ใช้เวลาเพียงสิบนาทีศิลาและทั้งหมดก็มาถึงยังหมู่บ้านพวกเขารู้สึกโล่งอกที่หมู่บ้านปล็อดภัยเมื่อเห็นเหตุการณ์เป็นแบบนี้ศิลาจึงขอแยกตัวออกมาเพื่อที่จะตามไปเก็บนรสิงห์ที่บุกเข้ามาในเขตทุ้งเจ็ดสีก่อนที่ข่าวจะรั่วไหลออกไปไม่งั้นการมาถึงของเขาอาจถูกแพร่งพรายออกไปได้
ดวงตะวันลอยสง่าสาดแสงแผ่ไอร้อนลอยอยู่เหนือศรีษะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงเวลาเที่ยงวันศิลาก็เดินทางมาถึงใจกลางป่าหนาด้วยต้นไม้ พุ่มไม้ ที่น่าแปลกก็คือวันนี้ทำไมเหล่าพญาครุฑและปักษาวายุถึงดูเบาบางลงกว่าวันแรกที่เขาเข้ามานัก
“พี่ศิ!..” ฟ้าครามนั่งลงดูตรงพื้นเรียกและชี้ให้ศิลาหันลงมามอง
“ลอยเท้า” ศิลากว่าสายตามองทั่วบริเวณก็พบลอยเท้าของนรสิห์เต็มไปหมดเขารอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความตื่นเต้นที่จะได้เจอนรสิงห์อยากรู้ว่ามันจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร
“พี่ว่าเราคงเข้าใกล้เขตของพวกนรสิงห์แล้วล่ะ” ศิลาหันไปพูดกลับฟ้าครามเจ้าหล่อนก็พยักหน้ารับคำก่อนจะสับเปลี่ยนมาสวมชุดเกราะหนังมังกรสีน้ำเงินดำกระจ่างดาวพร้อมกับเรียกเอาดาบสะบั่นเมลัยและกระจกยาตะออกมาเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ศิลาและฟ้าครามเดินไปตามทางในป่าโดยใช้พุ่มไม้แอบหลบซ่อนตัวเป็นระยะๆ
“ใช่จริงๆด้วยนี่อาจจะเป็นถิ่นของพวกนรสิงห์” ศิลาแอบอยู่หลังพุ่มไม้มองดูนรสิงห์สามตัวรูปร่างคล้ายคนมีใบหน้า มือ เท้า ขน แบบสิงโตสวมชุดเกราะสีเงิน
“เอาไงดีคะ” ฟ้าครามหันมาถาม
“ขอพี่ตรวจสอบอะไรหน่อยแล้วกันเพื่อความแน่ใจ” เขาตอบ
“เรื่องอะไรหรอคะ” ฟ้าครามหันมาถามด้วยความสงสัย
“ก็เรื่องที่ชาวบ้านพวกนั้นบอกว่านรสิงห์พวกนี้เป็นลูกน้องทศกัณฐ์ไงพี่ก็ไม่ได้ปักใจเชื่อไปทั้งหมดเลยต้องมาหาข้อพิสูจณ์แต่ก็ไม่คิดว่าฮานะจะโกหกหรอกแต่เพื่อความแน่ใจ” เขาอธิบายให้หญิงสาวฟังฟ้าครามก็ยิ้มรับ
“หงอคงออกมาหน่อย” ศิลายกกำไลในมือขวาขึ้นมา
“ทำไมต้องเป็นข้ากำลังนอนเพลินๆเลย” หงอคงปรากฎตัวออกมาฮ้าวปากกว้างน้ำตาเร็ด
“ก็ในสงครามชิงหอคอยสัตว์เทวะในตอนนั้นไม่มีใครเคยเห็นแกนี่อีกอย่างแกน่าจะแหลแถเก่งสุดๆ” จากนั่นศิลาก็อธิบายแผนการให้หงอคงฟังหงอคงพยักหน้ารับอออืมเป็นจังหว่ะหงอคงกระโดดไปอีกทางห่างจากที่ศิลาอยู่ก่อนจะลุกขึ้นยืนเผยตัวให้นรสิงห์ที่เป็นทหารยามเฝ้าหน้าค่ายได้เห็น
