“เป็นกระบี่ดับวิญญาณจริงๆ หรือนี่!”
“ของขวัญตอบแทนยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน!”
เมื่อได้ยินคำว่ากระบี่ดับวิญญาณผู้ใหญ่ของบ้านสกุลตู้ที่อยู่ในห้องโถงหลายคนต่างมีแววตาที่เป็นประกายขึ้นมามีสายตาแห่งความอิจฉาริษยามากมายจับจ้องมาที่ตู้เซ่าฝู่ในทันใด
ตู้เซ่าฝู่ตะลึงเมื่อเห็นท่าทีตอบสนองของทุกคนเขาก็พอเข้าใจได้ว่ากระบี่ดับวิญญาณเป็นสมบัติที่ไม่ธรรมดาเลยทำให้เขายังลังเลไม่กล้ารับไว้
“รับไว้เถิดขอบคุณที่เจ้าช่วยชีวิตข้าและเหล่าลูกหลานบ้านสกุลเยี่ยของข้าไว้แค่กระบี่ดับวิญญาณเพียงเล่มเดียว ไม่เพียงพอสำหรับการแสดงความรู้สึกขอบคุณของข้าได้หรอก” เยี่ยจื่อจินเริ่มพูดบ้าง เขามองพร้อมกับยิ้มให้กับตู้เซ่าฝู่พวกทายาทหนุ่มๆ ของบ้านสกุลตู้หลายคนเห็นแล้วต่างอิจฉา
“คุณหนูเยี่ยเกรงใจแล้ว ครั้งก่อนที่ข้าทำไป เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยไม่ต้องขอบคุณอะไรข้ามากหรอก” ตู้เซ่าฝู่พยักหน้าเล็กน้อยให้กับเยี่ยจื่อจินครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มีบทสนทนากับเยี่ยจื่อจินจริงๆจากนั้นเขาก็หันไปมองลุงใหญ่ลุงสอง
“เซ่าฝู่ น้ำใจจากเจ้าเมืองเยี่ยเจ้าก็รับไว้เถิด” ตู้เจิ้นอู่ยิ้มให้กับตู้เซ่าฝู่ขณะพูด
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณท่านเจ้าเมืองเยี่ยมากๆ เลยขอรับ” ตู้เซ่าฝู่เลิกเกรงใจ ค่อยๆ รับกล่องฝ้ายมาจากทหารชุดเกราะอย่างระมัดระวัง
“จำไว้ว่าต่อไปเรียกข้าว่าลุงเยี่ยเรียกเจ้าเมืองรู้สึกห่างไกลอย่างบอกไม่ถูก” เยี่ยเป่าหลินยิ้มอย่างพอใจ
“ขอรับท่านลุงเยี่ย” ตู้เซ่าฝู่พยักหน้าขานรับ
เยี่ยจื่อจินลุกขึ้นมองและยิ้มให้กับตู้เซ่าฝู่ เอ่ยถามว่า “ไม่ทราบว่าผู้มีพระคุณวันนี้พอมีเวลาว่างหรือไม่ไปเดินเล่นกับข้าหน่อยดีหรือไม่?”
“อะไรนะ...”
เมื่อเยี่ยจื่อจินเอ่ยถามประโยคนี้ขึ้นมาเด็กหนุ่มของบ้านสกุลตู้ที่อยู่ในห้องโถงต่างตกใจจนอ้าปากค้างพร้อมกับความอิจฉา
ในเมืองสือเฉิงมีเด็กหนุ่มที่คุณสมบัติดีมากมายกำลังตามจีบบุตรสาวคนนี้ของเจ้าเมืองแต่จนถึงตอนนี้ยังไม่เคยได้ยินว่ามีใครที่จีบได้สำเร็จบรรดาหนุ่มที่ตามจีบทั้งหลายจึงทำได้แต่เฝ้ามอง
ทว่าขณะนี้บุตรสาวคนนี้ของเจ้าเมืองที่มาคนตามจีบมากมายเป็นผู้เสนอตัวมาขอนัดตู้เซ่าฝู่ก่อนการกระทำเช่นนี้มีความหมายมาก สามารถสื่อให้ทุกคนคิดเตลิดไปไกลได้แม้แต่ตู้เจิ้นอู่กับตู้จื้อสยงเองก็ยังประหลาดใจ
ตู้เซ่าฝู่หันไปมองเยี่ยจื่อจินที่อยู่ตรงหน้าระหว่างที่ทุกสายตาจับจ้อง สุดท้ายเขาก็แสดงสีหน้าเสียดายออกมา พร้อมกล่าวว่า “ขอบคุณที่คุณหนูเยี่ยให้ความสำคัญกับข้าแต่ต้องขอโทษด้วย แต่พอดีวันนี้ข้ามีธุระที่สำคัญมากๆ ต้องทำเป็นวันอื่นได้หรือไม่?”
