ความมืด….ความหนาวเย็นทั้งหมดคือสิ่งที่ถังเฟยหู่กำลังสัมผัสอยู่ เขาไม่อาจรับรู้อะไรได้เลยภาพที่เขาเห็นเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนจะตกลงสู่ความมืดนี้คือการที่เขาถูกหมึกปีศาจวังวันมารจับกินเข้าไปรอบร่างของเขาเต็มไปด้วยเขี้ยวอันแหลมคมของหมึกปีศาจอยู่รอบทุกด้าน
กลิ่นเหม็นข้างในร่างของหมึกปีศาจนั้นช่างเหม็นคาวเป็นอย่างมากคมเขี้ยวทั้งหมดแทบจะบดทำลายร่างของเขาจากทุกด้าน แต่ที่เขายังสามารถอยู่รอดได้นั้นเป็นเพราะเคล็ดวิชากายหยาบมารโดยแท้
ปราณมรณะไหลเวียนไปรอบร่างของถังเฟยหู่พลังปราณแห่งความตายถูกรวมไว้ในฝ่ามือทั้งสองข้างและหยิบใช้ออกโดยกายหยาบมารฝ่ามือทั้งสองปรากฏรอยสักมารรูปเกล็ดปลาปีศาจออกมา มือทั้งสองข้างนั้นยืนออกไปและจับไปยังฟันอันแหลมคมทั้งซ้ายขวากล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และกระดูกทั้งร่างของเขาปรากฏเสียงดังออกมาต่อเนื่องอย่างไม่หยุดหย่อน
เส้นเลือดบนแขนทั้งสองข้างโป่งพองออกมาแขนทั้งสองข้างออกแรงยกร่างของตัวเองให้ลอยขึ้นกลางอากาศให้พ้นจากคมเขี้ยวอันแหลมคมโดยรอบแต่นั่นก็ไม่ง่ายเลยแม้แต่น้อย เขาสามารถสัมผัสได้ถึงแรงเหวี่ยงและการขยับเคลื่อนไหวตลอดเวลาของหมึกปีศาจที่กำลังแหวกว่ายอยู่ในน้ำ
ที่ภายในแม่น้ำหมินเจียงนั้นร่างอันใหญ่โตของทารกหมึกปีศาจวังวันมารขยับเคลื่อนไหวอย่างแปลกประหลาดและกำลังพุ่งลงสู่ก้นแม่น้ำอีกครั้งทุกครั้งที่มันขยับเคลื่อนไหวราวกับจะทำให้บังเกิดคลื่นน้ำขึ้นและคงไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดบ้าพอขนาดอยากเข้าใกล้ร่างกายของมันหากไม่โดนบดขยี้จากหนวดทั้งแปดก็อาจจะโดนคลื่นน้ำเหล่านั้นพัดออกไปยังที่ไหนก็ไม่ทราบได้
สีหน้าของหมึกปีศาจคล้ายดูแปลกพิกลอยู่บ้างมันราวกับเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดขึ้นภายในร่างกายของมันมันเหมือนกับเป็นความรู้สึกที่คล้ายไม่ชัดเจนแต่ก็รู้สึกได้อยู่เล็กน้อยราวกับเป็นความรู้สึกสะอิดสะเอียนที่แปลกประหลาดกำลังก่อร่างขึ้นภายในกายของมันก็ไม่ปาน
ซึ่งมันไม่ชอบความรู้สึกเช่นนี้เอาเสียเลย แต่ตัวมันกลับมิได้รู้เลยว่าความรู้สึกแปลกประหลาดที่มันสัมผัสนี้เกิดจากมนุษย์ผู้หนึ่งที่มันกลืนกินเข้ามาคุณสมบัติโดยพื้นฐานของปราณมรณะคือการเป็นปฏิปักษ์ทุกชีวิตบนโลก!
