"พี่อาตู้ผมมีเรื่องจะถาม”ลูคัสเมื่อเห็นอาตู้ก็รีบเข้าเรื่องทันที
“อ่าวพี่ใหญ่พี่รองพวกท่านก็มาเหรอ"ลูคัสที่พึ่งเดินลงมาจากเวทีประลองก็ทักทายคนทั้งสองทันที
เมื่อเห็นน้องชายลงมากงลั่วก็กล่าวสรรเสริญไปชุดใหญ่
"เราไปที่อื่นกันเถอะ"ลูคัสพูดขึ้นเพราะตรงนี้มีคนเยอะเกินไปทำให้ตนรู้สึกอึดใจ
เมื่อคนทั้งสี่ออกห่างลานประลองลูคัสก็แนะนำเหล่าพี่น้องให้อาตู้รู้จัก
"พี่อาตู้พอจะรู้ไหมว่าศาลาแดงอยู่ที่ใด"
เมื่อถูกถามสารานุกรมอย่างอาตู้ก็ทำงานทันทีอีกฝ่ายบอกทางเสร็จอย่างละเอียดราวกับกินพิมพ์เขียวเข้าไป
"งั้นไว้เจอกันนะทุกคน"ลูคัสเริ่มออกเดินไปตามทิศทางที่รับฟังมา
อาตู้บอกว่าจากจุดนี้จะต้องเดินเลียบผาไปอีกราวสิบนาทีและเมื่อตรงไปเรื่อยๆจะพบกับทางแยกให้เลี้ยวซ้ายพร้อมกำชับว่าเมื่อลูคัสได้เห็นก็จะรู้เองว่าสิ่งใดคือศาลาแดง
ขณะที่กงลั่วมองร่างของน้องเล็กจากไป"ศาลาแดงคือที่ใดหรือสหายอาตู้" แทยอนเองก็สนใจจึงเงี่ยหูเตรียมฟัง
เมื่อได้ยินคำถามอาตู้สีท่าทีเคร่งขรึมทันทีก่อนจะเริ่มอธิบายหลังจากทั้งสองฟังจบก็มีสีหน้าตกตะลึง
"นี่มันเรื่องใหญ่เลยนะมีสถานที่แบบนั้นในสำนักอู๋เซี่ยนด้วยรึ" แทยอนถึงกับเอามือทาบอกอาการที่แสดงออกว่านั้นบ่งบอกว่าเธอรู้สึกเป็นห่วงน้องสามจริงๆ
"งั้นพวกเราตามไปดูกันข้าเป็นห่วงน้องเล็ก"กงลั่วเสนอแนะ
จากนั้นทั้งสามจึงรอให้ลูคัสพ้นสายตาก่อนที่อาตู้จะพาทุกคนสะกดรอยตามไปเงียบๆ
ลูคัสเองก็ไม่ได้รีบร้อนแต่เลือกที่จะชมทัศนียภาพภายในสำนักสักหน่อยเมื่อสังเกตดีๆ ก็พบว่าภูเขาทั้งลูกนี้ตั้งอยู่สูงจากพื้นดินมากเพราะรอบๆสถานที่แห่งนี้ล้วนมีแต่เมฆหมอก หากข้ามบันไดเชื่อมระหว่างหุบเขามาจะเป็นส่วนกลางของสำนัก ระหว่างเดินจะพบเห็นทั้งศิษย์ชุดเขียวและชุดขาวปะปนกันไปเขาเดินผ่านตำหนักไม้หลังเก่าที่มีคนกำลังเดินเข้าออกพลุกพล่าน เมื่อประเมินตามลักษณะที่อาตู้บอกเด็กหนุ่มก็พอจะทราบได้ว่านั่นคือ"หอวรยุทธ"
หลังมาตามคำบอกสักพักทางก็เริ่มแคบลงก่อนผู้คนจะเริ่มบางตา หลังจากเลี้ยวซ้ายตนก็หยุดยืนมองเก๋งจีนสีดำตั้งอยู่ตรงหน้าผาที่ยื่นตัวออกไปด้านนอกปรากฏสู่สายตา เหนือเก๋งจีนนั้นดอกโบตั๋นแดงสดหล่นร่วงตลอดเวลาเป็นภาพที่งดงามดอกไม้เหล่านั้นทับถมกันย้อมบริเวณรอบเก๋งจีนจนกลายเป็นสีแดง