“แน่นอน งั้นพวกเราวันหลังค่อยไปกันนะ” ใบหน้าวิจิตรและหวานละมุนของเยี่ยจื่อจินประดับด้วยรอยยิ้มให้ตู้เซ่าฝู่ตั้งแต่ต้นจนจบเวลายิ้มแล้วนางดูดีมากๆ ทำให้หนุ่มๆ ของบ้านสกุลตู้ละสายตาไปจากนางไม่ได้เลย
“ไม่มั้ง ตู้เซ่าฝู่ปฏิเสธหรือนี่ คุณหนูเยี่ยจื่อจินเลยนะไหนว่าไม่ทึ่มแล้วไง ทำไมตอนนี้ทึ่มอีกแล้วล่ะ!”
“เมื่อวานหมอนี่อัดพวกตู้เฮ่าอีกแล้ว ไม่มีทางเป็นเจ้าทึ่มได้หรอกเมื่อคืนพวกผู้ใหญ่หลายคนกำลังปรึกษากันอยู่เลยว่าจะลงโทษเขาอย่างไรดี”
“ลงโทษคงทำไม่ได้แล้วล่ะ วันนี้ท่านเจ้าเมืองถึงขนาดมาขอบคุณเขาด้วยตัวเองใครกล้าทำอะไรไม่ดีกับเขาล่ะ คงได้แต่โทษที่พวกตู้เฮ่าโชคไม่ดีกันเอง”
ในโถงใหญ่สุดท้ายก็เริ่มมีเสียงถกเถียงกันของบรรดาเด็กวัยรุ่นของบ้านสกุลตู้มีหลายคนที่โมโหด้วยความริษยา หากคุณหนูเยี่ยจื่อจินชวนพวกเขาไปเดินเล่นละก็ไม่ว่ามีเรื่องสำคัญแค่ไหนพวกเขาก็ยินดีเก็บไว้ก่อนค่อยว่ากันนึกไม่ถึงว่าตู้เซ่าฝู่จะปฏิเสธไปแบบนี้
“เอาล่ะ หลักๆ ครั้งนี้ข้ามาเพื่อขอบคุณหลานเซ่าฝู่แต่ข้ายังมีกิจการบ้านเมืองมีหลายเรื่องที่ต้องจัดการ อย่างนั้นก็ข้าขอตัวก่อนนะไว้วันหลังจะมาคุยกับพวกท่านในบ้านสกุลตู้อีก” เยี่ยเป่าหลินยิ้มลุกขึ้นและกล่าวลา
“ข้าก็คงไม่รั้งตัวเจ้าไว้แล้วล่ะ ข้ารู้ว่าเจ้ามีงานมากมายที่ต้องทำ”
ตู้เจิ้นอู่ไม่ได้พูดอย่างเกรงใจน้ำเสียงก็ดูเป็นกันเองเห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองคนถือว่าดีมากอยู่ทีเดียว
เมื่อเยี่ยเป่าหลินจะกลับไปทุกคนในบ้านสกุลตู้ต่างก็ลุกขึ้นและติดตามไปส่งถึงหน้าประตูใหญ่ ตู้เซ่าฝู่เองก็ตามหลังไปด้วยรอส่งจนกระทั่งคนของบ้านสกุลเยี่ยเริ่มเดินทางไปไกลจนลับสายตา
เมื่อเห็นคนของบ้านสกุลเยี่ยจากไปไกลแล้วตู้เจิ้นอู่เริ่มมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาจากนั้นก็เดินกลับเข้าไปข้างในบ้านสกุลตู้ พูดกับตู้เซ่าฝู่ว่า “เซ่าฝู่เจ้าไปที่ห้องโถงใหญ่หน่อย ข้ามีเรื่องอยากถามเจ้า”
เมื่อตู้เจิ้นอู่พูดจบก็มีผู้ใหญ่ในบ้านสกุลตู้เริ่มส่งสีหน้าและแววตาโมโหและอาฆาตใส่ตู้เซ่าฝู่ทำเหมือนว่าตู้เซ่าฝู่ไปติดค้างเงินเขาหลายพันหลายหมื่นเสวียนอย่างไรอย่างนั้น
“ไปเถิด ไปห้องโถงใหญ่”
