กำเนิดใหม่ : จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ 【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 50 ความดุร้าย

            หญิงสาวที่ดูสูงส่งและสง่างามเดินออกมา

            เสน่ห์ของสาวงามยังคงอยู่ กระโปรงสีแดงเพลิงและปิ่นรูปเปลวเพลิงที่ปักอยู่บนศีรษะทำให้ดูเหมือนลูกไฟซึ่งสะดุดตาเป็นพิเศษ

            เดินมาเช่นนี้ไม่รู้จะเตะตาผู้ชายสักกี่คน

            หลัวเลี่ยไม่มีความประทับใจต่อหญิงสาวคนนี้แม้ว่าเขาจะไม่เคยเห็นนางมาก่อน

            เมื่อหลัวชื่อสิงซึ่งถูกโยนลงกับพื้นหันไปเห็นสาวงามก็ดูเหมือนว่าเขาจะพบผู้ช่วยชีวิตแล้ว เขากรีดร้องว่า “ท่านแม่! ท่านแม่!ช่วยข้าด้วย ข้ายังไม่อยากตาย”

            เมื่อมาถึงจุดนี้ผู้คนต่างก็ได้รับรู้ว่า แท้จริงแล้วสาวงามผู้นี้ก็คือมารดาของหลัวชื่อสิง

            “แม่ยังอยู่เจ้าไม่ตายอย่างแน่นอน” หญิงงามช่วยพยุงหลัวชื่อสิงให้ลุกขึ้น นางค่อยๆปัดฝุ่นออกจากใบหน้าและร่างกายของเขา

            “ท่านแม่นั่นคือผู้อาวุโสเจ็ดของหอเซียวเหยา” หลัวชื่อสิงบอก

            หญิงงามพยักหน้า “เจ้าอยู่ที่นี่แม่จะจัดการเอง”

            หลัวชื่อสิงยืนอยู่ตรงนั้นเหมือนกับเด็กที่เชื่อฟังคำสั่ง

            หญิงงามไม่สนใจหลัวเลี่ยนางเดินตรงไปที่หลิวจื่ออั๋งและโค้งคำนับอย่างนอบน้อม “ข้ามาจากตระกูลเลี่ยแห่งเมืองซวนหมิงมีนามว่าเลี่ยหงหยุน ขอคารวะท่านผู้อาวุโสเจ็ด”

            “เลี่ยหงหยุน? สาวงามที่มีชื่อเสียงขจรไปไกลถึงพันลี้หรือ” หลิวจื่ออั๋งเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน“ถ้าท่านมาหาข้าเพื่อขอร้องแทนบุตรชายของท่าน เช่นนั้นท่านก็ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้วข้าเคยพูดไว้แล้วว่าจะทำตามคำขอของหลัวเลี่ย”

            “ไม่ ข้าแค่ต้องการขออนุญาตผู้อาวุโสเจ็ดในการพูดคุยกับหลัวเลี่ยถ้าหลัวเลี่ยเห็นด้วยและไม่ฆ่าบุตรชายของข้าก็ขอท่านผู้อาวุโสเจ็ดโปรดอย่าขัดขวางอีก” เลี่ยหงหยุนกล่าว

            หลิวจื่ออั๋งพูดเบาๆ “ได้”

            “ขอบคุณ ผู้อาวุโสเจ็ด”

            หลังจากที่เลี่ยหงหยุนกล่าวขอบคุณแล้วนางก็หันกลับมาและเดินมาหาหลัวเลี่ย นางยิ้มและพูดว่า “หลัวเลี่ยเจ้าโตขึ้นมาก ข้าเคยกอดเจ้าเมื่อตอนที่เจ้าเกิดและชื่อของเจ้าก็เป็นข้าเองที่ตั้งให้ โดยมาจากนามสกุลของข้าข้าแค่หวังว่าสิ่งนี้จะทำให้ความเป็นพี่น้องของพวกเจ้ากลายเป็นพี่น้องที่แท้จริงได้ไม่นึกว่าจะกลายเป็นดาบสองคม”