แต่เพราะร่างที่ใหญ่โตของมันเมื่อสัมผัสกับปราณมรณะเพียงเท่านี้กลับส่งผลเพียงแค่ทำให้มันรู้สึกไม่สบายตัวเท่านั้นกลับกันหากขนาดของมันเล็กพอๆกับมนุษย์ผู้หนึ่งก็อาจจะไม่จบลงแค่ความรู้สึกเพียงแค่นี้หรือแม้แต่วิญญาณและพลังของมันก็จะถดถอยลงไปเรื่อยๆเมื่อเจอกับพลังแห่งความตาย
หมึกปีศาจพุ่งร่างลงสู่ก้นแม่น้ำหมินเจียงมันแหวกว่ายไปตามแม่น้ำไปอย่างรวดเร็วราวกับต้องการจะหาบางสิ่งให้พบมันใช้เวลาเพียงไม่นานนักก็เจอสิ่งที่มันกำลังตามหาอยู่สายตาของมันจับจ้องไปยังบริเวณหนึ่งใต้น้ำ
น่าแปลกนักที่บริเวณที่มันกำลังจ้องมองอยู่นั้นกลับเป็นพื้นที่ๆว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดเลยแม้แต่น้อยไม่พบแม้แต่ความผิดปกติใดเลยร่างของหมึกปีศาจแหวกว่ายเข้าไปยังพื้นที่ตรงนั้นในทันทีแล้วเมื่อร่างของมันเคลื่อนไปยังบริเวณนั้นก็เกิดเรื่องราวแปลกประหลาดขึ้นกว่าเก่า
ร่างของมันที่เข้าไปใกล้บริเวณพื้นน้ำตรงนั้นกลับหายไปอย่างลึกลับราวกับร่างของมันกำลังจมลงสู่พื้นที่อันพิเศษร่างของมันพุ่งต่อไปเรื่อยๆและในที่สุดร่างของมันก็หายไปจากก้นแม่น้ำหมินเจียงโดยสมบูรณ์…
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองด้านบนเหนือแม่น้ำหมินเจียงอันกว้างใหญ่ ศิษย์สำนักทั้งสองต่างก็นำพาร่างของตนเองขึ้นไปบนฝั่งเพื่อพักฟื้นกำลังและรอดูสถานกาณ์ต่อไปต๊กโกวฉิวหลงได้ทำหน้าที่ของผู้นำอย่างดีโดยการแบ่งกำลังคนที่สภาพร่างกายสมบูรณ์พร้อมกว่าคนอื่นในการเฝ้าระวังบริเวณแม่น้ำหมินเจียง
ส่วนพวกคนที่ได้รับบาดเจ็บมาจากศึกในครั้งนี้รวมถึงสูญสิ้นลมปราณไปจำนวนมากก็ให้พักอยู่ด้านหลังโดยได้รับการสนับสนุนจากเหล่าผู้ใช้ศาสตร์ดนตรีในการรักษาในสายตาของทุกคนต่างเจือปนไปด้วยความหวาดผวาต่อหมึกปีศาจพวกเขาต่างจับจ้องไปทางแม่น้ำหมินเจียงแต่ก็ไม่มีสิ่งใดปรากฏขึ้นให้เห็นแม้แต่น้อย
ครืนนนนน
ในตอนนั้นเองที่ได้มีเสียงสายลมฟัดอย่างรุนแรงกลางอากาศจนดึงความสนใจของผู้คนด้านล่างไปแทบทั้งหมดพวกเขาต่างเงยหน้าขึ้นไปมองบนฟ้าโดยพร้อมเพรียงซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่มีพายุหมุนลูกหนึ่งเคลื่อนตัวเข้ามาบริเวณนั้นและลอยอยู่กลางอากาศอย่างน่าประหลาด
ในทันใดนั้นเองที่เงาด้านในพายุหมุนขนาดเล็กนั้นได้ขยับเคลื่อนไหวเงาดำนั้นได้วาดออกไปและทำให้พายุหมุนนั้นแตกกระจายออกไปเงาที่เคลื่อนไหวนั้นก็ได้ปรากฏให้เห็นอย่างถนัดตาสิ่งที่กวาดผ่านจนพายุหมุนแตกสลายไปกลับไปปีกคู่หนึ่งที่ดูไปมีรูปร่างคล้ายกับค้างคาวกว่าหลายส่วน
สิ่งมีชีวิตที่อยู่ภายในพายุกลับปรากฏโฉมออกมา ปีกของมันทั้งสองข้างรูปร่างเหมือนปีกของค้างคาวปลายหางเป็นชิ้นส่วนกระดูกที่แข็งและยื่นออกมาจนแหลมคมราวกับหอกวิเศษเล่มหนึ่ง ขาหลังที่แข็งแรงสองข้างอีกทั้งกรงเล็บที่แหลมคมดุจดาบส่วนขาหน้าของมันนั้นได้รวมกับหนึ่งกับส่วนปีกในขณะที่มันบินอยู่นั้นก็คือการขยับกระดูกและกล้ามเนื้อช่วงแขนเพื่อกระพืบปีกค้างคาวของมันส่วนหัวของมันยื่นยาวออกมาอีกทั้งยังมีเขี้ยวที่แหลมคมและเขาแหลมสองข้าง
