บทที่ 40 มอดสีเหลืองกระพือปีก
หลานเยว่ยื่นมือไปหยิบกระดาษ และวางกลับไปที่เดิมอย่างระมัดระวัง จากนั้นหันไปกล่าวกับหงรื่อว่า
“นี่จะต้องเป็นเพราะเมื่อครู่ พระมเหสีรีบร้อนจึงมิได้เก็บให้ดี ในเมื่อพระนางประสงค์ที่จะซ่อน ก็แปลว่าพระนางไม่ต้องการให้องค์หญิงทรงทราบ” หลานเยว่ใคร่ครวญจากนั้นกล่าวว่า “องค์หญิงยังไม่มีอำนาจใด การรู้ในเวลานี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อองค์หญิง”
“เช่นนั้นจะถือว่าพวกเราไม่ได้เห็นของสิ่งนี้อย่างนั้นหรือ?” หงรื่อมีสีหน้าประหม่า “เก็บซ่อนความลับอันยิ่งใหญ่ไว้เช่นนี้ ข้ากลัวว่าตอนกลางคืนข้าจะกังวลจนละเมอออกมา”
หลานเยว่ส่ายศีรษะ “พวกเราย่อมไม่สามารถเก็บความลับนี้ไว้ได้ รอกลับไปก็ทูลรายงานต่อท่านอ๋องเถิด”
หงรื่อพยักหน้า ได้ยินเช่นนี้จึงรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง
“เจ้าว่าเหตุใดพระมเหสีจึงทรงกล้าซ่อนของสิ่งนี้ไว้ในห้อง? หากถูกพบเข้า…”
“ชู่ว…” หลานเยว่ทำท่าเงียบเสียงให้หงรื่อ “ถกเรื่องพวกนี้ตามใจ เจ้าไม่ต้องการชีวิตแล้วหรือ?”
หงรื่อตกใจจนปิดปากทันที คนทั้งสองหายใจเข้าออกอยู่ด้านนอกประตูสองสามครั้ง จึงกลับสู่สีหน้าท่าทางยามปกติ ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ยิ้มและเดินเข้าไปด้านใน
“พระมเหสี องค์หญิง อาหารล้วนจัดเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้วเพคะ เสวยไปตรัสไปเถิดเพคะ”
“ได้” อวิ๋นอินอินจับมือของพระมเหสีจิ่ง ยกยิ้มแล้วกล่าวว่า “เสด็จแม่เพคะ หลายวันมานี้ ขันทีหลี่พวกนั้นมิได้ยักยอกอาหารใช่หรือไม่?”
“ไม่หรอก องค์หญิงเก้าร้ายกาจถึงเพียงนี้ เขาจะกล้าได้อย่างไร”
อวิ๋นอินอินส่งเสียงขึ้นจมูก การรับมือกับคนชั่วร้ายพวกนั้น นอกจากจะต้องร้ายกว่า โหดเหี้ยมกว่า ก็ไม่มีวิธีอื่นแล้ว
อวิ๋นอินอินอยู่ในตำหนักเย็นเป็นครึ่งวัน เล่าเรื่องมากมายที่เกิดขึ้นในตำหนักเซ่อเจิ้งหวางอย่างละเอียด พระมเหสีจิ่งเมื่อได้ฟัง ก็ยิ้มออกมาอย่างหาได้ยากยิ่ง
ในยามที่ดวงอาทิตย์กำลังจะลงจากภูผานั้น พระมเหสีจิ่งก็เอ่ยปากให้อวิ๋นอินอินกลับไป
“ไปเถิด อย่าให้เสด็จอาของเจ้าต้องรอ อีกไม่กี่วันหากบาดแผลหายดีแล้วค่อยกลับมาเยี่ยมแม่ก็ย่อมได้”
อวิ๋นอินอินเดินไปถึงประตู เห็นพระมเหสีจิ่งยังคงยืนมองตนอยู่ที่เดิม นางก็แสบจมูกขึ้นมา นางจะต้องรีบหาให้กระจ่างว่าเมื่อสามปีก่อนเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ แล้วคิดวิธีให้เสด็จแม่ออกจากตำหนักเย็นนี้ให้ได้
กลับมาถึงตำหนักเซ่อเจิ้งหวาง ภายใต้การประคองของพวกหงรื่อทั้งสองคน อวิ๋นอินอินก็นอนคว่ำลงบนเตียงอีกครั้งอย่างจนใจ
“หลานเยว่จ๋า ข้าหายดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องนอนคว่ำแล้วกระมัง?”
