หุบเขาเขตวิหารร้าง ั้แ่มีนางน้อยหลินอี้
ก็ไม่เคยมีสักวัน ที่จะเงียบเสียง ถ้าไม่เป็มารดา
หรือป้าฟ่าน ต้องคอยห้ามปรามกับบรรดาสิ่ง
อันอยากรู้อยากเห็น ตามประสาวัยซุกซน
นอกจากเรียนในตำรับตำราแล้ว เหมยหยงยังได้สอนเย็บปัก ถักร้อย
ประเภทงานฝีมือ หมวดซึ่งไม่ใช่ทางถนัด
สำหรับหลินอี้ อีกการทำอาหารยังอิดออดทุกเมื่อที่ถูกชวน
“เอาไว้ก่อนไม่ได้หรือ เ้าคะท่านแม่”
ต่อรองกับต้องมาช่วยร่อนแป้ง ไว้รอนวดทำเส้นบะหมี่
เหมยหยง นางเองถูกฝึกหัดั้แ่เล็ก เื่งานบ้านงานเรือน
จึงหวังถ่ายทอดสู่บุตรสาว ซึ่งออกจะบ่ายเบี่ยง
“หากโตขึ้น จะเป็ประโยชน์กับเ้า”
คำชี้ยกกล่าวโน้มน้าวจากมารดา
“โธ่เอ๊ย! ท่านแม่ ข้ายังเด็ก อีกนานจะถึงเวลา”
หลินอี้หาข้อมาอ้าง
“ตอนนี้ขอกินขนมอร่อย ๆ ที่ท่านแม่ทำให้ทานดีกว่า”
ช่องทางเลี่ยงประจบคำ ได้ผลเสมอ
“เช่นนั้น คราหน้า เ้าต้องปักผ้าสักผืนให้แม่ชม”
เชิงยอมผัดผ่อน กับความช่างเจรจา
แววอาการลิงโลด ออกท่าทาง
“ท่านแม่ ช่างใจดีนัก”
เข้าซบกอดอกอุ่น พูดออดอ้อน
เหมยหยงจับได้ในท่าที
“ลูกแม่ มีอันใดอีก”เอ่ยถาม
“ข้าขออนุญาตพาป้าฟ่านไปชมป่าไผ่ ได้ไหมเ้าคะ?”
มารดายิ้มพยักหน้า ปล่อยให้เมื่อยามบ่ายคล้อย
“อย่าอยู่นานนักนะ ลูกแม่”
ย้ำเรียกบอกตามหลังลูกสาว ที่วิ่งลิ่วตัวปลิวออกไป
…สองหญิงต่างวัย พากันเดินมาถึงแปลงต้นกล้าอ่อน
“ไม่ได้ ๆ เสี่ยวหลิน”
ฟ่านซิวนางเอะอะทัดทาน เมื่อหลินอี้น้อยลงมือ
จะย้ายขุดต้นดอกไม้ในสวน ไปปลูกยังบริเวณป่าไผ่ใกล้ทางขึ้นเขา
“ทำไมล่ะ?”
