╔.★.═════════╗
บทที่ ๓
╚═════════.★.╝
ธิดา PART.
อุตส่าห์มาเข้าร่างพระาาครองมงกุฎ ก็ยังไม่วายได้ทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่คุ้มค่าแรงแบบนี้อีก
“ข้าต้องอ่านหนังสือพวกนี้จริงๆเหรอ จางเฟิง” ถามคนที่ยืนข้างโต๊ะที่กำลังนั่งอยู่ สีหน้าแขยงอย่างเห็นได้ชัด
“เพคะ” ตอบหน้าตาย
“แต่นี่มันห้องนอนไม่ใช่ห้องทรงงานเสียหน่อย แถมนี่ก็มืดแล้วด้วย”
พอชักแม่น้ำทั้งห้ามาอ้าง จางเฟิงเผยสีหน้าจนใจให้เห็น ฉันมองอ้อนวอนด้วยความหวัง
“หากพระองค์อยากพักผ่อนก็ย่อมได้เพคะ”
“จริงเหรอ” ยกยิ้มร่า จากร่างที่เหี่ยวๆชุ่มชื้นขึ้นมาทันที
“แต่หม่อมฉันจะไม่ยอมนั่งรอที่เตียงตอนพระองค์สรงน้ำหลังฉากกั้นอีกต่อไปนะเพคะ”
“ไม่ได้นะ!”
หลังจากนั้น ฉันก็ใช้เวลายามราตรีไปกับกองตำราเรียนรู้การปกครองมากมาย ผ่านไปหลายคืนจนขอบตาดำปิ๊ดเป็หมีแพนด้า ถึงกระนั้น…
“นี่ คืนนี้พอแค่นี้ก่อนได้ไหม ข้าง่วงมากเลย เ้าไม่เห็นขอบตาสีดำๆของข้าหรือ”
ตอนนี้นอกจากจะเหี่ยวทั้งกายใจ หน้าก็จะดำด้วยนะ
“หากพระองค์ตอบคำถามหม่อมฉันได้สิบสี่ข้อพระองค์จะได้พักเพคะ”
ใครจะไปทำได้กัน จางเฟิงน่ะยิ่งกว่าติวเตอร์กวดวิชา ลองได้ถามทีไร ถามแต่เื่ยากๆตลอด
“ไม่เอา อ่านๆ ข้าอ่านแล้ว”
คืนต่อมา
“จางเฟิง ข้าเขียนสรุปเล่มนี้เสร็จแล้ว” หันไปบอกบางคนที่นั่งอยู่กับโต๊ะเตี้ยข้างๆ
“หลับเหรอ?” เข้าไปนั่งยองๆดูใกล้ๆ
“วันก่อนก็หลับข้างเสาเตียง วันนี้ก็ฟุบหลับคาโต๊ะ เป็แค่นางกำนัลแท้ๆ ไม่เห็นต้องทำขนาดนี้เลย”
แต่ไม่รู้ทำไม พอมีคนสู้ไปด้วยกันแบบนี้แล้ว รู้สึกว่าถึงเจอเื่หนักกว่านี้ก็คงจะไม่เป็ไรเลย
▀₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪▀
วันรุ่งขึ้น
ความหิวทำให้ลืมตาขึ้นมาแม้จะไม่อยากตื่น แต่ทำไมฉันถึงมานอนบนเตียงได้ล่ะ จำได้ว่านั่งมองจางเฟิงแล้วเผลอหลับไป
“อ้ะ จริงสิ”
ไม่เห็นคุณพี่อยู่แถวนี้ ไม่ใช่ว่านี่เป็โอกาสทองหรือ
สิบนาทีต่อมา
“กงกงมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ คำนับองค์จักรพรรดินีเวี่ย พ่ะ-พ่ะย่ะค่ะ”
ตัวสั่นมาเชียว หรือคุณพ่อบ้านจะอายุมากแล้ว ก้มหน้าเยอะๆไม่ดีต่อสุขภาพ
“เงยหน้าขึ้น”
ฟุ่บ!