"แบบนี้สินะจึงเรียกว่าศาลาแดง" มีหญิงสาวชุดดำนางหนึ่งยืนหันหลังอยู่ภายในเก๋งจีนนั้น
เมื่อเด็กหนุ่มกำลังจะเดินเข้าไปก็พบว่ามีผู้คนเป็นกลุ่มๆแอบมองหญิงสาวคนนั้นเป็นพักๆ
ลูคัสเองก็ไม่ได้สนใจนักตั้งแต่ก้าวพ้นบันไดสวรรค์ผู้คนที่พบล้วนไม่ปกติสักคน
"ผมมาแล้วครับศิษย์พี่หลินฉี"เมื่อทักทายออกไปร่างนั้นก็หันกลับมา
หญิงสาวนัยน์ตาสีน้ำตาลจ้องกลับมาด้วยความสงสัย
ในความคิดของหลินฉีชายคนนี้ดูไปแล้วก็หน้าตาพอใช้หากทำผมเผ้าให้ดีๆหน่อยละก็นะ เมื่ออีกฝ่ายเดินเข้ามาสบตาหลินฉีก็รีบพูดด้วยอาการลนลาน
"เจ้าชนะลี่เฉียงแล้ว..." ความจริงนี่ไม่ใช่สิ่งที่เธอกำลังจะพูดแต่ก็ไม่รู้ทำไมจึงเอ่ยออกไปเช่นนั้น
"เอ่อ...ชนะครับ แล้วจ้าวตำหนักล่ะ"ลูคัสหันมองด้วยความงุนงงที่นี่ไม่มีใครสักหน่อย
"นั่นสินะจ้าวตำหนักเรียกพบ"หลินฉีพึมพำตอนนี้สัมผัสเธอเร็วมากตนพบว่ามีผู้คนแอบซุ่มดูอยู่
เมื่อคิดได้เช่นนั้นใบหน้าเธอก็แดงลามจนถึงใบหู
เด็กหนุ่มเองก็จับความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของหญิงสาวตรงหน้าได้จึงถามออกไป
"พวกเขามาซุ่มตัวกันทำไมหรือแถวนี้จะมีสัตว์อสูร"เขาเริ่มมองซ้ายขวาอย่างระมัดระวัง
ด้านหลังพุ่มไม้ใหญ่
"เขากล้านัดพบเทพธิดาหลินฉีจริงๆ "อาตู้อุทานเสียงดังทำให้ผู้คนด้านหลังล้วนขยับเข้ามาฟังใกล้ๆ
กงลั่วและแทยอนเองก็ตะลึงไปเธอได้ฟังมาจากอาตู้ว่าศาลาแดงแห่งนี้เป็นสถานที่ที่รู้กันภายในสำนักอู๋เซี่ยนว่าเป็นศาลาของการสารภาพรัก บุรุษหรือสตรีที่แอบนิยมชมชอบใครก็ตามจะนัดฝ่ายตรงข้ามมาที่นี่และหากอีกฝ่ายยอมมาก็หมายความว่าพวกเขาตกลงที่จะคบหากันเป็นคู่รักกัน
"เรื่องราวมันเป็นอย่างไรสหาย"ศิษย์ในชุดเขียวคนหนึ่งที่ซุ่มตัวอยู่ขยับตัวเข้ามาใกล้ก่อนจะเริ่มเก็บข้อมูล
"ตั้งแต่ที่สหายหนุ่มผู้นี้ขึ้นมาจากบันไดสวรรค์เทพธิดาหลินฉีก็สั่งให้ข้ารอเขาชัดเจนว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาแต่เมื่อพ้นจากบันไดสวรรค์น้องชายท่านนั้นก็ไปประลองทวงศักดิ์ศรีให้กับหญิงสาวอีกคนที่ลานประลองกลางหาวทันที
ข้าอาตู้ก็งงไปหมดแล้วว่าตกลงสหายหนุ่มรักใครกันแน่" อาตู้สรุปอย่างรวดเร็ว