            หลัวเลี่ยยืนสงบและไม่พูดสิ่งใด

            เลี่ยหงหยุนพูดต่อ “ข้ารู้ว่าสิ่งที่ชื่อสิงทำล้วนไม่น่าให้อภัย  ทุกอย่างเป็นความผิดของเขาทั้งหมดข้าจะลงโทษเขาอย่างรุนแรงเอง แต่เจ้าฆ่าเขาไม่ได้เขาเป็นเลือดเนื้อของพ่อเจ้าจริงๆ นอกจากนี้พ่อของเจ้ายังรู้สึกผิดที่ดูแลเขาไม่ได้จึงฝากจดหมายขอให้เจ้าไว้ชีวิตเขาอย่างน้อยสามครั้ง”

            นางหยิบจดหมายออกมาแล้วส่งให้หลัวเลี่ย

            หลัวเลี่ยไม่ได้เปิดจดหมายแต่กลับยิ้มให้เลี่ยหงหยุน

            ทุกคนคิดว่าหลัวเลี่ยรู้สึกประทับใจเลี่ยหงหยุนแต่พวกเขากลับเห็นหลัวเลี่ยที่ยังคงยิ้มอยู่ค่อยๆ ฉีกจดหมายออกเป็นชิ้นๆแล้วโยนทิ้งไปกับสายลม

            ฉากนี้เกินความคาดหมายของทุกคน

            ในที่สุดใบหน้าที่นิ่งสงบและมั่นใจของเลี่ยหงหยุนก็แสดงท่าทางเศร้าหมองเช่นเดียวกับความกังวลที่ซ่อนอยู่

            หลัวเลี่ยเปิดปากพูดอย่างช้าๆ

            “ทุกคนรู้ว่าอ๋องหนานหลี่คนเก่าเสียชีวิตอย่างไรและทุกคนรู้ดีว่าเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับใคร แต่หลัวชื่อสิงกลับร่วมมือกับคนผู้นั้นเพื่อทำร้ายข้าและคิดอยากจะชิงตำแหน่งอ๋องหนานหลี่ไป หากเขาเป็นลูกชายของอ๋องหนานหลี่จริงๆ พวกท่านคิดว่ามันสมควรเป็นเช่นนี้แล้วหรือ?”

            “หลัวชื่อสิงทำร้ายข้าไม่ได้หรอกข้าเองก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเขาแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้ เขายังคงร่วมมือกับคนอื่นเพื่อฆ่าข้าเขาพยายามฆ่าข้าครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วผู้ที่เรียกตนเองว่าแม่อย่างท่าน ในเวลานั้นท่านทำอะไรอยู่เมื่อถึงตอนนี้ที่เขาล้มเหลว ท่านกลับมาพูดหว่านล้อมมากมาย ทั้งยังยกจดหมายมาอ้างข้าไม่อยากจะเชื่อจริงๆ”

            “ท่านคือเลี่ยหงหยุนใช่ไหม?ท่านคิดว่าข้าเป็นเด็กสามขวบหรือ?”

            “ข้าจะบอกท่านอย่างชัดเจนว่าข้าต้องการให้หลัวชื่อสิงตาย!”

            “เขากล้าทำร้ายข้าถึงสองครั้งข้าจะฆ่าเขา!”

            คำพูดในตอนท้ายหลัวเลี่ยเกือบจะคำรามออกมา

            คำพูดที่ว่าหลัวชื่อสิงต้องถูกฆ่าใครๆ ก็เห็นด้วย

            ดวงตาของเลี่ยหงหยุนฉายแววเคร่งขรึมลงนางพูดอย่างเย็นชา “หลัวเลี่ย เจ้าอาจจะไม่รู้ภูมิหลังของข้าข้ามาจากตระกูลเลี่ยของแคว้นซวนหมิง ซึ่งถือว่าเป็นแคว้นที่เหนือกว่าแคว้นเป่ยสุ่ยและตระกูลเลี่ยยังเป็นตระกูลปรมาจารย์อันดับหนึ่งของแคว้นซวนหมิง หากเจ้าฆ่าบุตรชายของข้าแม้จะเป็นความจริงที่ตอนนี้ผู้อาวุโสเจ็ดคุ้มครองเจ้าอยู่ ทำให้ข้าทำอะไรไม่ได้แต่หลังจากที่ผู้อาวุโสเจ็ดจากไป และไม่ข้องเกี่ยวกับเจ้าแล้วเล่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าบ้าง”

            นี่คือการข่มขู่!