“ไม่ได้นะเพคะ วันนี้พระองค์เดินตั้งไกล อีกทั้งยังนั่งตั้งนาน พระองค์อาจไม่รู้สึกเหนื่อยแต่พวกเรารู้สึกปวดใจเพคะ รีบพักผ่อนเถิดเพคะ”
อวิ๋นอินอินเบะปาก ร้องอย่างไร้เรี่ยวแรง จากนั้นนอนคว่ำลงอย่างเชื่อฟัง
หลังจากเหลือหงรื่อไว้คอยดูแลอวิ๋นอินอิน หลานเยว่ก็รีบไปที่ศาลาสวนสน รายงานทุกสิ่งที่เห็นในตำหนักเย็นต่อเซวียนเหยียนฟู่
ดวงตาที่เดิมลึกล้ำของเซวียนเหยียนฟู่มืดมนยิ่งกว่าเดิม เคาะนิ้วมือเบา ๆ บนโต๊ะสองสามครั้ง จากนั้นเงยหน้ามองหลานเยว่ “เรื่องนี้อย่าให้องค์หญิงรู้”
“หม่อมฉันเข้าใจเพคะ”
“นอกจากนี้” เซวียนเหยียนฟู่ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยเป็นธรรมชาตินัก “นอกจากไปที่ตำหนักเย็นแล้ว องค์หญิงยังไปที่อื่นอีกหรือไม่? อย่าง… ไปพบองค์ชายสาม?”
หลานเยว่ส่ายหัว จากนั้นก็เล่าเรื่องที่พบอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวออกมา
เซวียนเหยียนฟู่เมื่อได้ยินก็ถึงกับเลิกคิ้ว สาวน้อยผู้นั้นช่างมีความกล้าหาญเสียจริง
“เอาละ เจ้าไปเถิด แล้วตอนอาหารค่ำพาองค์หญิงมาที่ศาลาสวนสน”
หลานเยว่ได้ยินเช่นนั้นก็ตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็รีบพยักหน้าถอยออกไป
หลังจากกลับ นางก็บอกเรื่องนี้กับอวิ๋นอินอินอย่างยินดี
“จริงหรือ? เสด็จอาให้ข้าไปกินอาหารค่ำด้วยที่ศาลาสวนสนด้วยอย่างนั้นหรือ?”
“จริงแท้แน่นอนเพคะ”
“เย่!” อวิ๋นอินอินโห่ร้อง รีบลงมาจากเตียงทันที “เร็ว เร็ว เร็ว รีบหาชุดสวย ๆ มาให้ข้าสักชุด จากนั้นเกล้าผมงาม ๆ ให้ข้าสักทรง อืม ผัดแป้งให้ข้าอีกหน่อย ทาสีผึ้ง ทาปาก… ช่างเถิด ช่างเถิด เรื่องการประทินโฉมนั่นช่างเถิด”
นับจากที่ได้ยินหลานเยว่กล่าวว่า ยุคโบราณนี้ใช้ตับอ่อนหมูมาล้างเครื่องแต่งหน้า อวิ๋นอินอินก็ตัดสินใจว่าจะบำรุงผิวให้มาก และพยายามไม่แต่งหน้า
หลานเยว่และหงรื่อรับคำ จากนั้นที่ไปหยิบเสื้อผ้า ถอนเสื้อผ้าให้องค์หญิงอย่างรวดเร็ว และช่วยอวิ๋นอินอินเปลี่ยนเป็นชุดกระโปรงหรูฉินสีเหลืองอ่อน จากนั้นก็พานางไปนั่งหน้ากระจก เกล้าผมเป็นทรงซาลาเปาคู่ที่ทั้งง่ายและน่ารักน่าเอ็นดู
สุดท้ายก็ใส่ต่างหูและสร้อยคอที่เข้าชุดให้
อวิ๋นอินอินส่องกระจกไปมา จากนั้นยื่นมือไปปลดสร้อยคอ
“องค์หญิงเพคะ เหตุใดจึงไม่สวมเล่าเพคะ?”
“ข้ารู้สึกว่าจี้หยกของสร้อยคอเส้นนี้ใหญ่เกินไป คงมีค่ามากเป็นแน่ หากตกลงพื้นแล้วแตก ข้าจะต้องปวดใจเพียงใดกัน ไปเถิด ที่หูสวมจี้หยกเล็ก ๆ สองอันนี้ก็พอแล้ว”
หลานเยว่และหงรื่อถึงกับหัวเราะ ทำตามความต้องการของอวิ๋นอินอิน
ที่สำคัญคือนางคิดว่าลำคอขององค์หญิงของตนทั้งผุดผ่องเนียนละเอียด ทั้งเรียวยาว เมื่อใส่สร้อยคอเส้นนี้กลับจะเป็นการบดบังความงามที่มีอยู่
เซวียนเหยียนฟู่ที่กำลังพลิกฎีกา พลันเงยหน้าขึ้นมองอาต้า
“เจ้าไปดูสิว่า น่องไก่ที่ให้ห้องเครื่องเตรียมไว้ก่อนหน้าทำเสร็จแล้วหรือยัง”
“พ่ะย่ะค่ะ”
อาต้าลูบจมูกงุนงง แต่ไรมานายท่านไม่เสวยน่องไก่ไม่ใช่หรือ? อีกอย่างในยามปกติก็ไม่ถามเรื่องอาหาร เหตุใดวันนี้จึงสั่งการเป็นพิเศษ?