ไม่รู้ว่าตู้จื้อสยงเดินไปอยู่ด้านหลังตู้เซ่าฝู่ตอนไหนเขาตบที่บ่าของตู้เซ่าฝู่เบาๆ สีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“ขอรับ” ตู้เซ่าฝู่พยักหน้ายิ้มกลับให้ลุงสอง
“ดูท่าตู้เซ่าฝู่จะหนีไม่รอดสินะ”
“แน่นอนสิคราวก่อนตู้เซ่าฝู่ก็แย่งชิงโลหิตสกัดอสูรหมาป่าเป้าสือกับยาสร้างรากฐานปราณไปจากพวกตู้เฮ่าไปแล้วเมื่อวานตู้เซ่าฝู่ก็ยังไปอัดพวกตู้เฮ่าซะน่วมเลย พวกผู้ใหญ่คงไม่ยอมปล่อยให้ลอยนวลไปได้หรอก”
“ได้ยินว่าเมื่อคืนพวกผู้ใหญ่เข้าไปคุยกับเจ้าบ้านแล้ว”
“มิน่าล่ะ ขนาดวันนี้เจ้าเมืองมาหาก็ยังช่วยตู้เซ่าฝู่ให้รอดจากโทษนี้ไปได้อีก”
“มีเรื่องน่าสนุกให้ดูแล้ว พวกเรารีบไปดูกัน”
“...”
“คารวะท่านเจ้าเมือง”
“รีบไปดูเร็ว ท่านเจ้าเมืองเยี่ยออกมาแล้ว”
บนถนนที่กว้างใหญ่ในเมืองสือเฉิงมีขบวนม้าของบ้านสกุลเยี่ยขับผ่านอย่างเอิกเกริก ดูแล้วน่าเกรงขามขบวนรถม้านี้สามารถดึงดูดสายตาผู้คนที่อยู่รอบๆพลเมืองทุกคนในเมืองต่างคารวะทักทายเป็นบารมีอันยิ่งใหญ่ที่อีกสี่สุดยอดบ้านสกุลไม่สามารถทำได้ การได้เป็นเจ้าเมืองของเมืองสือเฉิงถึงจะเป็นผู้ครอบครองเมืองสือเฉิงได้อย่างแท้จริง
“ลูกพ่อ เจ้าเห็นชัดแล้วหรือยัง?”
เยี่ยเป่าหลินที่นั่งอยู่บนม้าเหงื่อโลหิตโบกมือทักทายประชาชนอย่างเป็นมิตรเขาหันไปเอ่ยถามเด็กสาวที่อยู่ข้างๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ไม่แฝงอารมณ์ความรู้สึกใดๆ
“ยิ่งรู้จักยิ่งไม่เข้าใจ” เยี่ยจื่อจินเอ่ยเบาๆเมื่อออกมาจากบ้านสกุลตู้ นางก็เอาแต่หน้านิ่วคิ้วขมวด
“ทำอะไรต้องรู้จักระดับที่พอเหมาะ รู้จักลำดับ สมกับเป็นเด็กหนุ่มที่สามารถอดทนซ่อนตัวมาได้เป็นสิบปีคุณชายจอมทึ่มน่ะหรือดูท่าแล้วครั้งนี้บ้านสกุลตู้กำลังได้ทายาทหนุ่มที่ไม่ธรรมดาขึ้นมาแล้วจริงๆ”
เยี่ยเป่าหลินยิ้มพร้อมกับมองไปที่เด็กสาวที่อยู่ข้างๆแววตาของเขาอ่อนโยนมาก กล่าวว่า “ข้าแค่นึกไม่ถึงว่าเขาจะปฏิเสธลูกสาวสุดที่รักของข้าสงสัยจะไม่ได้ชอบลูกสาวของข้ากระมัง”
“ท่านพ่อ ท่านมาหัวเราะเยาะลูกสาวของท่านได้อย่างไรหากไม่ได้ทำเพื่อบ้านสกุลเยี่ย ข้าคงไม่ทำเช่นนี้หรอก”
เยี่ยจื่อจินทำแววตาดุใส่เยี่ยเป่าหลินสีหน้าดูโมโห จากนั้นพูดเบาๆ ต่อว่า “ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งเดือนเมืองสือเฉิงคงมีเรื่องสนุกๆ เกิดขึ้นแล้วล่ะ”
“เรื่องน่าสนุกที่แท้จริง จะเกิดขึ้นในอีกหนึ่งเดือน พอถึงตอนนั้น...”