เมื่อทุกคนได้ฟังดังนั้นเรื่องราวก็โหมกระพือออกไปอีกแล้วฉายา "วีรบุรุษนักรักอันดับสอง"
จะถือกำเนิดขึ้นในสำนักอู๋เซี่ยนแห่งนี้
"เอ่อทำไมถึงเป็นอันดับสองล่ะ"มีศิษย์ใหม่ผู้หนึ่งถามขึ้นมา
"เจ้าไม่รู้อะไรอันดับหนึ่งของฉายาวีรบุรุษนักรักคือจิงหนานอันดับสิบสี่ของศิษย์แนวหน้า"ศิษย์ชั้นรองที่อยู่มานานกว่ารีบอธิบายให้ฟังทันที
"เท่าที่ข้าเห็นน้องเล็กเอาชนะชายที่ชื่อจิงหนานไปหมาดๆนะ" แทยอนกล่าวออกมาอย่างสงสัย
ประโยคนี้ทำให้ทุกคนตกตะลึงศิษย์ใหม่ผู้นี้ไม่เพียงล้มลี่เฉียงแต่ยังโค่นจิงหนานที่แข็งแกร่งผู้นั้นลงอีกด้วย
"งั้นเขาก็ต้องเป็น วีรบุรุษนักรักอันดับหนึ่ง"กงลั่วรีบทวงความยุติธรรมให้แก่น้องเล็ก
ทำให้คนกลุ่มใหญ่ในที่นี้ต่างพยักหน้าเห็นด้วยชายในศาลาแดงคือ"วีรบุรุษนักรักอันดับหนึ่งแห่งสำนักอู๋เซี่ยน"
ลูคัสยังคงระแวดระวังตัวก่อนเปิดใช้งานกระบวนท่ามวยแปดทิศกลิ่นอายปรมาจารย์อ่อนๆเริ่มแผ่ออกมาจากตัวเขา
ทำให้หญิงสาวตรงหน้าหัวเราะออกมา"ที่นี่เป็นเขตสำนักอู๋เซี่ยนจะมีสัตว์อสูรได้อย่างไร"
"อ่าวเหรอแล้วทุกคนมาแอบซุ่มกันทำไมล่ะ"ลูคัสถอนกระบวนท่าก่อนยืนเกาศีรษะพลางใช้ความคิด
คำถามนี้ทำให้ใบหน้าของหลินฉีแดงขึ้นอีกครั้งเธอจึงตัดสินใจจูงมือชายหนุ่มชุดขาวออกจากเก๋งจีนทันที
เหตุการณ์นี้ล้วนอยู่ภายในสายตาของทุกคนเรียกเสียงฮือฮาเป็นอย่างมากแม้หลินฉีจะไม่ได้งดงามมากนักแต่ความสามารถด้านเชิงยุทธของเธอนั้นไม่ธรรมดาด้วยวัยยังเยาว์กลับติดอันดับสิบของศิษย์แนวหน้าได้ทำให้หลินฉีได้รับฉายาเทพธิดาตำหนักขาว
เมื่อกงลั่วเห็นหญิงสาวจูงมือน้องเล็กเดินออกไปก็ยืนขึ้นแผ่นหลังยืดตรงเงยหน้าสี่สิบห้าองศา ก่อนจะนำสองมือไพล่หลังกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงผู้รอบรู้
"วิชาการตกหญิงของเจ้าช่างล้ำลึกยิ่งนักข้ากงลั่วล้วนคิดว่าตนเองเป็นปรมาจารย์ด้านนี้มาตลอดวันนี้ได้ประจักษ์แก่สายตาแล้วว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้าเหนือเมฆายังมีสวรรค์ ข้าจะหมั่นฝึกฝนให้หนักเพื่อไล่ตามเจ้าไปน้องเล็กกกก"
เมื่อแทยอนได้ยินก็ต้องส่ายหน้าให้กับตรรกะที่วิบัติอย่างยิ่งของพี่ใหญ่ผู้นี้
ขณะที่หลินฉีดึงมือเด็กหนุ่มออกมานั้น