มักมีคำถามตามอีก จากปากเ้าเด็กน้อย ช่างสงสัยคราถูกข้อห้าม
เจตนาด้วยหวังผืนป่าไผ่ มีแทรกประดับด้วยมวลหลากหลาย
โดยพันธุ์ดอกไม้บ้าง นอกจากสีเขียวของทิวกอไผ่
“ดินตรงนั้น มันไม่เหมาะที่จะปลูกต้นดอกไม้พวกนี้หรอก”
ประโยคค้าน ก่อให้มือจับด้ามจอบกำลังขุดหลุม
ชะงักหยุดฟัง แต่ยังเกาหัวนึกข้องใจอยู่ดี
“แล้ว ป้าฟ่านรู้อย่างไรกัน ว่าปลูกดอกไม้ไม่ได้”
เลยถามตรงนี้ดู“ท่านเคยลองปลูก หรือยังล่ะ”
ส่งผลจนนางเองถึงกับอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออกสักคำ
“เอ่อ ๆ”พยายามจะอธิบาย
“เอาเช่นนี้ ป้าฟ่านจ๋า”
เสนอชักชวนพิสูจน์ร่วมมือ ปลูกดอกไม้กลางป่าไผ่ เพื่อที่ได้รู้กันไปเลย
จะเป็ผลอย่างไร ในเมื่อนางป้าฟ่านเอง ยังหาคำตอบไม่พบ
“ข้ายังไม่เคยเห็นผู้ใด ทำแบบนี้มาก่อนเลย นางหนู”
เกิดสงสัยอยู่เหมือนกัน เหตุใดป่าไผ่ถึงไม่มีต้นไม้อื่นขึ้นแซม
จึงนัดแนะพากันย้ายต้นกล้ามาปลูก ทั้งลงแปลงดอกไม้ในป่าไผ่ ตามพื้นที่ว่าง
“เห็นไหม ทีนี้เชื่อหรือข้ายัง”
เมื่อสองสัปดาห์ผ่านไป ต้นดอกไม้ที่ถูกขุดมาลงในหลุม
พลันฟื้นยืนต้นชูก้านใบ ผลิดอกออกมากระทั่งเห็นกับตา
จนหลินอี้น้อยชี้มือให้ดู ป้าฟ่านเป็พยานอีกคน
“ได้ผลจริง ๆ”
นางยืนตะลึงต่อภาพตรงเบื้องหน้า
“ข้าคิดผิด อยู่นาน”
บรรดาดอกยรูเหม่ยจู๋ร์ 鱼 尾 菊 (บานชื่น)
ละลานอวดสีสัน เหล่ากอดอกว่านโซ่จู๋ร์ 万 寿 菊 (ดอกดาวเรือง)
พืชตระกูลคล้ายกัน ปลูกสลับพุ่มดอกเชียงรื่อหง 千 日 红 (ดอกบานไม่รู้โรย)
ยืนต้นขึ้นปนแทรกสลับ บริเวณพื้นที่ป่าไผ่
ร่มเงาพอดี มีแดดส่องในตอน่วันตอนเช้า
อีกทั้งกลางคืน ยังมีน้ำค้างตกมารดให้ต้นดอกไม้ แต่ละชนิดเติบโต
ใช้ชีวิตกลมกลืนกับธรรมชาติ สร้างสมดุลสภาพจิตใจ
กิจกรรมที่ทำ ส่งผ่านถึงนิสัยเด็กหญิงหลินอี้
วิ่งวนไล่จับผีเสื้อ ท่ามกลางสวนสวย ผสานเสียงหัวเราะเบิกบาน
พลอยได้เหงื่อผุดย้อย เกาะข้างแก้มใส
จวนเวลาปักผ้าส่งงานแก่มารดา ตามคำตกลงจึงละความสนุก
นางน้อยจมดิ่งกับสมาธิงานฝีมือ ที่เป็กุศโลบายผสานการสอน
“ข้าทำเสร็จแล้ว ท่านแม่”ยื่นชิ้นผ้ามอบ
“นี่คือสิ่งใดกัน หลินนวี่เออร์”