            เป็นการข่มขู่ที่กล่าวให้รู้โดยนัย

            หลัวเลี่ยพูดด้วยรอยยิ้มที่คล้ายไม่ยิ้ม“ท่านขู่ข้า”

            “เจ้าจะคิดอย่างไรก็แล้วแต่เจ้าแต่ข้าเชื่อว่าเจ้าจะเลือกอย่างชาญฉลาด”ในที่สุดเลี่ยหงหยุนก็แสดงความเย่อหยิ่งของนางในฐานะที่มาจากตระกูลใหญ่ออกมา

            “ข้าเลือกอย่างชาญฉลาดอยู่แล้ว”หลัวเลี่ยพูดอย่างเย็นชา “หลัวชื่อสิง ต้องตาย ต้องตายเดี๋ยวนี้!”

            ก่อนที่เขาจะพูดจบท่าทางของเลี่ยหงหยุนก็เปลี่ยนไป ราวกับมีความเย็นคืบคลานเข้ามา

            หัวของหลัวชื่อสิงตกลงไปที่พื้น

            เกิดความโกลาหลขึ้น

            เลี่ยหงหยุนตกตะลึงไปสักพักหลังจากนั้นไม่นานนางก็ได้สติขึ้นมา และคำรามเหมือนคนบ้า “หลัวเลี่ย ข้าต้องการชีวิตของเจ้าข้าต้องการให้เจ้า...”

            เลี่ยหงหยุนดูราวกับว่าเป็นคนที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนหลัวเลี่ยกล่าวกับหลิวจื่ออั๋งอย่างใจเย็น “ผู้อาวุโสหลิว ตรามังกรเงินเซียวเหยาของข้าถูกทำลายไปแล้วเช่นนั้นก็ควรจะได้รับการชดเชยจากหอเซียวเหยาของพวกท่านใช่หรือไม่แต่การชดเชยด้วยการให้ตรามังกรเงินอีกชิ้นจะนับว่ามีค่าหรือมันจะแสดงให้เห็นว่าพวกท่านไม่รับผิดชอบหรือไม่”

            “แน่นอนว่าหอเซียวเหยาของข้าไม่ได้ใจแคบขนาดนั้น”หลิวจื่ออั๋งหยิบตรามังกรทองเซียวเหยาออกมาแล้วโยนมันไปให้หลัวเลี่ย

            หลัวเลี่ยยื่นมือออกไปเพื่อคว้ามัน“ขอบคุณผู้อาวุโสหลิวที่มอบตรามังกรทองเซียวเหยาให้ข้า”

            จากนั้นเขาก็หันกลับไปมองที่เลี่ยหงหยุนเขาชูตรามังกรทองเซียวเหยาขึ้น และพูดว่า “ผู้อาวุโสหลิวข้าจำได้ว่าตรามังกรทองเซียวเหยาสามารถขอให้หอเซียวเหยาทำอะไรก็ได้สามอย่าง และสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดคือการขอให้ช่วยชีวิตเป็นเวลาสามปีใช่หรือไม่?แต่ข้าคิดว่าการปกป้องชีวิตนี้ไม่ดีเลย ดังนั้นคำขอแรกของข้า คือเอาจุดตันเถียนของทุกคนในตระกูลเลี่ยแห่งเมืองซวนหมิงออกมาเปลี่ยนพวกเขาให้เป็นคนธรรมดาที่ฝึกวรยุทธ์ไม่ได้อีกต่อไปเสีย”