เซวียนเหยียนฟู่ผู้นั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาไม่มีใจอ่านฎีกา คอยเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวด้านนอกเป็นระยะ คิ้วขมวดบาง ๆ หรือว่าสาวน้อยขาเจ็บอีกแล้ว? ยามนี้จึงยังมาไม่ถึง
“เสด็จอา… ข้ามาแล้วเพคะ…”
ในยามที่เซวียนเหยียนฟู่รอจนร้อนใจ ด้านนอกก็มีเสียงนุ่มนิ่มที่คุ้นเคยดังมา เซวียนเหยียนฟู่รีบนั่งตัวตรง เอื้อมมือไปหยิบฎีกาขึ้นมาอ่านอย่างตั้งใจ
อวิ๋นอินอินยืนอยู่ที่หน้าประตู ชะโงกหัวเข้ามา เห็นใบหน้าด้านข้างที่หล่อเหลาเกินผู้คนนั้น ก็น้ำลายไหลจนกลืนน้ำลายทีหนึ่ง อร๊าย… ช่างเป็นใบหน้าที่หล่อเหลาอะไรขนาดนี้ น่าเสียดายที่ชั่วชีวิตนี้ไม่มีวาสนากับข้า
ช่างเถิด ช่างเถิด เป็นอาหลานได้ก็ดีแล้ว มองแก้หิวก็ยังดี
“เสด็จอา ข้าเข้าไปได้หรือไม่เพคะ?”
เห็นเซวียนเหยียนฟู่จดจ่ออยู่กับการอ่านฎีกาไม่สนใจตน อวิ๋นอินอินจึงยื่นหัวลึกเข้าไปอีก เอ่ยเสียงแผ่วเบาถามไป
“เข้ามา”
เซวียนเหยียนฟู่เพิ่งจะพูดจบ ก็เห็นแมลงสีเหลืองตัวหนึ่งกระพือปีกเข้ามาหาตนอย่างเริงร่า
“เสด็จอา วันนี้ข้างดงามหรือไม่เพคะ?”
อวิ๋นอินอินกล่าวจบ ก็ยกชายกระโปรงขึ้นหมุนช้า ๆ รอบหนึ่ง
คราวนี้ เซวียนเหยียนฟู่ยิ่งรู้สึกว่านางเป็นมอดสีเหลืองตัวใหญ่ตัวหนึ่ง ชายหนุ่มขมวดคิ้วหรือนี่ก็คือชุดที่อาต้าบอกว่าเป็นหนึ่งในสิบชุดที่ดีที่สุดในวังหลวง?
“เสด็จอา สีหน้าของพระองค์คืออะไรกันเพคะ? หรือว่าไม่งาม?”
เมื่อเห็นสายตารังเกียจของเซวียนเหยียนฟู่ ความภาคภูมิใจของอวิ๋นอินอินก็ถูกโจมตีเสียแล้ว
ใบหน้าน้อย ๆ ห่อเหี่ยว จนเซวียนเหยียนฟู่ต้องขัดต่อมโนธรรมของตน ทำการโกหกครั้งใหญ่ “ก็พอใช้ได้”
แม้น้ำเสียงจะยังคงราบเรียบเย็นชาและฉาบฉวยอย่างยิ่ง แต่ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนอารมณ์ของอวิ๋นอินอินจากมืดมนเป็นสดใส เสด็จอาผู้สมบูรณ์แบบบอกว่าข้าพอใช้ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ค่อนข้างดีน่ะสิ
อวิ๋นอินอินที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะหนังสือ มองไปมองมาก็เห็นฎีกาที่ยังไม่ได้อ่านอีกกองหนึ่ง จึงคิดไปว่าตนอยู่ที่นี่เขาจะรู้สึกรำคาญหรือไม่
“เสด็จอา ท่านทรงงานไปก่อนนะเพคะ ข้าจะไปรอที่ห้องอาหาร”
“ข้าทำงานเสร็จแล้ว”
กล่าวจบ เซวียนเหยียนฟู่ก็ลุกขึ้นด้วยความสงบนิ่ง จากนั้นสาวเท้าออกไปอย่างสง่างาม ส่วนอวิ๋นอินอินมองฎีกากองนั้นซ้ำอีกครั้งอย่างสงสัย แต่พริบตาถัดมาก็ยิ้มแย้มตามออกไปอย่างเบิกบาน
“เสด็จอา รอข้าด้วยเพคะ พวกเราไปด้วยกันสิ…”