"เอ่อคือศิษย์พี่ผมเดินเองก็ได้ครับ"ลูคัสรู้สึกเขินๆ ที่มีผู้หญิงมาเดินจูงมือแบบนี้
เมื่อหลินฉีได้ยินเธอก็สะดุ้งตัว "อะแฮ่มข้ารีบไปหน่อย" ก่อนจะรีบปรับสีหน้ากลับมาให้เป็นปกติ
"ว่าแต่ศิษย์พี่พอจะรู้ไหมครับว่าจ้าวตำหนักฟ้าลั่นเรียกพบผมด้วยเรื่องอะไร"เด็กหนุ่มพยายามเก็บข้อมูลให้มากที่สุด
ส่วนตัวตนก็ไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่เพราะอีกฝ่ายดูไม่ได้มีท่าทีคิดร้ายอะไร
"ตอบตามตรงข้าเองก็คาดเดาความคิดของจ้าวตำหนักไม่ออกตั้งแต่เข้าเป็นศิษย์ที่นี่มาสองปีก็ไม่เคยเห็นจ้าวตำหนักเรียกพบศิษย์คนใดเป็นการส่วนตัวมาก่อน" หลินฉีตอบขณะเดินเธอหันมามองหน้าลูคัสอย่างสงสัยแต่ก็จับพิรุธอะไรในตัวเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ได้เลย
ผ่านไปราวยี่สิบนาที
หลินฉีพาเขาออกมาไกลจากสำนักพอประมาณตอนนี้ทั้งสองเดินเข้ามาจนถึงป่าไผ่ ที่นี่มีแต่ต้นไผ่สีเขียวขึ้นอยู่เต็มไปหมด
"ที่นี่มีชื่อว่าเรือนไผ่เขียวเจ้าเดินตรงเข้าไปเรื่อยๆไม่นานจะพบกับที่อยู่ของจ้าวตำหนักเอง" หลินฉีแนะนำก่อนหันกลับออกไป ระหว่างที่เดินยังมีการหันกลับมามองเด็กหนุ่มเป็นพักๆ
ลูคัสเองก็พยักหน้าก่อนก้าวตรงไปยังไม่รีบไม่ร้อนตัวเองก็รู้สึกถูกใจกับบรรยากาศที่นี่ไม่น้อยแต่ก็ตัดสินใจแล้วว่าเมื่อพบกับจ้าวตำหนักแล้วตนจะรีบเดินทางออกจากสำนักอู๋เซี่ยนให้ไวที่สุด
เด็กหนุ่มเดินผิวปากอย่างสบายอารมณ์สายตาก็สอดส่องไปซ้ายขวากิ่งไผ่ลู่ลมเสียดสีกันไปมาทำให้รู้สึกใจหวิว
เหตุใดคนใหญ่คนโตจึงชอบทำตัวแปลกแยกแม้แต่ที่อาศัยก็ไกลผู้ไกลคนอย่างนี้
เวลาผ่านไป
สายลมที่เคยพัดเอื่อยๆหยุดลงโดยไม่มีสาเหตุเขารู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างกระบวนท่ามวยแปดทิศถูกเปิดออกตามสัญชาตญาณ
“หือ เวทปิดล้อมสถานที่” ทั้งสองตาของลูคัสเบิกโพลงเขารู้สึกตงิดใจมาสักพักแล้วว่าเหตุใดตนจึงเดินไม่ถึงเสียทีหากไม่เปิดมวยแปดทิศก็ไม่สามารถทราบได้เลยว่ากำลังเดินวนอยู่ในเวทกักกันแบบนี้