เยี่ยเป่าหลินราวกับว่าได้ยินคำพูดของเยี่ยจื่อจินมีบางอย่างที่อยากพูด ทว่าสุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูดมันออกมา สีหน้าเริ่มเคร่งเครียด
ในโถงใหญ่บ้านสกุลตู้ทุกคนนั่งประจำที่กันอีกครั้งพวกผู้ใหญ่ของบ้านสกุลตู้ที่อยู่เมื่อสักครู่นี้ก็มาร่วมด้วย ทว่าพวกผู้ใหญ่ของบ้านสกุลตู้หลายคนจ้องมองตู้เซ่าฝู่ด้วยความโกรธแค้น
ตู้เซ่าฝู่ยืนอยู่ในห้องโถงอุ้มกล่องฝ้ายที่เยี่ยเป่าหลินให้กับตนเมื่อครู่ด้วยสองมือกระบี่ดับวิญญาณที่อยู่ในนั้นเขายังไม่ทันได้ดู มันไม่ได้เบา แต่ก็ไม่ได้หนักมากเขากวาดสายตามองพวกผู้ใหญ่ของบ้านสกุลตู้ครู่หนึ่ง มีหลายคนที่ตู้เซ่าฝู่จำได้ดีล้วนเป็นบิดามารดาหรือลุงป้าน้าอาของพวกตู้เฮ่า ตู้เหยียนและคนอื่นๆที่ถูกเขาจัดการไปเมื่อวาน
“เซ่าฝู่ ได้ยินว่าเมื่อวานเจ้าทำร้ายพวกตู้เฮ่า ตู้เหยียนลงมือทำร้ายพี่น้องในตระกูลตัวเอง ทำไมเจ้าถึงทำผิดกฎของตระกูลล่ะ?” ตู้เจิ้นอู่จ้องตู้เซ่าฝู่แววตาของเขาไม่ได้ดูโมโหทว่าเปี่ยมด้วยความน่าเกรงขามการเป็นเจ้าบ้านของบ้านสกุลตู้ ก็ต้องมีรัศมีความน่าเกรงขามเป็นธรรมดา
“ท่านลุงใหญ่ ข้าเปล่า”
ตู้เซ่าฝู่เงยหน้าสีหน้านิ่งสงบและแน่วแน่
“ตู้เซ่าฝู่ เจ้ายังกล้าบอกว่าเปล่าอีก เจ้าทำให้เหยียนเอ๋อร์บาดเจ็บหนักตอนนี้ยังนอนอยู่บนเตียงขยับไม่ได้อยู่เลย หรือจะบอกว่านี่คือเรื่องโกหกหรือ?”
“ฉีเอ๋อร์ของข้าก็บาดเจ็บสาหัสนอนอยู่บนเตียงเช่นกันอาจต้องนอนพักรักษาตัวบนเตียงเป็นครึ่งปี จะบอกว่าเปล่าได้อย่างไร?”
“เฮ่าเอ๋อร์และญาติผู้พี่ของเขาก็บาดเจ็บสาหัสอีกนิดเดียวก็เกือบทำร้ายจนพวกเขาฝึกฌานต่อไม่ได้แล้วเจ้าลงมือรุนแรงเช่นนี้กันพี่น้องของเจ้าได้อย่างไร โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว”
“...”