นรสิงห์ทั่วบริเวณหันมองซุนหงอคงเป็นตาเดียวทั่งบนต้นไม้ บนกำแพง หน้ากำแพงค่ายแถมอาวุธยังครบมือทั้ง ดาบ หอก ธนู โล่ ง้าวทำให้ศิลารู้ว่ายังมีพวกนรสิงห์แอบซ่อนตัวตามจุดต่างๆอยู่อีกดีนะที่เขาไม่ลอบเข้าไปเก็บนรสิงห์ยามสามตัวนั้นไม่งั้นมีหวังได้ซัดกันเลือดสาดน่าดูชมแน่ๆ
“เจ้าเป็นใครมีเหตุอันใดถึงได้ร่วงล้ำเข้ามายังเขตนรสิงห์เยี่ยงนี้” นรสิงห์ยามสามตัวเข้าโอบร้อมซุนหงอคงตั้งท่าระแวดระวังพร้อมกันนั้นหงอคงยกมือขึ้นคล้ายยอมจำนนแสดงท่าทีไม่ต่อต้านหรือคิดสู้ในมือขวาถือม้วนกระดาษ
“ข้าเป็นลูกน้องของท่านทศกัณฐ์นำสารคำสั่งมาให้ท่านพญานรสิงห์” หงอคงแถเอาเรื่องศิลาถึงกับแอบขำพญานรสิงห์!....
ซึ่งเป็นสิ่งที่หงอคงคิดสดเออเอาเองทั้งนั้นเมื่อได้ยินแบบนั้นนรสิงห์ยามทั่งสามก็ลดดาบลง
“สารถึงท่านสิงหาลึ!
หงอคงพยีกหน้า “ใช่แล้ว”
“งั้นตามข้ามา” หนึ่งในยามพูดขึ้นก่อนจะหันไปพูดกับเพื่อนทั้งสองของมัน “แกทั้งสองเฝ้าหน้าค่ายไว้ระวังช่วงนี้มีข่าวว่ามีมนุย์ภายนอกเข้ามาในป่าแห่งนี้แล้วมันจะใช้วิชาแบบไหนเราไม่รู้” หงอคงหรี่ตาลงชั่ววูบก่อนจะเดินตามนรสิงห์ตนนั้นไป
“ฟ้า” ศิลาหันมาพูดกับหญิงสาวจากนั้นฟ้าครามก็เอามือตบลงพื้นเบาๆก่อนที่ทั้งสองจะดิ่งวูบลงสู่ใต้ดินค่อยๆเดินตามสัมผัสของซุนหงอคง
“มีชาวบ้านไหมหงอคง” ศิลาติดต่อผ่านจิตกระแสวิญญาณถามหงอคง
“มีหลายร้อยเลยล่ะดูเหมือนกำลังจะหลอมอาวุธอะไรบางอย่าง” หงอคงกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณเต็มไปด้วยนรสิงห์หลายร้อยตัวกำลังยืนคุมชาวบ้านในชุดแต่งกายต่างกันออกไปสิ่งปลูกสร้างทำจากไม้คล้ายกับค่ายหรือหมู่บ้านของฮานะ
“งั้นลงมือเลย” ศิลาสั่ง
“เออ” หงอคงรับคำ
ตุบ!...ฉัวะ
หงอคงดึงนรสิงห์ตัวที่นำทางเข้าหลังต้นไม้ก่อนจะรีบฆ่าปิดปากอย่างไรสำเนียงศิลาและฟ้าครามค่อยๆโผล่ขึ้นมาบนพื้น
“คล้ายกับค่ายบางระจันทร์เลยแหะ” เขาพูดกับตัวเอง “แต่ประเด็นคือหากมันรู้ว่าเราจะมาช่วยพวกที่ถูกจับพวกมันจะใช้เชลยเป็นตัวประกันหรือเปล่าถ้าแบบนั้นคงแย่” ศิลาพูดกวาดสายตามองไปรอบบริเวณนับจำนวนของเชลยที่ถูกจับ
“เราไม่สามารถช่วยทุกคนได้หรอกคะในการต่อสู้ต้องมีการเสียสละเป็นเรื่องปกติ” ฟ้าครามออกความเห็น
