002
“เฮ้ย!”บุษกรร้องเสียงหลง เมื่อมือของคนที่เธอเข้าใจว่าหลับไปแล้วคว้าแขนและดึงเข้าหาตัวโดยที่เธอขัดขืนไม่ได้ด้วย
“ปล่อยฉันนะไอ้บ้า”หญิงสาวผลักดันกายแกร่งให้ถอยห่าง แต่กลับถูกไอ้ขี้เมากอดรัดเอาไว้ซ้ำยังส่งมือมากดรั้งท้ายทอยให้ศีรษะทุยโน้มลงไปจนริมฝีปากอวบอิ่มแนบไปกับปากอุ่นระอุ
“อื้อ...”
ดวงตากลมโตเบิกกว้างมือกำเสื้อตัวใหญ่ไว้แน่น ริมฝีปากที่เผยอ้าจะร้องห้ามกลับเปิดโอกาสให้เรียวลิ้นสากสอดแทรกเข้าไปกวาดไล้แตะแต้มไปตามกระพุ้งแก้มและซอกหลืบไรฟันก่อนจะเกาะเกี่ยวกับปลายลิ้นเล็กที่พยายามจะดันสิ่งแปลกปลอมที่รุกล้ำออกไปแต่กลับกลายเป็การยั่วยุให้ไอ้ขี้เมากดจุมพิตลงไปอย่างหนักหน่วงยิ่งขึ้น
“อื้อ...”บุษกรเบี่ยงส่ายศีรษะหนี มือก็ทุบตีสลับผลักดันกายแกร่งให้ถอยห่างไป แต่เหมือนกับเธอเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงนอกจากจะไม่ขยับเคลื่อนแล้ว มือใหญ่ที่กอดรัดอยู่ยังลูบไล้ไปตามแผ่นหลังบอบบางเสื้อผ้าที่เธอใส่อยู่ไม่ได้เป็อุปสรรคให้ชายหนุ่มได้ัักับผิวเนื้อนวลนุ่มเลย
“สุดา...สุดาจ๋า...หวานที่สุดเลยที่รัก”แม้จะแปลกใจกับรสจุมพิตของรวิสุดาแตกต่างไปจากเดิมกลีบปากเธอหอมหวานและนุ่มละมุนชวนให้เขาอยากััแนบชิดนานๆ และไม่หยุด
เหมือนกับตกอยู่ในดินแดนแห่งความฝันเพราะความหอมละมุนนุ่มที่ได้รับ ชายหนุ่มพลิกกายให้ร่างบอบบางอยู่เบื้องล่างพลางจับมือเล็กที่พยายามผลักดันและทำร้ายร่างกายไปตรึงไว้เหนือศีรษะนิ้วยาวเกี่ยวกระดุมเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ออกจากรังดุมและเข้าไปเนินเนื้ออวบอิ่มและนุ่มหยุ่นขนาดกะทัดรัดที่เหมาะมืออย่างรวดเร็ว
“อืม...”ชายหนุ่มครางเสียงแ่ ไม่แค่จูบที่มีรสหวานนุ่มราวกับฟองเบียร์ ผิวเนื้อเธอก็เนียนนุ่มน่าััไปเสียหมด
“สุดาจ๋า”เขาบดคลึงขบเม้มกลีบปากนุ่มสลับเรียวลิ้นซอกซอนเข้าไปควานหาความหวานนุ่มขณะมือก็ฟอนเฟ้นทรวงอกนุ่มหยุ่นอย่างหนักหน่วงน้ำเมาที่ดื่มเข้าไปกระตุ้นให้กายร้อนผ่าวราวกับถูกไฟเผา
“อื้อ...ไม่นะ!”นอกจากจะกลัวจนตัวสั่น บุษกรยังรู้สึกวาบหวามเพราะจุมพิตที่บดคลึงซอกซอนจนเธอรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออกเป็เหมือนคนที่ตกลงสู่พื้นน้ำเย็นฉ่ำสลับร้อนผ่าวในคราวเดียวกันกายเริ่มอ่อนระทวยหายใจหอบแรงเร็วจนสองบัวตูมไหวกระเพื่อมเป็จังหวะจมหายไปในอุ้งมือร้อนผ่าวที่เฝ้าฟอนเฟ้นอย่างกับเขาเป็เ้าของมัน