            เลี่ยหงหยุนที่ดูดุร้ายเหมือนจะถูกตรึงร่างกายให้แข็งอยู่กับที่

            หลัวเลี่ยกล่าวต่อ “เลี่ยหงหยุนท่านไม่ต้องมองข้าอย่างซาบซึ้งเช่นนั้น เดิมทีข้าก็เป็นคนที่มีเมตตาไม่ได้ดุร้ายเหมือนท่านที่ชอบขู่ฆ่าคนอื่นไปทั่ว ข้าไม่ฆ่าคนแต่ข้าแค่ปล่อยให้ตระกูลเลี่ยของท่านกลายเป็นคนธรรมดา และได้เพลิดเพลินไปกับความสุขของคนธรรมดา”

            มุมปากของคนรอบข้างกระตุก

            นี่ยังเรียกว่าไม่ฆ่าคนอีกหรือ? เขาเพิ่งบอกว่าจะฆ่าหลัวชื่อสิงนะ

            นี่ยังเรียกว่าเมตตาอยู่หรือ? ตราบใดที่ไม่มีจุดตันเถียนก็ไม่สามารถฝึกวรยุทธ์ได้ กลายเป็นคนธรรมดา นี่ไม่นับว่าเป็นการล้างตระกูลผู้มีวรยุทธ์หรือ

            เดิมทีทุกคนคิดเสมอว่าหลัวเลี่ยนั้นไม่มีพิษมีภัยเพราะเห็นว่าเขาใจดีกับทุกคนเสมอ แม้ว่าเขาจะโต้กลับ แต่ก็เฉพาะในกรณีที่ถูกคนอื่นรังแกก่อนเสมอพวกเขาไม่รู้เลยว่าหลัวเลี่ยจะเป็นดั่งหมาป่าที่ห่มหนังแกะ

            “ตรานี้เป็นของจริง”หลัวเลี่ยยังคงถือตรามังกรทองเซียวเหยาโบกไปมาต่อหน้าเลี่ยหงหยุน

            ร่างกายของเลี่ยหงหยุนสั่นสะท้านนางกำลังระงับความโกรธที่ปะทุขึ้นในร่างกายของนาง

            หลัวเลี่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “ข้ารู้ว่าท่านอยากฆ่าข้าท่านอยากใช้ความตายของตัวเองเพื่อล้างแค้นให้ลูกชายของท่าน นอกจากนี้หากฆ่าข้าแล้วยังสามารถช่วยระงับคำขอที่ให้หอเซียวเหยาทำลายตระกูลเลี่ยของท่านด้วยใช่หรือไม่ แต่ข้าอยากจะเตือนท่านสักหน่อยว่าผู้อาวุโสหลิวมาเพื่อผดุงความยุติธรรมให้ข้าเป็นการส่วนตัว หากข้าถูกท่านฆ่าโดยที่ยังมีเขาอยู่ด้วยในอนาคตเขาจะยังมีหน้ามาเผชิญหน้ากับคนอื่นได้อีกหรือนอกจากนี้พลังของท่านก็เป็นแค่สายลมในสายตาของผู้อาวุโสหลิวท่านอย่าได้พยายามอีกเลย”

            เมื่อเลี่ยหงหยุนได้ยินนางก็ตัวสั่นยิ่งขึ้น นางคิดเช่นนั้นจริงๆ

            หลัวเลี่ยกล่าวว่า “ใช่ไหมเล่าข้าบอกแล้วว่าข้ามีจิตเมตตาไม่เคยรังแกใคร”

            จากนั้นเขาก็ชี้ไปที่เลี่ยหงหยุนและพูดว่า “อย่าจ้องมาที่ข้าอีก ท่านเชื่อหรือไม่ข้าสามารถใช้ตรามังกรทองเซียวเหยาเพื่อร้องขอข้อที่สอง ขอให้ท่านเปลื้องเสื้อผ้า แล้วแขวนท่านไว้บนคุกกลืนอสูรเพื่อให้ผู้คนได้ชื่นชม”

            เลี่ยหงหยุนกลัวมากจนแทบนั่งไม่ติดพื้น

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ : จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน