ผมก็พอจะรู้อยู่นะ ว่าตอนนี้มันเย็นมากแล้ว การจะหามื้อเย็นมากินมันก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไร ถ้ามันไม่ติดตรงที่...ไอคนที่กำลังกินอาหารอยู่น่ะมันคือคนเดียวกับที่ออกคำสั่งลูกน้องให้มาจับตัวผมมานี่สิ
แต่ทั้งๆ ที่ผมยืนอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ แต่เก่งก็ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยซ้ำ เก่งยังคงยุ่งอยู่กับการจัดการอาหารที่อยู่ตรงหน้าอย่างสบายๆ ไม่รีบไม่เร่งอะไร แค่มองเก่งกินผมก็เริ่มจะหิวขึ้นมาแล้วสิ
"น้องคงต้องรอบอสพี่กินให้เสร็จก่อนน่ะ ถ้าพูดอะไรไปตอนนี้บอสแกไม่ฟังหรอก" พีทหันมาพูดกับผม
"พี่ครับ คนที่กำลังกินข้าวอยู่คือ...เก่งใช่มั้ยครับ" ผมพูด
พีทหันหน้าไปมองทางเก่งที่กำลังกินอาหารอยู่แล้วหันกลับมาตอบผมว่า "ใช่แล้วละน้อง คนๆ นั้นก็คือบอสของพวกพี่เอง"
"แล้วทำไมเก่ง...ผมหมายถึงบอสของพวกพี่ถึงได้มากินข้าวเย็นที่นี่ละครับ" ผมพูด
"เรียกว่าเก่งไปเหอะ น้องไม่ใช่คนขององค์กรน้องไม่ต้องเรียกเค้าว่าบอสหรอก" พีทพูด
ผมได้ยินที่ชายหัวหน้านักเลงอย่างพีทพูด ผมถึงขั้นหยุดชะงักไปแป๊ปนึง คนพวกนี้ถึงขนาดรวมตัวกันเป็องค์กรเลยอย่างนั้นเหรอ แสดงว่าต้องยิ่งใหญ่มากแน่ๆ แล้วเก่งที่ยืนอยู่เหนือคนเ่าั้และดำรงตำแหน่งบอสไว้ได้ ก็ต้องไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน
"และก็ที่น้องถามมาเมื่อกี้ พอดีบอสของพวกพี่เป็คนรักษาสุขภาพน่ะ เลยต้องกินข้าวตรงเวลาทุกมื้อ เวลานอนเวลาตื่นก็เป็เวลาเดิมตลอด ออกกำลังกายอาทิตย์ละสามวัน เหล้าไม่ดื่ม บุหรี่ไม่สูบ และก็อีกมากมายหลายอย่าง" พีทพูด
"ยังงั้นเองเหรอครับ" ผมพูด
ทำไมไม่รู้ภาพนักเลงที่ยิ่งใหญ่ในหัวมันพังครืนลงมาหมดเลย พี่แกเป็นักเลงจริงปะเนี่ย ทำไมอนามัยจัดอย่างนี้
"แล้วพี่แกจะกินไปอีกนานมั้ยละครับเนี่ย" ผมพูด
"อีกสักพักใหญ่ๆ เลยล่ะ ถ้าอาหารทั้งโต๊ะนั้นไม่หมดบอสแกไม่หยุดหรอก" พีทพูด
จนกว่าอาหารบนโต๊ะจะหมดเหรอ...เดี่๋ยวน่ะ ทั้งโต๊ะนั่นมันอาหารสำหรับกินได้หลายสิบคนเลยนะ ขนาดคนอ้วนอย่างผมถ้ากินเข้าไปแค่สักหนึ่งในสิบของอาหารบนโต๊ะนั้น...แค่คิดผมยังจุกเลย แล้วเก่งเป็นักแข่งกินจุหรือไง ปริมาณขนาดนั้นคนปกติกินไม่ไหวหรอก
"พี่ครับ เก่งเค้าเป็นักแข่งกินจุใช่มั้ยครับ บอกผมมาตามตรง" ผมพูด
พีทถอนหายใจแล้วพูดว่า "เป็แค่งานอดิเรกนะ แต่ก็เคยไปกินจนได้แชมป์ประเทศไทยมาแล้ว"
ผมดันเดาถูกซะด้วย ทำไมเวลาเสี่ยงโชคงานวัดไม่เคยโชคดีแบบนี้มั้งเนี่ย
"และเพราะด้วยงานอดิเรกของบอสนี่แหละ ที่ทำให้บอสกลายเป็คนรักสุขภาพเพื่อถนอมร่างกายสำหรับการแข่งกิน" พีทพูด