“ปล่อยฉันนะ”เพียงริมฝีปากเป็อิสระบุษกรก็รีบเอ่ย หากกลับถูกนิ้วยาวยกขึ้นมาปิด
” ทำไมละสุดา...เราทำอย่างนี้กันบ่อยๆเธอยังบอกเลยว่าชอบให้ฉันจูบ...แบบนี้”
ฟันขาวขบกัดลงบนกลีบปากเบาๆก่อนจะขบเม้มย้ำลงไป พร้อมกับเรียวลิ้นที่สอดแทรกเข้าไปกวาดเคล้าควานหาความนุ่มละมุนภายในโพรงปากอุ่นที่ทำให้เขาหลงใหลไม่แพ้ทรวงอกนุ่มหยุ่นที่ตอบสนองเป็อย่างดีจนเผลอปล่อยแขนเรียวยาวให้เป็อิสระ
“คิดถึงมากๆเลยรู้ไหมสุดา” พีรายุขบเม้มริมฝีปากหนาไปทั่วใบหน้าเนียนนุ่มใบหน้าคมคร้ามขบเคลื่อนไฟร้อนผ่าวขบเม้มไปตามผิวลำคอหอมจรุงใจ จุดหมายคือสองเนินเนื้อที่กระเพื่อมไหวอยู่
ถ้อยคำที่เรียกขานชื่อทำให้บุษกรเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่ากำลังทำอะไรอยู่ แม้ไฟร้ายจะลามเลียไปทั่วกายแม้ยากที่จะเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงจากสิ่งที่ไม่คุ้นเคยกลับคืนมาแต่เธอก็ต้องพยายามทำอย่างเต็มที่
หญิงสาวขยับเคลื่อนมือไปบนพื้นจนได้พบกับขวดเหล้าอย่างรวดเร็วและไม่ทันคิดอย่างรอบคอบเธอคว้ามันมาแล้วฟาด...
ปึก!!!!
“โอ๊ย!”
คนที่กำลังลอยล่องอยู่ในห้วงแห่งความฝันแต่กลับต้องเจอกับพายุร้ายอย่างที่ไม่ทันได้ตั้งตัวพุ่งเข้ามาที่ศีรษะอย่างรุนแรงจนเห็นดวงดาวลอยคว้างหมุนรอบถึงกับร้องเสียงดังลั่นผลจากการถูกตีทำให้เืไหลซึมไหลบ่าออกมาอย่างรวดเร็วส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วห้อง
“ใครใช้ให้แกมาทำบ้าๆกับฉันก่อนทำไมล่ะ โดนแค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ”
ถึงบุษกรจะใกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่เพราะ้าเอาตัวรอดจากััที่ทำให้ปั่นป่วนในช่องท้องและเสียวซ่านในคราวเดียวกันถึงได้ทำร้ายชายขี้เมาลงไปอย่างไม่ทันจะรู้ตัวแล้วตอนนี้เธอก็ต้องรีบหนีไปจากบ้านหลังนี้ให้เร็วที่สุดด้วยหญิงสาวรีบผลักร่างหนาที่ฟุบลงนอนนิ่งบนเรือนกายออก
“โหย...ไอ้บ้าขี้เมานี่หนักชะมัดเลย”บุษกรพึมพำ โดยไม่ลืมภารกิจสำคัญที่เข้ามาในบ้านหลังนี้ เธอควานหาถุงสัมภาระและเมื่อพบก็คว้ามันมาถือไว้อย่างรวดเร็วก่อนจะลุกขึ้นถลาวิ่งออกไปจากห้องร่างเล็กบางวิ่งตัวปลิวเหมือนกับปูลมจนเกือบจะลงบันไดไปแล้ว แต่แล้ว...