เด็กหนุ่มไม่รอช้ารีบออกวิ่งไปด้านหน้าทันที ที่ต้องทำแบบนั้นเพราะทางที่เขาจากมาภาพนิมิตแสดงให้เห็นถึงกลุ่มคนชุดดำมากมายทำให้แม้แต่เขาเองก็ไม่มีเวลานับ แถมแต่ละคนก็ไม่มีใครอยู่ต่ำกว่าระดับอาณาจักรพลังที่3 ขั้นปลายเลย แต่สิ่งที่ทำให้ลูคัสรู้สึกขนลุกที่สุดกลับเป็นชายปริศนาใส่หน้ากากรูปนกอินทรีที่ภาพนิมิตเห็นมากกว่าเพราะตนไม่สามารถจับคลื่นพลังใดใดจากร่างชายคนนี้ได้
จากประสบการณ์ทั้งหมดที่พบเจอไม่ต้องบอกก็รู้"สู้ไปก็ตายเปล่า" หนีไปด้านหน้าจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ตนอาศัยชัยภูมิในป่าไผ่ให้เป็นประโยชน์ใช้ความเล็กของร่างกายพยายามแทรกตัวไปจุดที่มีต้นไผ่หนาแน่นเป็นพิเศษก่อนจะเริ่มคิดหาช่องโหว่ของเวทปิดล้อมเพื่อฝ่าออกไป
"มาแล้ว" ศรปราณสีเหลืองถูกยิงเข้าใส่ร่างของลูคัสเมื่อหันไปด้านซ้ายก็พบว่ามีร่างหนึ่งลอยอยู่เหนือกิ่งไผ่ชายคนนั้นเป็นนักธนูแถมยังอยู่ในอาณาจักรพลังที่4 อีกด้วย
"ฉิบหายล่ะ" ก้าวพริบตาถูกใช้ออกอย่างเร่งร้อนตนรู้เลยว่ามือธนูคนนี้มาเพื่อสกัดให้การเคลื่อนไหวของเขาช้าลง
การหนีในเวทปิดล้อมเช่นนี้เสียเปรียบ เพราะตนจะมีความเร็วที่ด้อยกว่าเจ้าของพื้นที่
วูบ เหยียบเงาถูกใช้ร่างเด็กหนุ่มหมายพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
“อั่ก” เหมือนปะทะเข้ากับกำแพงเหล็กที่มองไม่เห็นร่างในชุดขาวร่วงหล่นพร้อมกระอักเลือดออกมาเล็กน้อย
ศรปราณบินว่อนอยู่ทั่วป่ามีต้นไผ่ที่ถูกแทงทะลุหักร่วงลงเป็นทิวแถว ลูคัสเองตอนที่เสียจังหวะชนเข้ากับม่านพลังก็ถูกศรปักไหล่ขวาไปสองดอก
เด็กหนุ่มยันร่างพร้อมส่งสายตาอาฆาตไปยังนักธนูชุดดำก่อนจะออกวิ่งต่อไปในเมื่อบินไม่ได้ก็ต้องวิ่งเท่านั้น
จากการประเมินสถานการณ์หากยังพัวพันอยู่แบบนี้โอกาสตายมีมากกว่ารอด
ระหว่างที่วิ่งอยู่ภาพที่เห็นเหมือนเขากำลังจะล้มตัวลงนอนลำตัวเหยียดตรงพุ่งไปข้างหน้าขนานกับพื้นหญ้าก่อนหงายหน้าขึ้นมาเขามังกรคู่ปรากฏขึ้นมือขวาง้างยิงศรปราณสวนกลับไป “ศรทลายฟ้า”
นักธนูชุดดำเมื่อเห็นศรนั้นก็พยายามหลบอย่างสุดความสามารถแต่ศรสีฟ้าก็ไล่ตามติดอย่างไม่มีที่ท่าว่าจะหยุดทำเขาเสียจังหวะไป
เด็กหนุ่มเห็นดังนั้นก็ไม่รอช้าพลิกตัวกลับมาวิ่งต่อเหมือนเดิม
"สวนกลับไม่ได้ยิ่งสวนกลับยิ่งช้าลง" ลูคัสคิดในใจ คันศรทลายฟ้าหายไปจากมือขวา
ภาพดาบมารปรากฏขึ้นในใจอีกแล้ว
"หากสหายอยู่ก็คงดี"
.