เอ้า ทำไมลงไปนั่งคุกเข่าล่ะ ช่างเถอะ
“ตำหนักทรงงานข้างๆตำหนักข้า ปัดกวาดจัดใหม่เสีย ข้าจะให้หัวหน้านางกำนัลเข้าไปอยู่”
“ไม่ได้นะเพคะ”
พูดถึงผี ผีก็มา พูดถึงหมา หมาก็โผล่
คนที่เพิ่งมาใหม่ร้องเสียงดังก้าวฉับๆ ฉันเลยโบกๆมือให้กงกงถอยออกไปก่อน
“ไม่เอา ไม่ไปนะเพคะ”
“เ้ามาพอดีเลย ทำไมล่ะ ห้องนอนนางกำนัลมิใช่อยู่ไกลตำหนักนี้มากหรอกหรือ”
ถ้าวัดดูแล้วตำหนักนอนของฉันอยู่ห่างจากที่พักนางกำนัลเกือบสามกิโล โดยมีท้องพระโรงขั้นกลาง
“หากหม่อมฉันไปอยู่ที่อื่นก็ไม่ได้อยู่กับพระองค์สิเพคะ” บ่นพึมพำ
“เ้าพูดว่าอะไรนะ”
“เื่ในท้องพระโรงครั้งก่อนพวกนางในต่างเอาไปพูดต่อกันสนุกปากราวกับเป็เื่ขบขัน”
“ไม่เห็นเป็ไรเลย ใครจะปิดคำนินทาได้”
“ไม่ได้เพคะ ใกล้ถึงเวลาที่จะมีการส่งบรรณาการแล้ว หม่อมฉันจะไม่ยอมให้มีเื่ซุบซิบนินทาของพระองค์ในวังอีก”
ดื้อแพ่งนะคะคุณพี่ แต่ก็เท่สมกับเป็คุณพี่ดี เท่มากค่ะ ว่าแต่…
“บรรณาการ?”
▀₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪▀
สถานที่ใดจะสืบข่าวได้ดีไปกว่าโรงเตี๊ยมที่มีคนหนาแน่น องค์ชายกับผู้ติดตามต่างไม่คิดว่าเื่ที่จะลอยมาเข้าหู เป็เื่รักๆใคร่ๆที่ไม่น่าเป็ไปได้ของใครบางคน
“คุณชายทั้งสองรับอะไรเพิ่มหรือไม่” เด็กในร้านถาม
“พอแล้วๆ” ผู้ติดตามที่นั่งอยู่ตอบไป
โต๊ะข้างๆที่มีเหล่าชายเมาสุราได้ที่สามคนเม้าท์มอยเสียงดัง
“น้องชายข้าเคยไปเป็ชายขององค์จักรพรรดินีตอนนี้ก็กลับมาบ้านแล้วเช่นกัน แถมยังเปิดโรงหมอขายยาเป็กอบเป็กำ”
“ใช่ๆ เชลยที่ส่งมาจากเมืองข้างๆก็กลับไปแล้ว ข้าได้ข่าวว่าจัดพิธีต้อนรับกันเสียยิ่งใหญ่”
“นั่นน่ะสิๆ ไม่รู้พระองค์คิดเช่นไร เช่นนี้จะไม่ต่างจากการหาความสำราญหรอกหรือ ได้กลับบ้านแถมยังได้เงินก้อนใหญ่เชียว ฮ่าๆ ข้าละอยากมีวาสนาเช่นนั้นบ้าง”
ผู้ติดตามที่นั่งกินอาหารจนพร่องเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าอ่านยาก ทั้งยังไม่แตะอาหารสักคำก็นึกห่วง
“องค์ เอ่อ… คุณชาย เรากลับที่พักดีหรือไม่ เกรงว่าอยู่ต่อก็ไม่มีเื่น่าสนใจแล้วขอรับ”
ชายหนุ่มยกยิ้มน้อยๆ มือยกน้ำชาขึ้นมา หารู้ไม่ว่าคนข้างๆเพิ่งรินให้ใหม่ เล่นเอาความร้อนลวกปาก
“อึก!”