นี่คือทาสอสูรสายพันธุ์มังกรประเภทหนึ่งซึ่งมีนามว่ามังกรวายุหางหนามมีคำกล่าวขานมาอย่างยาวนานในยุทธภพว่าถิ่นกำเนิดของมังกรวายุหางหนามมิใช่ดินแดนในแถบแผ่นดินต้าหลิงหรือแม้แต่ต้าเซี่ยแต่มันเป็นสัตว์อสูรที่มีถิ่นกำเนิดจากแดนไกล ว่ากันว่าในตอนที่คาราวานของพ่อค้าจากดินแดนตะวันตกอันห่างไกลสุดขอบโลกกองคาราวานของพ่อต้าเหล่านั้นได้พกพาไข่ของสัตว์อสูรชนิดนี้มาด้วย และในตอนนั้นเองที่ไข่ใบนั้นได้ฟักออกมาเป็นมังกรน้อยตนหนึ่ง
มังกรตนนั้นได้หลบหนีไปจากกองคาราวานและใช้ชีวิตอยู่ในธรรมชาติของดินแดนในแถบต้าหลิงมันได้เติบโตขึ้นและผสมข้ามสายพันธุ์จนเกิดเป็นสัตว์อสูรชนิดใหม่ตนหนึ่งขึ้นในดินแดนแห่งนี้ซึ่งนั่นก็คือต้นกำเนิดนของมังกรวายุหางหนาม
สายตาของทุกผู้คนจับต้องไปยังมังกรวายุหางหนามด้วยความแปลกใจนับว่าไม่ง่ายนักที่จะพบเห็นสัตว์อสูรสายพันธุ์มังกรวายุหางหนามแต่ในตอนนั้นเองที่พวกเขาสังเกตเห็นเงาร่างหนึ่งบนหลังของมังกรวายุหางหนามร่างของชายชราผู้หนึ่งที่สวมใส่ด้วยชุดหลวมๆสีเขียวอ่อน เส้นผมและหนวดสีเทาขาว ดวงตาสีทองของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความอหังการของผู้เข้มแข็ง
“คาราวะผู้คุมกฎหยาง!”ศิษย์สำนักเสียงสวรรค์ผู้หนึ่งกล่าวขึ้นพร้อมกับน้อมคาราวะอย่างเคารพ ซึ่งคนที่เหลือเองก็ทำตามเช่นกันพวกเขาย่อมต้องเคยได้ยินชื่อเสียงอันโด่งดังของหยางปินซึ่งครองตำแหน่งผู้คุมกฎของสำนักเสียงสวรรค์มาอย่างยาวนานและเป็นหนึ่งในเสาหลักของสำนักอีกด้วย
หยางปินใช้ดวงตาสีทองของตนกวาดตาลงไปมองยังเบื้องล่างบนไหล่ของเขานั้นได้มีสัตว์อสูรนกแก้วสายลมสายลมตนหนึ่งมันเป็นตัวเดียวกันกับที่ถูกส่งไปแจ้งข่าวให้แก่สำนักได้รับรู้ ถูกต้อง! ความช่วยเหลือได้มาถึงแล้ว!!
ในตอนนั้นเองที่สายตาของหยางปินได้มองเห็นร่างของหยางถิงที่กำลังนอนสลบอยู่ด้วยอาการเหนื่อยล้าจากการเผาผลาญลมปราณไปเป็นจำนวนมากหยางปินปรากฎสีหน้าตกใจและกล่าวออกมา “ถิงเอ๋อร์!” หยางปินเร่งรีบกระโดดลงมาจากเบื้องบนเพื่อมาดูอาการของหยางถิงในทันที
นกแก้วสายลมที่เกาะอยู่บนไหล่ของหยางปินก็โผบินออกไปและกลับไปหาเจ้านายของมันในทันทีส่วนมังกรวายุหางหนามก็สลายกลายเป็นละอองแสงลมปราณและกลับเข้าสู่ห้วงวิญญาณของหยางปิน
หยางปินประคองร่างของหยางถิงขึ้นมาดูอาการด้วยความเป็นห่วงถูกต้อง ความสัมพันธ์ของทั้งสองย่อมไม่ธรรมดามิใช่เพียงคนที่มีแซ่เดียวกันเท่านั้นแต่หยางปินนั้นเป็นน้องชายแท้ๆของเจ้าตำหนักที่หกหยางเฟยเทียนนั่นก็เท่ากับหยางถิงเองก็เป็นหลานสาวอันเป็นที่รักของหยางปินเช่นกัน
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่”หยางปินกล่าวถามศิษย์ของสำนักที่กำลังดูแลหยางถิงอยู่ ชายชราจึงได้รู้ว่าเป็นเพราะหยางถิงใช้พลังปราณมากจนเกินไปก็เท่านั้นจึงทำให้หมดสติไปเสียอย่างนี้เขาจึงได้ประทับฝ่ามือของตนลงไปบนแผ่นหลังของหลานสาวอย่างแผ่วเบาและถ่ายทอดลมปราณของตนลงไปเพื่อฟื้นคืนพลังให้แก่นาง
ไม่นานนักสีหน้าของหยางถิงก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆขนตาของนางเกิดการขยับขึ้นเล็กน้อยจากนั้นนางก็ได้ลืมตาขึ้นมองรอบด้านอย่างสับสนนางพบเห็นท่านตารองของนางอยู่ตรงหน้า “ท่านตารองท่านมาได้อย่างร?” นางถามอย่างงุนงง
“เหอะ! ก็พวกศิษย์พี่ไม่ได้ความของเจ้าน่ะสิตามข้ามาแต่ตัวเจ้าเองเถอะ เจ้าฝืนกำลังของตัวเองมากจนเกินไปแล้วนะ”หยางปินกล่าวสั่งสอนหลานสาวของตนเอง ซึ่งหยางถิงเองก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ
“จริงสิศิษย์น้องถังละ”ในตอนนั้นเองที่หยางถิงได้นึกถึงถังเฟยหู่ขึ้นมา นางหันไปมองศิษย์สำนักเดียวกันที่กำลังดูแลนางอยู่เมื่อครู่และถามออกไปซึ่งตอนแรกศิษย์สตรีผู้นั้นก็งุนงงเป็นอย่างมากว่าใครคือศิษย์น้องถังที่ว่า แต่หยางถิงก็ได้อธิบายรูปร่างหน้าตาของถังเฟยหู่ออกไปก็จะพอทำให้นางสามารถพอจดจำได้บ้าง
และดูเหมือนนางจะเริ่มนึกออกแล้วว่าศิษย์น้องถังที่ว่าคือผู้ใดนางมีใบหน้าที่ซีดเซียวลงอย่างเห็นได้ชัดและยากที่จะกล่าวคำพูดใดออกมา “หยางถิง…ศิษย์น้องถังเขาถูกหมึกปีศาจกินไปแล้ว…ข้าเสียใจด้วยนะ” นางกล่าวด้วยท่าทีเศร้าสร้อย
หยางถิงที่ได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจเป็นอย่างมากรวมถึงหยางปินก็เช่นกัน เขาดูมีสีหน้าหนักใจเป็นอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องถังเฟยหู่ เขารับรู้ดีถึงเรื่องที่พี่ชายของเขาได้รับศิษย์ใหม่เข้ามาคนหนึ่งซึ่งก็คือถังเฟยหู่นั่นเอง
หยางปินเอื้อมมือไปแตะบ่าของหลานสาวพร้อมกับกล่าว“เจ้าทำใจเสียเถอะ อย่าได้เสียใจไปเลย ข้าเสียดายแทนท่านพี่เหลือเกินที่พึ่งรับศิษย์เข้ามาใหม่แต่ยังไม่ทันได้ฝึกสอนเท่าไหรก็ด่วนจากไปเสียแล้ว…ศิษย์ใหม่….” ในตอนนั้นเองที่ดูเหมือนชายชราจะเอ๊ะใจบางอย่างขขึ้นมา
‘เดี๋ยวก่อนนะ!’ หยางปินกล่าวขึ้นมาภายในใจ‘เด็กคนนั้นอาจเป็นคนที่หอชะตาฟ้าทำนายไว้ว่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าไปในแดนลับ…หอชะตาฟ้าไม่เคยทำนายพลาดมาก่อนตั้งแต่อดีตกาลนั่นแสดงว่าเจ้าเด็กนั่นยังไม่ตายอย่างแน่นอน!และไม่แน่บางทีนี่อาจจะเกี่ยวพันธ์กับคำทำนายนั้นก็ได้!’
หยางปินเผยรอยยิ้มออกมา ดวงตาสีทองทั้งสองข้างเรืองรองราวกับเปลวเพลิงแห่งสวรรค์ที่กำลังลุกไหม้ปราณและอำนาจวิญญาณจำนวนมากหลั่งไหลเข้าไปในดวงตาทั้งสองและกระตุ้นสายเลือดของสกุลหยางขึ้นมา!
สายเลือดดวงตาสกุลหยางเนตรสวรรค์ผลาญภพ!
นี่คือสายเลือดดวงตาในตำนานของซื่อหลิงที่เป็นใหญ่ในแถบซินเจียงพลังอำนาจในการมองเห็นและทะลุทะลวงของเนตรสวรรค์ผลาญภพถูกดึงออกมาจนถึงจุดสูงสุดเท่าที่หยางปินจะสามารถทำได้ดวงตาของชายชราลุกไหม้ด้วยเพลิงปราณสีทองสุดร้อนแรง ภาพแม่น้ำหมินเจียงที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับกลายเป็นชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิมหลายต่อหลายเท่าในสายตาของหยางปิน
“ไม่มี…หมึกปีศาจวังวนมารที่พวกเจ้าพูดถึงมันไม่อยู่แล้ว!” หยางปินแปลกใจกับสิ่งที่เขาได้ค้นพบเป็นอย่างมากรวมถึงศิษย์สำนักเสียงสวรรค์ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงต่างก็แปลกใจไม่ต่างกัน
พวกเขาทั้งหมดย่อมเชื่อคำพูดของหยางปินอย่างสนิทใจอยู่แล้วนั่นเพราะพวกเขาทราบดีถึงชื่อเสียงเรียงนามสายเลือดสกุลหยาง เนตรสวรรค์สามตาสกุลหยางซึ่งเป็นคู่ปรับของสายเลือดเซียนพยัคฆ์สามตา สองทายาทสายเลือดแห่งเทพเจ้าสามตาแห่งต้าหลิงยอดสายเลือดดวงตาซึ่งมีชื่อเสียงติดอันดับต้นของแผ่นดิน
แต่หยางปินยังไม่ละความพยายามของเขาเขาเร่งกระตุ้นสายเลือดของตนให้มากขึ้น ในตอนนั้นเองที่ตันเถียนของเขาได้เกิดการเคลื่อนไหวบางอย่างขึ้นเงาดำภายในตันเถียนได้เกิดการเคลื่อนไหวและส่งพลังคุกคามออกมารอบร่างกายของหยางปินบังเกิดเงามายาปราณบางอย่างขึ้นมา
นั่นคือเงาของมังกรสวรรค์!จิตวิญญาณแห่งสกุลหยาง
เงาร่างมังกรทองที่โปร่งแสงทับซ้อนอยู่บนร่างของหยางปินนี่มิใช่เพียงการใช้ปราณสร้างรูปลักษณของมังกรออกมาอย่างธรรมดาทั่วไป แต่นี่คือพลังอันเป็นเอกลักษณ์เมื่อสามารถบรรลุการฝึกตนถึงขอบเขตหลอมรวม
เมื่อผู้ฝึกตนสามารถบรรลุขอบเขตหลอมรวมได้พวกเขาจะสามารถหลอมรวมจิตวิญญาณของตนเข้ากับการบ่มเพาะของตนภายในตันเถียนได้จิตวิญญาณจะอาศัยและกลายเป็นแกนกลางแห่งการบ่มเพาะในขั้นต่อไปนั่นหมายความว่าในขั้นที่สูงขึ้นของการบ่มเพาะระดับขั้นของสายเลือดและจิตวิญญาณมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก
หลังจากขั้นหลอมรวมถ้าหากผู้ใดสามารถหลอมรวมจิตวิญญาณเข้ากับการบ่มเพาะได้สำเร็จก็จะเพิ่มพลังโดยรวมเป็นอย่างมากพลังปราณที่หลั่งไหลออกจากร่างกายก็เปรียบเสมือนพลังปราณที่มีชีวิตซึ่งแฝงพลังของจิตวิญญาณไว้
เงาร่างมังกรสวรรค์ที่มีเกล็ดสีทองได้ทับซ้อนกับร่างของหยางปินดวงตาสีทองดุจเดียวกับหยางปินได้จดจ้องไปยังแม่น้ำหมินเจียงเบื้องหน้า ดวงตาของเงามังกรสวรรค์พลันเปล่งประกายดุจเดียวกันและหยิบใช้ออกด้วยเนตรสวรรค์ผลาญภพพลังการมองของสายเลือดดวงตาพลันพุ่งขึ้นสูงสุดกู่
พลังอำนาจแห่งการมองนั้นราวกับพลังไร้รูปร่างที่สะกดข่มทุกผู้คนเอาไว้ภาพของแม้น้ำหมินเจียงพลันเปลี่ยนไปและชัดเจนมากกว่าเดิมอีกหลายเท่าราวกับทุกสิ่งทุกอย่างนั้นไม่อาจรอดพ้นสายตาของเขาไปได้และในตอนนั้นเองที่เขาสังเกตเห็นถึงบางอย่างเข้า มันเป็นร่องรอยขนาดเล็กราวกับแรงกระเพื่อมของมิติที่แทบจะมองไม่เห็น
“นั่นมัน!”หยางปินรู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่พบเห็นเป็นอย่างมากเขานั้นกลับเพ่งไปยังจุดๆนั้นในทันทีซึ่งบริเวณนั้นคือจุดที่หมึกปีศาจวังวนมารหายตัวไปก่อนหน้านี้นั่นเองความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นตรงหน้านั้นดึงความสนใจจากหยางปินไปเสียทั้งหมดเลย เขานั้นได้พุ่งทะยานออกไปและใช้ปราณเคลือบร่างกายของตนเองไว้จากนั้นจึงได้ดำลงไปยังใต้แม่น้ำหมินเจียงท่ามกลางสายตาที่งุนงงของศิษย์ทั้งสองสำนักร่างของชายชราได้เข้าไปใกล้ยังบริเวณที่ลึกลับก้นแม่น้ำ
มือของหยางปินเอื้อมออกไปและพยายามจะสัมผัสกับบริเวณที่เขามองเห็นถึงแรงกระเพื่อมของมิติอันแปลกประหลาดแต่ในทันทีที่มือของเขาใกล้จะสัมผัสกับบริเวณอันแปลกประหลาดเขาพลันรู้สึกถึงความเจ็บปวดแล่นมาถึงปลายนิ้วของเขา
สัญชาตญาณของหยางปินสั่งการให้เขาหลบหนีออกไปในทันทีเงาร่างของมังกรพุ่งทะยานหลบออกไปทางด้านหลังซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่พื้นที่ตรงนั้นเกิดการบิดตัวราวกับห้วงมิติที่ถูกบิดผันจนเป็นเกรียว
เงาร่างปราณมังกรสวรรค์ปกคลุมรอบกายของหยางปินเพื่อปกป้องกายของเขาไว้และในตอนนั้นเองเมื่อทุกอย่างสงบลง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าของหยางปินคือภาพอันแปลกประหลาดยิ่งนักตรงหน้าของเขาคือซุ้มประตูหินโบราณที่ดูมีอายุเก่าแก่เป็นอย่างมาก บนซุ้มประตูหิสถูกสลักไว้ด้วยใบหน้าของปีศาจจำนวนมากอีกทั้งด้านบนยังมีตัวอักษรบางอย่างสลักไว้
‘แดนลับทะเลปีศาจ’นี่คือสิ่งที่สลักไว้บนซุ้มประตูหินโบราณดวงตาของหยางปินเบิกกว้างออกมาไม่น่าเชื่อเลยว่าเขากลับค้นพบทางเข้าแดนลับที่ถูกพวกหอชะตาฟ้าทำนายเอาไว้ในที่แห่งนี้สายเลือดดวงตาของเขาถูกขับเคลื่อนออกด้วยความรวดเร็วเพื่อสำรวจซุ้มประตูหินตรงหน้านี้
เมื่อลองสังเกตให้ดีจะพบว่ามีกระแสน้ำอันแปลกประหลาดไหลออกมาจากประตูหินโบราณนั้นตลอดเวลาซึ่งกระแสน้ำที่กำลังไหลออกมาจากประตูนั้นก็คือกระแสน้ำเค็มนั่นเองในตอนนี้หยางปินราวกับจะเข้าใจถึงเรื่องราวบางประการขึ้นมา
ภาพและข้อมูลต่างๆภายในหัวที่ก่อนหน้านี้ดูยุ่งเหยิงกลับหลอมรวมเข้าด้วยกันจนบังเกิดความเข้าใจขึ้นมาตรงหน้าของเขาคือประตูทางเข้าสู่แดนลับทะเลปีศาจซึ่งเหตุการณ์ประหลาดทั้งหลายในมณฑลจากสัตว์อสูรทะเลก็เป็นเพราะประตูบานนี้กลับเชื่อต่อกับทะเลผืนนึงจริงๆ
หยางปินยังสังเกตอีกว่าประตูข้ามแดนตรงหน้านี้มีความเก่าแก่เป็นอย่างมากแถมประตูนี้ยังได้รับความเสียหายและผุพังไปตามกาลเวลา หากเขาคาดเดาไม่ผิดไม่แน่ว่าแดนลับทะเลปีศาจตรงหน้าอาจเก่าแก่กว่ายุคของราชวงศ์ซื่อหลิงในปัจจุบันอีกเสียด้วยซ้ำไปชายชราให้ความสนใจกับประตูเขตแดนตรงหน้าเป็นอย่างมาก
เขาขยับร่างของตนเองเข้าไปใกล้ประตูนั้นอีกครั้งและลองเอื้อมมือออกไปเพื่อสัมผัสมันดูแต่ในตอนนั้นเองที่มันเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น ซุ้มประตูหินโบราณกลับเกิดรอยร้าวมากกว่าเดิมอีกทั้งมิติโดยรอบประตูยังเกิดความผันผวนขึ้นอีกครั้ง
ความเจ็บปวดที่ปลายนิ้วของชายชราแล่นมาอีกครั้งหนึ่งหยางปินเร่งรีบพุ่งทะยานหนีไปอีกครั้งก่อนที่จะกระโดดขึ้นจากแม่น้ำและมุ่งตรงกลับไปหาหลานสาวของตนเองในทันทีเขาดูมีสีหน้าที่แปลกใจปนเสียดายอยู่บ้าง
‘แดนลับทะเลปีศาจ….เค้าโครงมิติโบราณที่ใกล้พังทลายด้วยความเปราะบางของแดนลับนี้กลับทำให้คนที่มีขอบเขตการฝึกตนสูงไม่อาจผ่านเข้าไปได้ขอบเขตของข้าสูงจนเกินไปหากฝืนเข้าไปก็มีแต่จะทำให้มิตินั้นพังทลายลง….และหากคาดเดาไม่ผิดหมึกปีศาจก็คงจะกลับไปแดนลับนั้นผ่านทางประตูไปแล้วหากไม่ใช่เด็กนั้นถูกพาตัวไปก็คงยากนักที่จะมีการค้นพบประตูแดนลับในที่แห่งนี้….’หยางปินกล่าวกับตนเองในใจ
ถึงแม้จะเหลือเชื่อไปบ้างแต่ดูเหมือนว่าถังเฟยหู่จะกลับกลายเป็นกุญแจสำคัญในการค้นพบทางเข้าแดนลับทะเลปีศาจจริงๆตามที่หอชะตาฟ้าได้ทำนายเอาไว้การกระทำของมนุษย์ทุกคนอยู่ภายใต้การลิขิตของสวรรค์ บางคนเรียกสิ่งนั้นว่าลิขิตฟ้าบ้างก็เรียกว่าโชคชะตา ซึ่งผู้ที่สามารถมองเห็นสิ่งเหล่านั้นได้ก็คือหอชะตาฟ้า!
“ศิษย์สำนักเสียงสวรรค์และแปดดาราจงมารวมตัวกันตรงนี้”หยางปินกล่าวขึ้นมาโดยศิษย์ทั้งหมดของสองสำนักได้มารวมตัวกันด้วยความแปลกใจซึ่งในตอนนั้นเองที่หยางปินได้ขับเคลื่อนลมปราณสร้างเงามังกรสวรรค์ออกมาครอบคลุมบริเวณที่พวกเขาอยู่เพื่อป้องกันชาวยุทธ์อิสระที่อยู่บริเวณนั้นได้ยิน
ทุกคนแปลกใจกับการกระทำของผู้อาวุโสหยางเป็นอย่างมากแต่ก็มีบางคนที่มีสีหน้ากังวลใจเป็นอย่างมาก ซึ่งนั่นก็คือหยางถิงนั่นเอง นางกล่าวกับท่านตารองของตนด้วยน้ำเสียงที่กังวล“ท่านตารอง…ท่านเจอหมึกปีศาจกับศิษย์น้องถังหรือไม่?”แต่คำถามของนางกลับไม่ได้รับคำตอบกลับมา หยางปินทำสีหน้าจริงจังก่อนที่จะกล่าวออกมากับทุกผู้คนในที่นั้นรวมถึงบอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องการค้นพบทางเข้าแดนลับทะเลปีศาจศิษย์ของสำนักทั้งสองรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
พวกเขาไม่นึกเลยว่าในชีวิตของพวกเขาจะสามารถได้มาอยู่ใกล้ทางเข้าแดนลับที่ถูกกล่าวถึงในตำนานถึงเพียงนี้พวกเขาวาดฝันถึงภาพของสมบัติและทรัพยากรอันทรงคุณค่าวาดฝันที่การทะลวงขอบเขตฝึกตนที่เข้มแข็งมากขึ้น
แต่ในตอนนั้นเองที่มู่หยงหลินแห่งสำนักแปดดาราผู้เกรียจค้านได้กล่าวขึ้นมากับผู้อาวุโสหยาง“ผู้คุมกฎหยาง…ถ้าเป็นอย่างที่ท่านว่ามิใช่ว่าประตูทางเข้าแดนลับนั้นเปราะบางเป็นอย่างมากหรอกเหรอ เช่นนั้นพวกเราคงไม่สามารถจะเข้าไปได้…”
แต่ก่อนที่มู่หยงหลินจะกล่าวเสร็จหยางปินก็ได้ยกมือขึ้นมาห้ามปรามไว้ “เด็กน้อยเจ้ากล่าวได้ถูกแต่นั่นเป็นกรณีที่เจ้ามีขอบเขตการฝึกตนที่สูง แต่หากเป็นพวกเจ้าเหล่ารุ่นเยาว์ของสองสำนักซึ่งมีขอบเขตการฝึกตนอยู่ในชั้นมนุษย์ก็ไม่ส่งผลกระทบกับทางเข้าแดนลับทะเลปีศาจมาก….”
หยางปินเผยรอยยิ้มออกมา “เอาละเด็กน้อยทั้งหลายยังไงพวกเจ้าก็คืออนาคตของทั้งสองสำนัก จงเก็บเกี่ยวให้ดีละ”หยางปินหันกลับไปทางมู่หยงหลิน “พวกเจ้าก็รีบแจ้งผู้อาวุโสสำนักแปดดาราเสียถึงอย่างไรทั้งสองสำนักก็มีความสัมพันธ์อันดี เมื่อเจอสมบัติที่มากเกินกว่าจะเอื้อมพวกเราก็ควรที่จะแบ่งปันกันถึงอย่างไรต้นกำเนิดของทั้งสองสำนักก็มาจากที่เดียวกัน….”
มู่หยงหลินมอบหมายให้ศิษย์น้องคนหนึ่งของสำนักตนแจ้งกลับไปยังสำนักเพื่อให้นำพาศิษย์ในชั้นมนุษย์มายังที่แห่งนี้ให้มากที่สุดซึ่งทางสำนักเสียงสวรรค์เองก็กระทำไม่ต่างกัน โดยพวกเขายังไม่ทราบว่าขอบเขตใดบ้างในชั้นมนุษย์ที่สามารถผ่านประตูบานนั้นเข้าไปได้แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อน
ในตอนนั้นเองที่หยางปินได้สลายเงามังกรสวรรค์ของตนที่ปิดกั้นไว้โดยรอบการพูดคุยของพวกเขาทิ้งไปโดยเขาได้เฝ้าอยู่บนฝั่งเพื่อป้องกันไม่ให้พวกชาวยุทธ์อิสระมาแย่งชิงทรัพยากรอันทรงคุณค่าในแดนลับแห่งนี้ชาวยุทธ์ทั้งหลายถูกหยางปินไล่กลับไปโดยไม่รับรู้อะไรเลยแม้พวกเขาจะรู้สึกแปลกใจและอยากรับรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่แต่ก็หวาดกลัวในพลังของผู้คุมกฎสำนักเสียงสวรรค์จนเกินไปโดยหยางปินยังไม่ลืมที่จะกล่าวเตือนหลานสาวตนว่าให้ระวังตัวตอนเข้าสู่แดนลับแห่งนี้
หยางถิงพยักหน้ารับคำอย่างเข้าใจเป้าหมายของนางย่อมเป็นโอกาสในการฝึกตนเหมือนผู้อื่นแต่ก็ถือโอกาสนี้ในการตามหาศิษย์น้องที่หายตัวไปด้วยเช่นกันถึงแม้โอกาสที่จะรอดจากการถูกสัตว์อสูรกินจะน้อยเพียงใดแต่นางก็ยังเชื่อว่าศิษย์น้องของนางยังไม่ตายอย่างแน่นอน
ศิษย์ทั้งสองสำนักได้ดำน้ำลงไปจนถึงใต้แม่น้ำหมินเจียงแล้วเบื้องหน้าของพวกเขาคือซุ้มประตูหินโบราณซึ่งดูเก่าแก่เป็นอย่างมากนี่ก็คือทางเข้าแดนลับทะเลปีศาจที่ถูกกล่าวถึงพวกเขามองภาพอันยิ่งใหญ่ตรงหน้าด้วยหัวใจที่พองโตซึ่งในตอนนั้นเองที่มู่หยงหลินรวมถึงต๊กโกวฉิวหลงได้ทดลองยื่นมือออกไปสัมผัสกับประตู
ในตอนนั้นเองที่พวกเขาทั้งสองสามารถสัมผัสได้ถึงแรงต่อต้านและความผกผันของมิติโดยรอบประตูแต่การต่อต้านนั้นช่างเล็กน้อยเมื่อเทียบกับหยางปินพวกเขาสามารถรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าขอบเขตก่อเกิดยังพอฝืนทนสามารถข้ามผ่านประตูนี้ไปได้พวกเขาทั้งสองหันกลับมาพยักหน้าบอกเป็นเชิงว่าปลอดภัยให้แก่ศิษย์น้องทั้งหลายของสำนักพวกตน
และในตอนนั้นเองที่พวกเขาทั้งหมดได้แหวกว่ายผ่านประตูโบราณตรงหน้านั้นไปพวกเขาราวกับจมลงไปในอีกพื้นที่หนึ่งที่แปลกประหลาด และในชั่วพริบตานั้นเองที่ร่างของศิษย์ทั้งสองสำนักได้หายไปจนหมดสิ้นแม่น้ำหมินเจียงกลับมาเงียบสงบอีกครั้งหนึ่งราวกับไม่เคยเกิดเรื่องราวใดขึ้นเลย…
