนึ่งในมูลของมันแล้วล่ะขอรับ!”
เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงลมอันโหดเหี้ยมที่พัดพามาจากด้านหลังเมิ่งฝานก็ตวาดเสียงต่ำสิ่งที่อยู่ด้านหลังเขานั้นโหดเหี้ยมอย่างที่สุดเมื่อใดที่อสรพิษเนตรทับทิมตามมาทันเกรงว่าแม้แต่กระดูกของเมิ่งฝานก็คงจะไม่เหลือ
“เจ้ามนุษย์ผู้สมควรตายเจ้ามนุษย์เจ้าเล่ห์ ไปตายเสียเถอะ!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นพลังปราณอันแข็งแกร่งพลันถาโถมเข้ามาหาเมิ่งฝานเพียงชั่วพริบตาก็พุ่งลงไปข้างกายของเด็กหนุ่ม
เมื่อพลังการโจมตีนั้นตกลงไปบนพื้นจึงเกิดเป็นการทำลายล้างที่ยิ่งใหญ่ไม่ว่าสิ่งใดที่อยู่ในบริเวณนั้นล้วนถูกทำลายจนหมดสิ้น
ราชาสัตว์อสูรนั้นคือผู้ที่หลุดพ้นจากตรีปราณระดับต้นขึ้นไปยังปัญจปราณระดับสูงแล้ว แม้ว่าการโจมตีของมันจะไม่ได้พุ่งมาโดนตัวของเมิ่งฝานแต่ระลอกคลื่นแห่งพลังที่แผ่ซ่านก็ส่งผลให้ร่างของเมิ่งฝานได้รับแรงกระทบกระเทือนไปด้วย
“ท่านพี่ หากท่านยังไม่ลงมือจะบุปผาเหวินเหรินหรือการฟื้นฟูพลังของท่านคงได้หมดหวังเป็นแน่! สัตว์อสูรในระดับนี้เป็นสิ่งที่ข้าสามารถต่อกรได้เช่นนั้นหรือขอรับ?พี่สาว? ท่านย่า? คุณหนูใหญ่รั่ว?บัดซบ...ไข่!”
พลั่ก!
เมิ่งฝานโดนเขกหัวอย่างแรง รั่วสุ่ยอีกลอกตาขาวมองเขาแล้วเอ่ยเสียงเรียบ“ก็ได้ ข้าจะทำเพียงแค่ผสานพลังปราณเข้ากับร่างกายเจ้าเท่านั้นแต่จะไม่ลงมือเอง ถือว่ายอมให้เจ้าเอาเปรียบก็แล้วกัน จะรอดไปได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้วล่ะ!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานพลันกัดฟันแน่นขณะเดียวกันก็สัมผัสได้ว่าบริเวณจุดไป๋ฮุ่ยของตนมีพลังปราณที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่กำลังถาโถมอย่างบ้าคลั่งเพียงชั่วพริบตามันก็หลั่งไหลไปทั่วร่าง
การไหลเวียนของพลังปราณที่แข็งแกร่งเช่นนี้ทำให้แม้แต่เมิ่งฝานก็ยังต้องกัดฟันแน่นด้วยความเจ็บปวดซ้ำยังรู้สึกคล้ายดั่งว่ามีลาวาหลั่งไหลอยู่ในร่างกายก็ไม่ปาน
ขณะเดียวกันก็มีพลังปราณอันยิ่งใหญ่แผ่ซ่านไปทั่วร่างเมื่อพลังดังกล่าวอยู่ในการควบคุม ความเร็วของเมิ่งฝานก็พลันเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว
พลังของรั่วสุ่ยอี!
เด็กหนุ่มรู้ดีว่ายามนี้อีกฝ่ายก็กำลังควบคุมพลังของตนเองไม่ให้หลั่งไหลเข้าสู่ร่างของเขามากเกินไปเช่นกันไม่เช่นนั้นร่างกายของเขาคงจะต้องระเบิดเป็นแน่
เพียงหนึ่งส่วนของพลังทั้งหมดก็ทำให้เมิ่งฝานรู้สึกแข็งแกร่งไร้เทียมทานแล้วการเคลื่อนไหวของเขาดุจดั่งสายฟ้า พลังยาตราเซียนเหินทำให้ความเร็วของเขาอยู่ในระดับที่สี่ในชั่วพริบตา
ทุกย่างก้าวย่ำอากาศหนึ่งอึดใจสิบก้าวเดิน!
เมื่ออสรพิษเนตรทับทิมเห็นว่าความเร็วของมนุษย์เบื้องหน้าสูงขึ้นกว่าเดิมมันก็ร้องคำรามออกมาเสียงดังปากขนาดใหญ่ยักษ์อ้าออกกว้างก่อนจะพ่นพลังปราณมากมายดุจสายน้ำหลากออกมา
นี่เป็นพลังที่ต่างไปจากพลังของอสรพิษเนตรทับทิมตัวเล็กเมื่อครู่ระลอกคลื่นถาโถมปานอุกกาบาตเคลื่อนผ่านฟากฟ้า ก่อนจะพุ่งเฉียดข้างกายของเมิ่งฝานไป
หากไม่ใช่เพราะความแม่นยำของอสรพิษเนตรทับทิมผิดพลาดไปเล็กน้อยป่านนี้เมิ่งฝานคงจะแหลกสลายไปแล้วเป็นแน่
“ให้ตายสิ!”
เมิ่งฝานตวาดเสียงต่ำพลังปราณภายในร่างกายถูกแผดเผาไปเรื่อยๆ แม้ว่ารั่วสุ่ยอีจะคอยให้พลังแก่เขา แต่เขาก็ต้องใช้มันอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน
ความเร็วที่สูงเป็นอย่างยิ่งทำให้เมิ่งฝานคล้ายดั่งกำลังทะยานอยู่ในอากาศทว่าข้างกายกลับมีแรงระเบิดซึ่งเกิดจากการโจมตีของอสรพิษเนตรทับทิมดังขึ้นจากทั่วสารทิศอย่างไม่ขาดสาย
ปัง!
การโจมตีของอสรพิษเนตรทับทิมเฉียดหัวไหล่ของเมิ่งฝานไปทว่าแรงระเบิดและระลอกคลื่นของพลังปราณก็ทำให้เมิ่งฝานรู้สึกเจ็บปวดไปทั้งร่าง เวลานี้เขาไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดจึงมีการเล่าขานบอกกล่าวต่อๆกันมาว่าระดับขั้นพลังที่แตกต่างมักนำมาซึ่งพลังที่ไม่อาจเทียบเทียม
หากเมิ่งฝานเผชิญหน้ากับอสรพิษเนตรทับทิมต่อให้มีเขานับร้อยคนก็ยังเป็นเพียงการรนหาที่ตายเท่านั้น
“ดุขนาดนี้เลยหรือ พอได้แล้วมั้ง!”
“หึ ยังไม่หยุดอีกคิดว่าเสี่ยวเย่กลัวเจ้าหรือไร?”
“บัดซบ ยังมาอีกหรือ!”
เด็กหนุ่มเคลื่อนตัวหลบอีกครั้ง เวลานี้ใบหน้าของเมิ่งฝานเต็มไปด้วยฝุ่นลมปราณแปรปรวน หากไม่ได้พลังปราณของรั่วสุ่ยอีที่แล่นไปทั่วร่าง อสรพิษเนตรทับทิมตัวนั้นก็คงจะตามมาจนทันแล้วฉีกเขาจนขาดสะบั้น
ทันใดนั้นพลันมีเงาร่างหนึ่งบินเข้ามาคือเหยี่ยวนั่นเอง ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่อยู่บนหลังเหยี่ยวโบกมือให้เมิ่งฝานพร้อมกับตะโกนเสียงดัง“ขึ้นมาเร็วเข้า!”
ยาตราเซียนเหิน!
ร่างของเมิ่งฝานลอยทะยานขึ้นไปกลางอากาศทะยานตรงไปหาเหยี่ยวตัวนั้น
ถึงแม้ว่าอสรพิษเนตรทับทิมจะโหดเหี้ยมถึงเพียงใดก็ไม่อาจออกจากอาณาเขตของตนเองได้เพราะถึงอย่างไรแล้วอาณาจักรต้าก้านแห่งนี้ก็ยิ่งใหญ่เป็นอย่างมากมียอดฝีมือมากมายนับไม่ถ้วนฉะนั้นแล้วต่อให้เป็นอสรพิษเนตรทับทิมก็ยังไม่กล้าบุกเข้าไปในเมืองของมนุษย์
ตู้ม!