“อง-คุณชาย เป็อะไรหรือไม่ขอรับ” ผู้ติดตามลนลาน คนปากพองเพิ่งยกมือบอกไม่เป็ไร
ใครจะรู้ว่าภายในใจนั้น ชายหนุ่มกำลังคิดถึงสตรีผู้หนึ่งที่ยอมตัดสัมพันธ์กับคนทั้งใต้หล้า เพื่อแสดงความจริงใจต่อเขา ทำเอามุมปากหยักที่ยกอยู่ไม่อาจหุบลงได้
หากมีใจต่อเขาเช่นนี้ ถึงใจนางโเี้จนมิอาจทนมองได้ แต่เห็นแก่จิตใจเสน่หาต่อเขาถึงเพียงนี้ เขาก็คงต้องรับไว้เสียหน่อย
“หึ การมาครั้งนี้ คุ้มค่าเสียจริง”
▀₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪▀
วันคืนเปลี่ยนผัน ในที่สุดวันที่ขุนนางชั้นสูงต่างมารวมตัวกันยืนริมท้องพระโรงเหมือนเสาค้ำอาคารก็มาถึง
หญิงสาวที่นั่งรออยู่นานได้แต่สงสัยว่าใครมา
แขกทางการกลุ่มหนึ่งย่างก้าวอย่างมั่นคงเข้ามา นำโดยทูตจากต่างแดนอันมีสายเืเข้มข้นกว่าใคร
“ข้ามาแล้ว”
“องค์ชายหูต้า เหตุใดกล่าวกับองค์จักรพรรดินีเช่นนั้น อยากประกาศางั้นรึ” ขุนนางฝ่ายบุ๋นเห็นท่าทีก้าวร้าวล่วงเกินของคนตรงหน้าก็ไม่พอใจ
“หากอยากให้ข้าเคารพนอบน้อม องค์จักรพรรดินีของพวกเ้าคงต้องทำให้ดูก่อน”
“องค์ชายหูต้า!!” คราวนี้เป็เสียงขุนนางฝ่ายบู๊
จิตสังหารพลันแผ่ซ่านออกมาจากกองขุนนางฝ่ายเมืองเวี่ยและแขกเมืองหูที่ห้ำหั่นใส่กันอย่างไม่เกรงใจ ทำเอาสตรีที่นั่งบนบัลลังก์กะพริบตาปริบๆเสียวสันหลังจนเหงื่อตก
“เวลาแบบนี้ก็ยังไม่มีใครเห็นฉันอยู่ดี” หญิงสาวได้แต่บ่นเบาๆแกมถอนหายใจ จากนั้นจึงกล่าวเสียงดัง “พอได้แล้ว!!”
ในท้องพระโรงสงบสุขขึ้นมาทันที พวกขุนนางพากันก้มหน้าหวาดกลัว มีเพียงชายชุดเขียวที่หันมาแผ่จิตสังหารใส่
“เมื่อพวกท่านมาถึงแล้วข้าก็ต้อนรับ เมืองหูเป็เมืองใต้อาณัติของข้าดังนั้นของบรรณาการ ข้าย่อมมิปฏิเสธ พวกท่านเดินทางกันมาเหนื่อย พักผ่อนให้สบายใจจนกว่าจะถึงกำหนดกลับ”
จังหวะนั้นเองที่ใครบางคนฉุนกึกโพล่งออกมากลางวง
“ฝ่าาพูดเื่อะไร”
“...”
ไม่ใช่แค่จักรพรรดินีที่งง ผู้ติดตามทางฝั่งเมืองหูเองก็รอคำอธิบายเช่นกัน
“ข้าองค์ชายหูต้า รัชทายาทคนเดียวของเมืองหูไร้วาสนาจากบ้านเกิด ครานี้ ข้าเป็หนึ่งในของบรรณาการแก่เ้า เมื่อครู่ฝ่าาเอ่ยจะรับไว้มิใช่หรือ”
“หา!/หา!” ไม่รู้เสียงใครเป็เสียงใคร รู้เพียงทุกคนในห้องต่าง ‘หา!’ กันเป็เสียงเดียว
“...” องค์ชายผู้สร้างความประหลาดใจยกยิ้มพอใจ เมื่อเห็นใบหน้าหญิงสาวแสดงออกว่ากำลังเจอเื่ไม่คาดฝันจนไปไม่เป็และกำลังปฏิเสธเขาอย่างชัดเจน
แม้จะเป็สตรีที่เกลียดชังสุดหัวใจ
เขากลับมองว่ามันน่ารักจนอยากจะเห็นสีหน้าเช่นนั้นอีกหลายครั้ง
▀₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪▀
ในห้องพำนักเมืองเวี่ยที่ถูกจัดเตรียมตกแต่งเป็อย่างดี บริเวณโต๊ะน้ำชา องค์ชายหูต้ากำลังจิบชายามบ่ายอย่างอารมณ์ดี ถึงเื่เมื่อเช้าจะยังไม่ได้คำตอบที่้าก็ตาม
ผู้คนจากเมืองหูที่ตามมาอารักขาเขาต่างพากันถามโน่นนี่ไม่หยุด กว่าจะได้อยู่ลำพังก็ปาไปยามบ่ายเสียแล้ว
นางกำนัลคนหนึ่งเข้ามาเปลี่ยนแจกันเสร็จกำลังจะออกไปก็ถูกรั้งไว้
“เ้า มานี่”
“เพคะองค์ชาย”
หญิงสาวแม้ไม่อยากคุยด้วย แต่นางเป็เพียงนางกำนัลต่ำต้อยจึงต้องก้าวไปหาตามคำสั่ง
“องค์จักรพรรดินีมีชายที่โปรดปรานหรือไม่”
“เอ่อ…ขออภัยเพคะ หม่อมฉันไม่อาจ…”
ตุบ!