อักษรปักดิ้นทอง อี้ ฝาน เฟิง ซุ่น 一 帆 风 顺 (ทุกอย่างราบรื่น)
เรียงประดับตรงมุมขอบผืน จนเหมยหยงมารดาถาม
หลินอี้ยกคำวลีสุนทร ในตำราโครงกลอนท่องจำ
“ท้องฟ้าไม่มีที่สิ้นสุด หมู่เมฆลอยกระจายไร้ขอบเขต รูปทรงใช้จินตนาการกำหนด แต่งเติมปั้นเป็เรือสำเภา ลอยเหาะตามฝันสำเร็จ”
เหนือคำบรรยาย ให้ค่าอักษรตัวจิ๋วสูงส่ง
คิดเป็ภาพยิ่งใหญ่ มันสมองล้ำเลิศ ติดมาด้วยในตัวเด็กน้อย
...เหมยหยง นางเห็นว่าลูกสาวฉลาดเกินตัว
มิใช่คนเดียวที่สังเกตได้ กวนต้าหยงถึงกับเอ่ยขึ้น
ขณะเยือนยังหุบเขา เพื่อเฝ้ามองความเจริญเติบโต
“เสี่ยวหลิน ช่างน่าส่งเสริมนักกับสติปัญญา”
วันหนึ่งเหมยหยง ผู้เป็แม่นั่งเพลินกับการวางหมากล้อม
ที่กวนต้าหยงเ้าสำนักสมิงเหลือง นำมาชวนประลอง
เนื่องเป็สิ่งโปรดปรานส่วนตัวของนาง จวนเจียนเวลาจำต้องได้ผละลุกไปทำอาหาร
สำหรับลูกสาวตัวน้อย ผู้ติดรสมือ จนเดินมาเรียกร้องทวงกับมารดา
“ท่านแม่จ๋า เลยมื้อเที่ยงแล้วนะ”
แผ่นกระดานหมากล้อมวางค้างอยู่ ซึ่งผู้ใหญ่ทั้งสอง เล่นยืดเยื้อล่วงเวลา
ยังไม่รู้ผลแพ้ ชนะ ด้วยอีกฝ่ายปลีกเข้าครัว ปล่อยทิ้งให้รอคิดแก้เกมสำคัญ
แม่หนูหลินอี้ยืนอยู่ข้าง ๆ เอาแต่จ้องตัวหมากสีดำ
ตรงจุดเ้าปัญหา ซึ่งแก้ไม่ตกของเ้าสำนักสมิงเหลือง
อันควรมารยาทถูกสอนมาจากมารดา นางเหมยหยงจึงไม่แทรก
“ให้ข้าช่วยไหม ท่าน?”
สาเหตุคิดล่วงหน้า อยากได้เพียงพื้นที่ว่างบนโต๊ะคืนเลยขออาสา
“เอาสิ หากเ้าทำได้”กวนต้าหยงผายมือเปิดกว้าง
เด็กน้อยรีบหยิบหมากล้อมเม็ดสีขาววาง
ปิดลมหายใจกึ่งกลางเทียนหยวน 天 元 (จุดเริ่มต้นสรรพสิ่ง) ชนะได้ง่ายดาย
จังหวะมารดาปรุงอาหารเสร็จ พอดีได้วางชามข้าวจานผัดผักถ้วยซุปแกงร้อน
ก่อความฉงนแก่ผู้ที่ตรองหา สารพัดวิธีอยู่ถึงกับทักถาม
“เ้าทำได้อย่างไรกัน เสี่ยวหลิน”
ตระหนักชื่นชมในความสามารถ อันประจักษ์ด้วยตนเอง
“ข้าเล่นหมากกับท่านแม่ จนชินเ้าค่ะ”
จดจำได้จากรูปแบบ ขั้นขึ้นใจเลยเผยเล่า
“เก่งนัก ตัวเท่านี้”คิดขึ้นคงถึงคราแล้ว
ยามครั้งมีโอกาสพูดคุยสนทนา เป็ขั้นตอนกับนางเหมยหยง
“ข้ากลัวว่า หลินอี้จะได้รับอันตราย”