“โหย...บ้าจริงจะไปสนใจอะไรหนักหนาวะไอ้บัว แค่โดนขวดตีกบาลหน่อยเดียวเอง แค่นั้นไม่ถึงตายหรอกน่า”
หญิงสาวบ่นพึมพำแว่วคำพูดของแม่พรพรรณที่สั่งสอนให้กระทำแต่ความดีกระซิบเตือนมาทำให้รู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก
“เอาไงดี...กลับไปดูหรือจะรีบไปจากที่นี่” บุษกรไม่รู้จะตัดสินใจยังไงดี จะกลับไปยังห้องเดิมหรือจะปล่อยให้ชายขี้เมานอนตากแอร์เย็นจัดเหมือนกับอยู่ในห้องดับจิตและตายลงไปโดยไม่มีใครรู้ใครเห็น
“ถ้าอีตาขี้เมานั่นตายฉันก็เป็...ไม่!” บุษกรยกมือแนบใบหน้าพลางส่ายศีรษะไปมาแรงๆ
“ฉันกลัวนายจะนอนขึ้นอืดตายกลายเป็ผีแล้วมาหลอกเอาต่างหากล่ะ”บุษกรอ้างถึงเหตุผลที่ต้องกลับไปช่วยชายขี้เมาที่แม้จะล่วงเกินเธอไปบ้างแต่เธอก็ได้เอาคืนแล้วเช่นกัน
บุษกรก็กลับไปทางเดิมเธอจรดเท้าเดินเบาๆ เข้าไปในห้อง ดึงรั้งเอาผ้าห่มนวมผืนใหญ่ออกจากเตียงไปคลุมกายชายขี้เมา
“ไม่ต้องคิดว่าเป็บุญเป็คุณกันเลยนะตาบ้าฉันไม่ได้อยากจะช่วยนาย แต่ไม่อยากรู้ข่าวว่ามีคนพบศพขี้เมาลมหัวฝาดพื้นตายหรอกยะ”บุษกรพูดกับชายหนุ่มเบาๆ ก่อนจะรีบวิ่งออกไปจากห้องด้วยความรู้สึกแปลกๆ ที่มีอยู่ในหัวใจ
“ไม่!หยุดคิดเื่บ้าๆ นั่นได้แล้วบัว”
แม้จะคิดแบบนั้นแต่เธอกลับยกมือขึ้นจับริมฝีปากอย่างเผลอไผล ใบหน้านวลก็เห่อร้อนขึ้นอย่างกะทันหันความร้อนผ่าวเหมือนเปลวไฟยังคงติดตรึงอยู่ในความรู้สึกจนต้องรีบสะบัดทิ้งอย่างรวดเร็ว
หญิงสาวตรงดิ่งไปยังประตูบ้านที่ใช้ตอนเข้ามาถ้าพรุ่งนี้ไม่มีข่าวอะไร คืนต่อไปเธอคงจะต้องกลับมาดูอีตาขี้เมาจะยังมีชีวิตอยู่อีกไหม บุษกรเลยเลือกที่จะไม่ล็อกประตู เพียงแค่เธอเดินออกไปปะทะกับอากาศด้านนอกความเย็นก็แตะต้องตามผิวเรือนกาย
“ว้าย!”หญิงสาวยกมือขึ้นจับอกตัวเอง
“อีตาบ้าน่าจะปล่อยให้นอนตายอยู่แบบนั้นเลย ชิ...ไอ้คนลามก” บุษกรด่าด้วยความเกรี้ยวกราดร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้าและลำคอ นี่ดีนะว่าเป็คืนเดือนมืด เลยไม่มีใครเห็นสัดส่วนเรือนกายสาวแต่อีตาขี้เมาที่นอนสลบไม่ได้สติอยู่บนห้อง กลับได้จับต้องแล้วโอย...คิดแล้วเซ็งและอายจริงโว้ยอยากกลับไปกระทืบอีตาบ้านั่นทิ้งอีกสักทีสองทีให้หายเจ็บใจ
“คอยดูนะถ้ามีเหตุให้เจอกันครั้งต่อไป ฉันจะเอาให้เจ็บ...จุก ลุกไม่ขึ้นเลยเชียว"”
บุษกรฝากความแค้นเอาไว้เธอเอาถุงสัมภาระสะพายหลัง พลางกลัดกระดุมอย่างรีบเร่งจนเรียบร้อยจากนั้นก็รีบวิ่งไปยังจุดที่ได้นัดหมายไว้กับเก่งแต่กลับไม่เจอเด็กน้อยนั่งคอยอยู่ตามที่ตกลงกันไว้
“โอ๊ย!!ไอ้บ้าเก่ง นี่ถ้าตำรวจผ่านมาจริงๆ พี่ไม่ถูกจับหรือไงไอ้น้องขี้ขลาด”
บุษกรบ่นพึมพำขณะห้อยโหนตัวเองออกไปจากบ้านอย่างว่องไว ร่างเล็กลัดเลาะไปตามเส้นทางเล็กๆกลับไปบ้านซึ่งเป็ที่ซุกหัวนอนแต่ก็ไปไม่ทันจะดีก็ต้องหยุดชะงักตามเสียงเรียกที่ได้ยินด้วยหัวใจหวั่นๆคนที่เรียกจะรู้ว่าเธอหายไปทำอะไรมา หญิงสาวหันหลังกลับไปอย่างเชื่องๆ