"อ่อ แบบนี้นี่เอง" ผมพูดพร้อมผงกหัว
รักษาสุขภาพเพื่อมาใช้ในการแข่งกินจุนี่เอง ถึงว่า...ทำไมพี่แกดูไม่อ้วนเลยทั้งที่กินไปตั้งขนาดนั้น แปลว่าคงฝึกจนร่างกายปรับตัวได้แล้วแน่ๆ สมแล้วที่เป็นักกิน
แต่ผมก็แอบสงสัยนะ ว่าทำไมพี่พีทแกพูดจาแลดูสุภาพมาก ปกติภาพของนักเลงในหัวของผมมันต้องแบบพูดจากระโชกโฮกฮาก มีคำหยาบคายมากมายนับไม่ถ้วนอะไรแบบนั้น
"พี่ครับขอผมถามอะไรพี่อีกข้อได้มั้ยครับ" ผมพูด
"ว่ามา" พีทพูด
"ทำไมพี่ถึงพูดจาสุภาพจังครับ ปกติผมคิดมาตลอดว่านักเลงต้องพูดจาไม่ดี หาเื่ชาวบ้านไปทั่วอะไรแบบนั้นอ่ะครับ" ผมพูด
"ฮ่าฮ่าฮ่า ไปฟังใครมาล่ะนั้น" พีทพูด
"ก็มันเป็ภาพจำนี่ครับ" ผมพูด
"ฟังพี่น่ะน้อง คนที่เป็นักเลงไม่จำเป็ต้องทำตัวดูเถื่อน ดูโหดร้ายตลอดเวลา เราจะต้องโหดในเวลาที่เราต้องโหดเท่านั้น ในเวลาปกติเราต้องทำตัวให้ดูเหมือนว่าเราเป็สุภาพบุรุษ ทำตัวดีๆ อีกอย่างจะเรียกพี่ว่านักเลงก็ไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะพวกพี่คือ 'อันธพาล' ที่มีศักดิ์ศรี ไม่ใช่นักเลงข้างถนน ที่ไปเที่ยวเกะกะระรานคนอื่นเค้าไปทั่ว" พีทพูด
"แต่พวกลูกน้องของพี่ข้างนอก..." ผมกำลังจะพูดแต่ก็ถูกขัดซ่ะก่อน
"การจะเรียกตัวเองว่าเป็นักเลงเต็มตัวหรืออันธพาลได้นั้น มันก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของเรานั่นแหละ พวกนักเลงที่อยู่ข้างนอกพวกนั้นยังไม่เข้าถึงแก่นของคำว่านักเลงเลยด้วยซ้ำ เป็ได้อย่างมากก็แค่กุ๊ย" พีทพูด
"ครับพี่ พี่ใจเย็นๆ ลงก่อนนะครับ ผมเข้าใจแล้ว" ผมพูด
"โทษที เมื่อกี้อารมณ์พี่มันขึ้น" พีทพูด
เหมือนพี่แกจะยึดติดกับคำว่าอันธพาลมากเลยนะเนี่ย พอพูดถึงเื่นี้ ถึงได้อารมณ์ขึ้นซะขนาดนั้น
ผมปล่อยให้พี่พีทได้พักหายใจซักพัก เพราะการพูดเมื่อกี้สงสัยพี่แกจะะเิอารมณ์ออกมารุนแรงมากเกินไป พี่แกเลยดูเหนื่อยๆ
พี่พีทถอนหายหายใจยาวๆ ครั้งหนึ่งก่อนจะพูดว่า "เอาล่ะดูเหมือนบอสจะกินใกล้เสร็จแล้วล่ะ"
ว่าไงน่ะ ด้วยความใผมเลยหันไปมองที่โต๊ะที่เก่งกำลังกินอาหารอยู่ ซึ่งโต๊ะที่ครั้งหนึ่งเคยมีอาหารวางไว้อยู่เต็มโต๊ะ ตอนนี้เหลืออยู่เพียงแค่อาหารจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น พี่แกเอาอาหารไปเก็บไว้ที่ตรงส่วนไหนกันละเนี่ย
อาหารที่อยู่บนโต๊ะค่อยๆ หมดลงไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนในที่สุดอาหารบนโต๊ะก็ได้หมดลง
"ขอบคุณสำหรับอาหารครับ" เก่งพูดออกมาพร้อมพนมมือ แล้วจากนั้นเก่งก็หันมาทางผมแล้วพูดพร้อมรอยยิ้มว่า "ในที่สุดเราก็ได้เจอกันสักทีน่ะ น้อง...สุชาติ"
เพียงแค่คำพูดนั้น ก็ทำให้ผมรู้สึกขนลุกไปทั้งตัวเฉยเลย