คำลังเลบอกตามตรง หากต้องพาออกจากหุบเขา เปิดตัวสู่โลกภายนอก
“แต่นี่ ผ่านไปพอสมควรแล้วนะเหมยหยง เ้าอย่ากังวลใดเลย”
ไตร่ตรองถี่ถ้วน กวนต้าหยงกล่าวขึ้นบ้าง
“ในวันข้างหน้าหลินอี้ ย่อมต้องเผชิญชีวิต”
อีกข่าวจากสายสืบ บุคคลแฝงตัวทำงานใกล้เขตตำหนักเฉินไคว้อิง
แจ้งบัดนี้เอินสือไท่ ขึ้นครองตำแหน่งฮองเฮาสมใจ
หลังจากบงการกำจัดเสวียนฮวา ฮองเฮาองค์ก่อน
ปิดฉากร่วงจากสถานะ พ้นทางอุปสรรค
พฤติกรรมเลวร้าย จากน้ำมือผสมยาพิษของหมอหลวง ผู้ถวายการรักษา
โดยวิธีชื้อตัวด้วยเงินตรา ทั้งใช้อิทธิพลบีบบังคับ
“โปรดมอบนาง เป็บุตรบุญธรรมข้าเถิด”
เอ่ยขออนุญาตจากมารดาผู้ให้กำเนิด
“จะได้เริ่มต้นใหม่ มิต้องหลบซ่อนอำพรางในป่าเขาอีกต่อไป”
กวนต้าหยงคาดเดาลู่ทางไว้ เนื่อง่พักสงบ
กำลังฉลองความสำเร็จดั่งหวัง ทางฝ่ายตระกูลเอิน
นำใช้ตรงนี้เป็ช่องให้ได้ เจรจาพูด
“คือว่า”
ประเด็นเหมยหยง นางมองไม่เห็นถึงสิ่งที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
เกรงเป็การเพิ่มภาระให้ต่างหาก จึงอ้ำอึ้ง
“ให้เ้า คิดถึงอนาคตหลินอี้ด้วย”
หยิบยกความสำคัญต่อบุตรสาว เตือนใจ
พอทบทวนตามเป็จริงดั่งคำกวนต้าหยง นางเลยเห็นด้วย
เพราะยังจะดีกว่า หากกลับเข้าไปใช้ชีวิตในจวนของฟงเต้อจง ผู้บิดา
หวั่นช้าหรือเร็ว ต้องเกี่ยวข้องกับราชสำนักอีกแน่นอน
ถ้าหากสักวันหนึ่งเื่คงถึงหูฮองเฮาเอินสือไท่องค์ใหม่
เมื่อทราบเื่ คงไม่ปล่อยไว้ให้ลอยลำมีชีวิตสงบสุข
...ในวันฤกษ์เบิกวิถี กวนต้าหยงเ้าสำนักสมิงเหลือง
ได้เดินทางขึ้นเขา นำบรรดาเหล่าสมุนมาเป็พยาน
“นับจากนี้ขอประกาศ กับทุกคนในสำนัก ว่าหลินอี้คือลูกสาวข้า”
บุรุษชุดเหลืองเ้าสำนัก ทำการไหว้ฟ้า ดิน
บอกกล่าวแก่ต่อบรรพชน อีกทั้งลูกสมุนให้เป็ที่รับรู้
“หลินอี้ ขอคารวะท่านพ่อ เ้าค่ะ”
หนูน้อยคุกเข่ายกน้ำชาส่ง และก้มทำความเคารพกวนต้าหยง
มือรับถ้วยชาดื่ม ยื่นมอบป้ายหยกสลักอักษรประจำตระกูลกวน
เป็อันจบพิธีการของวันนี้
“ลูกข้า ลุกขึ้นเถิด”
ปลื้มใจยิ่งนัก ไม่คิดว่าตนจะมีวาสนาได้เป็พ่อคน
นางหนูหลินอี้น้อย ลุกขึ้นพาก้าวออกมายืนเบื้องหน้าอย่างภาคภูมิ
“ให้ปฏิบัติกับลูกสาวข้า ดังเช่นปฏิบัติแก่ข้า”
พูดยังพลพรรคเปรียบเปรยวลี มีทุกข์ร่วมต้าน มีสุขร่วมเสพ
“พวกเราขอต้อนรับ คุณหนูหลินอี้”
เสียงกระหึ่มขานขึ้นพร้อมเพรียง ทั่วบริเวณวิหารร้าง
ท้องฟ้าเบื้องบนปลอดโปร่ง แสงอาทิตย์ส่องทั่วผืนป่า
“ต่อไปไม่ต้องอาศัยซ่อนตัว ยังหุบเขาแห่งนี้แล้วละนะ ลูกข้า”
ฐานะบิดาบุญธรรมกวนต้าหยง เผยยิ้มบอกกับหลินอี้
ด้วยถือเป็พ่อลูกกันแล้ว ควรได้ย้ายเข้าไปอยู่ในสำนักสมิงเหลือง
ขบวนรถม้าเดินทางลงเขา นำพาสู่สถานที่พำนักแห่งใหม่
เสียงประทัดพวงใหญ่ แตกดังก้องดุจยามมงคลเริ่มต้นดี
บริเวณตรงหน้าซุ้มประตู คู่สมิงศิลายืนสง่าคำรามพร้อมปกป้อง
เริ่มงานเลี้ยง ข้าวปลา อาหาร สุรา ขึ้นโต๊ะจัดเตรียมไว้เรียบร้อย
โดยการกำกับดูแล หน้าที่พ่อบ้านหวง สมาชิกของสำนักสมิงเหลือง
ผู้เป็รุ่นแรกบุกเบิก ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่มาด้วยกัน
“ยินดีด้วยขอรับ ท่าน”
หวงชุนเช่อร่วมกล่าวแสดงยินดี ขณะเดินสำรวจไม่ให้ขาดพร่องสิ่งใด
“พวกเ้า เดินทางมาเหนื่อย ๆ พักผ่อนก่อนเถิด”
เอ่ยเชิญเข้าเรือนพัก ที่จัดเตรียมไว้ให้
“หากขาดเหลือประการใด ให้บอกข้า”
ยังเป็คนเดิม เต็มใจดูแลด้วยคิดสะท้อน
ถึงยามเด็กที่ไม่สมบูรณ์ ไร้ซึ่งญาติขาดครอบครัว
จึงตั้งอุดมการณ์ทดแทนหลินอี้น้อย ไม่ให้เสมือนในอดีตตน
“ปรนนิบัติ ให้ดี”
กวนต้าหยงสั่งกับนางรับใช้ไป๋อัน ก่อนปลีกตัวออกมา
ปล่อยเป็เวลาสองแม่ลูก ยังไม่ลืมจะเดินไปถามไถ่กับนางฟ่านซิว
“อยู่ได้เ้าค่ะ ท่านเ้าสำนักไม่ต้องห่วง ข้าตัวคนเดียวอยู่ไหนก็ได้”
ตอบด้วยสำนึกซาบซึ้งรู้สึกอุ่นใจ ในการต้อนรับของเ้าสำนักสมิงเหลือง
“อย่าได้พูดเยี่ยงนั้นเลย ให้ถือว่าเป็ครอบครัวเดียวกันเถิดนะ”
ด้านกวยต้าหยง รีบเอ่ยคำตามนึกคิด
ประโยคสร้างความตื้นตัน
“เป็บุญของข้า ฟ่านซิวขอบพระคุณท่านเ้าสำนักยิ่ง”
นางยิ้มน้อมรับ อีกรู้ได้ในวันนี้เอง ว่ากวนต้าหยงไม่ใช่บิดาแท้จริง
ของหลินอี้แต่อย่างไร ช่างโชคประเสริฐนักสำหรับชะตาซึ่งหนุนนำ
“เช่นนั้น ข้ามีสิ่งที่ต้องทำอีกมาก ขอตัวก่อน”