ทันทีที่เงินถุงหนึ่งถูกโยนไปตรงหน้า หญิงสาวหยิบขึ้นมาเปิดดู เอ่ยตาวาว
“ไม่มีเลยเพคะ เหล่าผู้ที่เคยถวายการรับใช้นั้นต่างถูกส่งออกนอกวังไปหมดแล้วเพคะ กระทั่งคนที่ไม่ยอมตัดใจกลับมาขอเข้าเฝ้าพระองค์ องค์จักรพรรดินีก็ไม่ให้เข้าพบเพคะ”
“มีเื่เช่นนั้น”
“จริงๆนะเพคะ เมื่อก่อนมีมาขอเข้าเฝ้าทุกวันเลยเพคะ นานไปดังโบราณว่าผู้คนมักยอมแพ้ต่อโชคชะตา จึงเหลือเพียงผู้เดียว แต่ไม่ได้มาบ่อยเช่นเมื่อก่อนแล้วเช่นกันเพคะ”
“หืม นางจริงใจกับข้าถึงเพียงนี้ หากปีนี้ข้าไม่มา นางคงเสียใจ หึๆ งั้นให้นางแสดงละครต่อไปอีกหน่อย อย่างไรนางก็ไม่ได้จะผลักไสข้าจริงๆ เช่นนั้นข้าต้องเปิดใจกับเมืองเวี่ยเสียแล้ว”
แม้หญิงสาวจะไม่เข้าใจว่าองค์ชายต่างแดนกำลังเอ่ยสิ่งใด นางก็ไม่เอ่ยอะไรอีก เพราะเกรงจะถูกริบรางวัลในมือ
▀₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪₪▀
“เฮ้อ…น่าเบื่อ นี่มันตั้งกี่วันแล้ว”
ล่วงเลยมาสองคืน องค์ชายหูก็รู้สึกว่ามันแปลกๆ ทำไมจึงไม่มีรับสั่งให้เขาไปเข้าเฝ้า ทั้งยังไม่มีเหตุให้เจอกันเลย
สมองพลันคิดขึ้นมาได้ว่า…
“หรือนางนอกใจ”
ไม่รู้ว่าผ่านนางกำนัลและขันทีมากี่คน เขาเอาแต่ถามตามทางว่าคนที่ตนกำลังนึกถึงอยู่ทางใด แกะรอยวาจาตามมาเรื่อยๆ ถูกทางบ้าง ผิดทางบ้าง
จนในที่สุดตัวเองก็มายืนอยู่หน้าสวนแห่งหนึ่งในพระราชวัง เห็นเงารางๆของหญิงสาวในชุดสีทองอยู่บริเวณศาลา
มือไม้ก็ไปเด็ดเอาดอกกุหลาบขาวใกล้ๆมาโดยไม่รู้ตัว
“ทำสิ่งใดอยู่” พูดพร้อมยื่นกุหลาบหอมไปตรงหน้าหญิงสาวที่เอาแต่นั่งอ่านตำราไม่เห็นเขา
“นาย องค์ชายหูต้า!”
“รับไปสิ ข้าผ่านทางมา”
ศาลากลางสวนอยู่ฝั่งตะวันตกของวัง ปีกนี้มีเพียงโรงซักผ้า โรงครัว โรงช่าง และโรงทำงานของพวกสาวใช้อยู่ใกล้ๆ ส่วนเรือนรับรองขอองค์ชายหูต้าอยู่ฝั่งตะวันออก
แม้หญิงสาวจะคิดไม่ตกว่าผ่านทางอย่างไรจึงมีดอกไม้ติดมาเช่นนี้ แต่ก็รับมาโดยดี
“องค์ชายเืออก!”
“อ่อ เล็กน้อย” เขาตอบอย่างไม่ยี่หระ หญิงสาวรับดอกไม้ไปวางบนโต๊ะ พลางจับมือเขาแบออก ปรากฏแผลจากหนามกุหลาบงามมากมาย
“ไปทำแผลเถอะ ข้าจะไปตามคนมาพาองค์ชายไป”
“หึๆๆ” องค์ชายหูต้าเห็นหญิงสาวคิ้วขมวดก็ชอบใจ ทว่าพอนางกำลังจะเดินออกไปก็ใช้มืออีกข้างรั้งข้อมือขาวไว้