ระลอกคลื่นแห่งพลังปะทะเข้ากับร่างของเมิ่งฝานอย่างดุดันอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานกำลังจะหนีไป อสรพิษเนตรทับทิมก็คล้ายบ้าคลั่งขึ้นมาในทันใดนัยน์ตาของมันสีแดงก่ำบ่งบอกถึงความกระหายเลือดอย่างมาก
“โทสะแห่งเนตรทับทิมเบิกพลังทะเลโลหิต!”
นี่เป็นเสียงที่คล้ายดั่งคำสั่งของธรรมชาติก็ไม่ปานต่อมาพลันมีลำแสงสีแดงพุ่งออกมาจากนัยน์ตาทั้งสองข้างของอสรพิษเนตรทับทิม แสงที่ส่องประกายดุจดั่งกฎเกณฑ์แห่งการทำลายล้างของธรรมชาตินั้นพุ่งทะยานเข้าโจมตีเมิ่งฝานอย่างรวดเร็วเพียงแค่กลิ่นอายพลังของมันก็ทำให้ร่างของเขาสั่นเทาแล้ว
อันตราย!
หากลำแสงนั้นพุ่งมาถึงอาณาบริเวณหนึ่งร้อยเมตรโดยรอบจะต้องแหลกสลายกลายเป็นผุยผง อย่าว่าแต่มนุษย์แม้แต่ต้นหญ้าก็ไม่เหลือ!
ราชาสัตว์อสูรน่าสะพรึงถึงเพียงนี้เชียวหรือ!
เพียงชั่วพริบตาเมิ่งฝานก็ขนลุกไปทั้งร่างพลังปราณภายในร่างกายไหลเวียนดุจดั่งสายธารหลาก แล้วตวาดเสียงดัง “ทะยาน!”
ยาตราเซียนเหินขั้นสูงสุดก้าวที่สี่ของมันคือการเหาะเหิน และเป็นขั้นที่แข็งแกร่งที่สุดของวิชายุทธ์ยาตราเซียนเหินต่อให้ยังไม่ได้ก้าวขึ้นไปถึงขั้นปราณทะลวงก็ยังสามารถพุ่งทะยานขึ้นไปบนฟากฟ้าได้แต่ก็ต้องสูญเสียพลังปราณอย่างมาก ซึ่งก่อนหน้านี้เมิ่งฝานไม่มีสิทธิ์ที่จะได้ใช้มันเลยแม้แต่น้อย
แต่ยามนี้เมิ่งฝานได้แต่กัดฟันแน่นแล้วแผดเผาพลังปราณในร่างกายอย่างสุดชีวิต ก่อนที่จะขยับร่างกระโดดขึ้นไปในอากาศด้วยความสูงนับร้อยเมตรท่ามกลางการระเบิดที่รุนแรงแม้แต่ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่อยู่กลางอากาศก็ยังมีสีหน้าตกตะลึง
พรึ่บ!
บนท้องฟ้าสูง ร่างของเมิ่งฝานขึ้นมาอยู่บนหลังของเหยี่ยวแล้วพลางออกแรงกอดไป๋สุ่ยเอ๋อร์เอาไว้แล้วตวาดเสียงดัง “รีบไป!”
เพียงชั่วพริบตาบนพื้นก็แดงเถือกไปด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ที่แผ่ซ่านภาพควันที่คล้ายดั่งดอกเห็ดปรากฏขึ้น ระลอกคลื่นจากแรงระเบิดซึ่งแฝงไปด้วยพลังปราณนั้นช่างน่าสะพรึงจนหัวใจของพวกเขาสั่นไหวสีหน้าของไป๋สุ่ยเอ๋อร์เปลี่ยนไปชั่วครู่ก่อนจะออกคำสั่งให้เหยี่ยวบินทะยานไปยังฟากฟ้าไกล
แสงสีแดงยังคงเปล่งประกายอยู่เบื้องล่างแต่ไป๋สุ่ยเอ๋อร์กับเมิ่งฝานที่อยู่บนท้องฟ้ากลับค่อยๆ เลือนหายไปแล้ว ทิ้งให้อสรพิษเนตรทับทิมร้องคำรามอยู่เพียงตัวเดียว
“ไอ้หนูข้าจะจดจำกลิ่นอายของเจ้าเอาไว้...”