ผละก้าวเดินออกมา ยังบริเวณห้องประชุมของสำนักสมิงเหลือง
มีคนคอยอยู่กระวนกระวาย
“ต้องขออภัยท่านเ้าสำนัก ด้วยที่มาไม่ถูกเวลา”ชายร่างผอมออกตัว
“ว่ามาเถิด ห่าวเป่อลัว”
ถามกับผู้คุมรับผิดชอบงาน สื่อสารส่วนภาคอากาศ
“หมู่บ้านนกพิราบขาว เกอจื่อไป๋เรามีปัญหาแล้ว ขอรับท่านเ้าสำนัก”
ผู้ใหญ่บ้านรายงาน ว่าฝ่ายใดไม่ทราบรู้ชัด
ปล่อยเหยี่ยวพิฆาต มาดักซุ่มโจมตีนกพิราบสื่อสาร
เพื่อขัดขวางไม่ให้ส่งงานสำเร็จ สร้างความเสียหายแก่ลูกค้า
ที่รอรับข้อข่าวอันสำคัญ ก่อกระทบต่อชื่อเสียงของสำนักสมิงเหลืองโดยตรง
ภารกิจด่วนแก้ไข รีบขี่ม้ามาถึงในวันมงคล
ต้อนรับบุตรบุญธรรม ของเ้าสำนักกวนต้าหยงพอดี
“ไม่ต้องกังวล ข้าจัดการให้เอง”
ขีดเส้นกำหนดคำยืนยัน“ภายในสามวัน เื่ต้องจบ”
ทั้งรับประกันผลงาน เจตนากลุ่มผู้ไม่หวังดีมุ่งทำลาย จึงเร่งกู้คืนความเชื่อมั่น
“เอ่อ ข้าขอยินดีด้วยกับท่านเ้าสำนัก”
ห่าวเป่อลัวนึกได้ เมื่อคลายกังวลลงเอ่ยถึง
ทางกวนต้าหยงเลยออกปากชวน
“พักอยู่กินข้าวร่วมกันก่อน ถึงเดินทางกลับ ถือว่ามาไม่เสียเที่ยว”
“เป็เกียรติอย่างยิ่ง ขอรับ”
เต็มใจรับไมตรีปฏิเสธไม่ได้ ผู้ใหญ่บ้านห่าวเป่อลัว
ถูกพาเดินนำไปยังห้องอาหาร โต๊ะกลมที่พร้อมรองรับ
เป็โอกาสได้ถามไถ่ซึ่งกัน
“ได้ข่าวว่า โรคเก่ากำเริบ หายดีแล้วหรือยัง”
ให้ความใส่ใจต่อสมาชิกพรรคสำนักเสมอ
ไม่ว่าตำแหน่งสูงหรือต่ำ เท่าเทียมกันหมดในสายตา
“ท่านเ้าสำนัก ตัวข้าก็เป็เยี่ยงนี้เดี๋ยวดี เดี๋ยวหาย อย่าได้ห่วงไปเลย”
สีหน้ายิ้มแสดงความสดชื่น เอ่ยบอกอาการ
พลางมือรินสุราลงจอกวางให้ แก่ผู้าุโระดับหัวหน้า
ธรรมเนียมการกิน อันมีสุราส่งยื่นให้ดื่มระหว่างมื้ออาหาร
ก่อให้มีเื่ราวมากมาย พรั่งพรูเล่าสู่กันฟัง
“พวกเรามีกันอยู่เท่านี้ เหตุใดข้าจะไม่ห่วงผู้ใหญ่ห่าว”
ห่วงใยแลเห็น สุขภาพทรุดโทรมของห่าวเป่อลัว
“ข้ายังพอมียาดี ก่อนกลับจะมอบให้”
“เป็พระคุณนัก ที่ท่านเ้าสำนักเมตตา”
น้อมคำนับกลางวงอาหาร สร้างสนิทคุ้นเคย
ดุจญาติมิตร ให้ความไว้วางใจต่อกันจนยอมรับ