หลังจากที่ตู้เซ่าฝู่พูดไปเช่นนั้นเสียงบ่นแว้ดๆ จากพวกป้าๆ น้าๆ ก็ดังออกมาให้แซ่ด พวกเขาบ่นไปก็จ้องตู้เซ่าฝู่ด้วยสีหน้าตำหนิและโกรธแค้นโมโหราวกับอยากจะจับตู้เซ่าฝู่มากินตัวเป็นๆ เลยทว่าพวกผู้ใหญ่ผู้ชายแม้จะมีสีหน้าไม่พอใจและโกรธเคืองแต่ก็ไม่หุนหันพูดแขวะอะไรออกมา
“เงียบก่อน!”
ตู้เจิ้นอู่เอ่ยตักเตือนมองไปที่บรรดาป้าๆ และน้าๆ พร้อมกับส่องสายตาอันน่าเกรงขามเพื่อตักเตือน กล่าวว่า “เป็นผู้ใหญ่กันแล้วยังคุมปากกันไม่ได้ เป็นอย่างนี้ได้อย่างไรฮะ”
บรรดาสตรีขี้บ่นได้ยินก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อ ได้แต่จ้องตู้เซ่าฝู่ด้วยแววตาโมโหตาเขม็ง
จากนั้นตู้เจิ้นอู่จึงมองไปที่ตู้เซ่าฝู่เอ่ยถามว่า “เซ่าฝู่ ที่เมื่อครู่พวกผู้ใหญ่บอกเจ้าเจ้าก็ได้ยินแล้วเจ้ามีอะไรอยากพูดหรือไม่?”
“มีขอรับ”
ตู้เซ่าฝู่ตอบสั้นๆแต่มีพลัง จากนั้นมองไปที่ตู้เจิ้นอู่ เอ่ยถามว่า “ท่านลุงใหญ่พวกเขาบอกว่าข้าทำร้ายคน ขอถามหน่อยว่ามีใครที่เห็นเองกับตาหรือไม่ขอรับ?”
“...”
เมื่อทุกคนได้ยินก็ตะลึงตู้เจิ้นอู่กับตู้จื้อสยงเองก็ยังตกใจไปด้วย
“เจ้าตู้เซ่าฝู่ อายุแค่นี้ก็พูดจาปลิ้นปล้อนแล้วนะเจ้าทำร้ายคนไปตั้งสิบกว่าคน เจ้ายังจะเฉไฉไปไหนอีก”
พวกป้าๆน้าๆ ตะลึงไปสักครู่ จากนั้นก็เริ่มบ่นเสียงดังกันออกมาอีก เป็นอย่างที่ว่าจริงๆเมื่อวานไม่มีใครเห็นเหตุการณ์เองกับตาในใจพวกเขาเองรู้ดีว่าพวกตู้เฮ่าเป็นฝ่ายไปเริ่มหาเรื่องตู้เซ่าฝู่ก่อนดังนั้นจึงไม่มีทางปล่อยให้มีคนเห็นหรอก แต่ที่คาดไม่ถึงก็คือไปหาเรื่องเขาทำไม่สำเร็จ สุดท้ายทั้งสิบกว่าคนกลับสร้างเรื่องให้ตัวเองถูกตู้เซ่าฝู่อัดจนต้องบาดเจ็บจนน่วม
“ท่านลุงใหญ่ หากไม่เชื่อว่าข้าไม่ได้ทำร้ายใครก็ลองเรียกพวกเขาออกมาถามก็ได้แล้ว” ตู้เซ่าฝู่ไม่สนใจผู้ใหญ่ที่เอาแต่แว้ดๆพวกนั้น สีหน้ายังคงนิ่งและสงบดังเดิม
“ถามเจ้าตัว ใช่ ถามเจ้าตัวก็รู้แล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดของตู้เซ่าฝู่พวกผู้ใหญ่ที่มาฟ้องก็ดีใจ หากเรียกพวกเด็กๆ สิบกว่าคนมาถามได้แล้วยังต้องกลัวอะไรเด็กหนุ่มคนนี้อีกพอถึงตอนนั้นต่อให้เป็นเจ้าบ้านก็คุ้มครองเขาไม่ได้แล้ว หากเรียกมาถามพวกเขาคิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้คงทำเนียนเหมือนไม่เกิดอะไรขึ้นไม่ได้แล้ว