“เรียกซะเสียงดังเชียวมีอะไรกับบัวหรือจะน้าปูน” บุษกรถามพร้อมกับยิ้มแหยๆ
“เอ็งหายหัวไปไหนมาวะนังบัวข้าเรียกจนคอจะแตกแล้ว” หญิงวัยกลางคนร่างอวบอ้วน สองมือเท้าสะเอวเพราะเสียอารมณ์ดวงตาเล็กหยีไม่สังเกตอะไรมากมายนัก นอกจากเื่ที่จะบอกให้บุษกรรู้นั้นร้ายแรงจนกลัวหญิงสาวจะรับมันไม่ไหว
“บัวบอกน้าปูนไปแล้วนะจะไปหาลู่ทางทำงานหาเงินเพิ่ม จะได้เอาไปซื้อยาให้กับแม่พรพรรณไงน้าจำไม่ได้หรือไง” บุษกรบอกอย่างกังวลระคนกลัวว่าจำปูนจะสงสัย เธอไปทำอะไรมาก่อนจะผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก เมื่อหญิงวัยกลางคนไม่มีทีท่าดังกล่าว
“ว่าแต่น้าเถอะมีอะไรกับบัวละ” หญิงสาวถามอย่างหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูกด้วยเธอฝากให้หญิงคนนี้ช่วยดูแลแม่พรพรรณตอนที่ไปหาเงิน
“จะบอกให้รีบไปดูแม่พรพรรณของเองนะสินังบัวไอจนเืออก แล้วยังจะเป็ลมอีก ข้าเลยบอกให้คนอื่นๆ ช่วยกันห้ามส่งโรงพยาบาลเห็นหมอบอกว่าอาการไม่ดีสักเท่าไหร่” จำปูนบอกเสียงเบา
“แม่!”บุษกรฟังคำพูดนางจำปูนอย่างหวาดหวั่นใจ ใบหน้านวลซีดเผือดเย็นวาบั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า แม่พรพรรณเป็โรคร้ายแรงอยู่แล้วบวกกับอากาศที่เดี๋ยวก็ร้อนเดี๋ยวก็เย็นกลางวันก็ต้องทำงานหนักไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ทำให้อาการป่วยที่เรื้อรังมานานทรุดลงอย่างรวดเร็ว
“เฮ้ย!เดี๋ยวสินังบัว รอก่อน จะรีบไปไหนนักหนาวะนังนี่” นางจำปูนร้องเรียกบุษกรที่หลังวิ่งจนตัวปลิวไปที่โรงพยาบาลประจำอำเภอที่อยู่ไกลจากบ้านนับเป็สิบกิโล
“แกจะวิ่งไปแบบนั้นจนถึงโรงพยาบาลเลยหรือไงกันนังบัว”
บุษกรภาวนาขอให้สิ่งของที่ได้มาแปลเปลี่ยนเป็เงินยื้อยุดฉุดรั้งเอาลมหายใจของแม่ที่เลี้ยงดูให้ความรักความอบอุ่นให้อยู่ด้วยนานที่สุดน้ำตาเธอไหลอาบแก้ม ขณะวิ่งไปจนขาเริ่มล้าและหมดแรง
“เป็ไงเหนื่อยแล้วใช่ไหมนังบัว หน็อยตอนที่ข้าเรียกทำเป็ไม่ได้ยิน” นางจำปูนต่อว่าอย่างหมั่นไส้ระคนเป็ห่วง“เอ้า...ขึ้นมาสิ จะไปส่ง นี่เพราะสงสารเด็กไม่มีพ่อ หน้าตาดำคล้ำอย่างเอ็งหรอกนะถึงได้พาเอาหน้าสวยๆ ของข้าฝ่าลมเย็นๆ ไปส่ง”
“ขอบคุณจ๊ะน้าปูน”บุษกรยกมือขึ้นไหว้จำปูนอย่างซาบซึ้งใจ ถึงหญิงวัยกลางคนจะปากร้ายพูดจาแขวะกัดได้ทุกเื่ แต่เนื้อแท้กลับเป็คนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และโอบอ้อมอารีแก่ทุกคน
หญิงสาวยกมือขึ้นปาดน้ำตาบนใบหน้าเธอกลั้นสะอื้นเอาไว้อย่างสุดความสามารถ ถ้าแม่เห็นสภาพแบบนี้ของเธอเข้าท่านคงจะไม่สบายใจ อาจทำให้อาการที่ทรงตัวอยู่ทรุดลงไปเพราะเป็ห่วงเป็ใยลูกสาวที่แม้จะไม่ใช่สายเืเดียวกันแต่ก็ให้การอบรมเลี้ยงดูมาั้แ่อ้อนแต่ออก