อันห่าวเป่อลัวถึงร่างกายไม่เอื้ออำนวยกับงานหนัก
แต่เพียรพยายามปฏิบัติ ทุ่มเทเต็มที่ทุกเื่ไม่เคยเสีย
“หากผู้เฒ่ากวนตู้ยังอยู่ คงได้เห็นสำนักสมิงเหลือง มีความมั่นคงเพียงใด”
นึกย้อนอดีต กวนต้าหยงเอ่ยถึงบุคคลสำคัญในชีวิตอีกผู้หนึ่ง
“ิญญาของท่านผู้เฒ่า ได้รับรู้แล้วขอรับ”
ห่าวเป่อลัวรำลึกตาม
เมื่อจบมื้ออาหาร คราเวลาแยกย้าย ผู้ใหญ่บ้านได้ขอตัว
พร้อมรับห่อยาสมุนไพร จากมือกวนต้าหยง
ด้านห่าวเป่อลัวขึ้นม้าเดินทางกลับ เพียงแค่รอฟังข่าวกับทางเ้าสำนัก
โดยออกปากจะสะสาง ปัญหาครั้งนี้ด้วยตนเอง
...ในสมัยก่อน ได้มีการฝึกนกพิราบใช้เพื่อสื่อสารกัน
คุณลักษณะสมบัติพิเศษ ที่สามารถบินทางไกล
แล้วยังหวนคืนต้นทางเดิมถูกต้องแม่นยำ
หากได้รับการฝึกฝนที่ดี ถือเป็การร่นระยะเวลา สำหรับอำนวยสะดวก
หมู่บ้านเกอจื่อไป๋ เป็หนึ่งสาขางานในสังกัดสำนักสมิงเหลือง ดูแลในเื่นี้
คนในหมู่บ้านแจกแจงหน้าที่ ตามแต่ละครัวเรือนแนวถนัด
เริ่มจากรวมกลุ่มกันได้แล้ว ลงมือสร้างเล้ากรงเพาะสายพันธุ์นกพิราบ
พอฟักออกมาเป็ตัว จึงส่งต่ออีกทอดยังหลังคาเรือนอื่น
แบ่งสัดส่วนทำงานเท่ากัน เพื่อเลี้ยงดูจนเติบโต
จากนั้นผลัดให้แผนกเชี่ยวชาญ ทำการฝึกสอน
ขับเคี่ยวกระทั่งได้มาตรฐาน ผ่านหลักสูตร
สำหรับเสบียงอาหารเลี้ยง ช่วยกันปลูกจำพวกธัญพืช รับ่เนื้องานสนับสนุน
ด้านฝ่ายบริหาร ให้ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่บ้าน
และยังมีผู้ช่วย ซึ่งถูกตั้งไว้เรียงตามลำดับขั้นสำคัญ
รายได้หลัก คือการรับส่งข่าวลับเฉพาะกิจ
ที่สร้างเม็ดเงินค่าตอบแทนสูง ตามความเสี่ยงของชิ้นข่าว
อีกรายได้รองลงมา คือขายจำนวนเหล่าจำนวนนกพิราบ
แก่ลูกค้าที่อยากได้ เอาไปใช้งานเองเป็ส่วนตัว
ชื่อเสียงลือชากล่าวขาน ของหมู่บ้านนกพิราบขาว
ถูกบอกผ่าน จากบรรดาผู้เคยอุดหนุน ถือเป็จุดแข็ง
ขั้นสามารถจุนเจือสมาชิกทุกคน ภายในหมู่บ้านถ้วนหน้า
...นกพิราบขาว สื่อหมายถึงสันติภาพเสรี
ด้วยทักษะเข้ารวมกลุ่มกับฝูงเหล่านกพันธุ์อื่นได้ ชนิดกลมกลืน
คราเมื่อนำมาฝึกฝนใช้ในการส่งข่าวสาร ยิ่งก่อประโยชน์ให้มวลมนุษย์ได้อีกทาง.