“นั่นซินะอีกอย่างพวกนี้ก็เป็นแค่ปัญญาประดิษฐ์แต่บางทีนี่ก็อาจจะเป็นภารกิจลับก็ได้พี่เลยอยากจะช่วยให้หมด”
“เคลียร์เควสแบบสมบูรณ์สินะคะ” ศิลาพยักหน้า
“ฟ้า หงอคงกลับเข้ามาก่อน” สั่งจบทั้งสองก็หายกลับเข้าที่สถิตทันทีจากนั้นศิลาที่พุ่งตัวด้วยสปีดสูงสุดหลบแอบตามพุ่มไม้สำรวจทั่วค่ายจนมาหยุดยังพุ่มไม้มุมหนึ่งของค่ายเบื้องหน้าเขาคือกลุ่มชาวบ้าน
“เจ้า!?...เจ้าคนนั้นนะ” ศิลาที่แอบอยู่ในพุ่มไม้เรียกชายหนุ่มในชุดหนังสัตว์สีน้ำตาลหลอเหลาในมือถือจอบ
ชายหนุ่มหันซ้ายขวามองหาต้นเสียงเมื่อเห็นแบบนั้นศิลาก็ค่อยๆเขย่าพุ่มไม้เพื่อเป็นสัญญาณบอกให้ชายหนุ่มที่อยู่ห่างออกไปสองเมตรกว่าหันมามองชายหนุ่มค่อยๆเดินมาแบบปกติก่อนจะหยุดยืนใต้โคนต้นไม้หันหน้ามองปืนใหญ่สีทองที่มีตัวอักษรเวทมนต์สลักไว้ทั่วกระบอกเป็นสิ่งที่พวกเขากำลังสร้างมันขึ้นมาคล้ายกับระบบอาติเฟคร์ปืนยิงลำแสงเวทมนต์ไม่มีผิด
‘ไอ้หมอนี่ดูท่าจะเป็นงานพอตัว’
“ฟังฉันนะอีกเดี๋ยวจะเกิดความวุ่นวายขึ้นนายไปบอกชาวบ้านที่ถูกจับทุกคนเมื่อถึงเวลานั้นให้รีบหนีออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุดมุ่งหน้าไปรวมกันทางทิศตะวันออกห่างจากที่นี่สี่กิโลเมตรอย่าถามอย่างสงสัยฉันมาช่วย” ชายหนุ่มปรายหางตามองหน้าศิลาพร้อมกับกระพริบตาถี่ยิบเป็นสัญญาณว่ารับรู้และเข้าใจก่อนจะเดินกลับไปทำงานสร้างปืนใหญ่นีโออามสตรองไซโครเจ๊ทอามสตรอง
ศิลามองดูชายหนุ่มในชุดหนังสัตว์สีน้ำตาลใบหน้าคมส่งสัญญาณบอกเพื่อนชาวบ้านอย่างแนบเนียนจากนั้นชาวบ้านก็ค่อยๆทยอยส่งข่าวผ่านกันไปนรสิงห์ตนหนึ่งหันมามองด้วยความไม่สบอารมณ์ก่อนจะเดินเข้ามาในมือถือแซ่หนังสัตว์ยาวสามเมตร
“เฮยพวกแกกระซิบกระซาบอะไรกันทำงานไป” มันตวาดลั่นพร้อมกับเอาแซ่ฟาดพื้นดังเพลี๊ย
“ยากได้ปืนใหญจังวุ๋ยมีกี่กระบอกกัน1..2...3...100...120” ศิลานับดูก็ต้องตลึงเมื่อพบว่าปืนใหญ่ที่ใช้ยิงพลังเวทมนต์มีมากมายพอจะถล่มได้ทั้งเมือง
“ไอ้พวกนี้คิดจะทำสงครามเต็มรูปแบบเลยซินะ”
ศิลาสืบเสาะเราะไปเรื่อยๆผ่านไปอีกสิบห้านาทีเขาก็มาถึงบริเวณท้ายค่ายมีสิ่งปลูกสร้างหลายครัวเรือนและกระโจมหลากสีนรสิงห์สิบกว่าตนเดินวนไปมาสำรวจทั่วบริเวณราวกับจะไม่ให้มดแม้แต่ตัวเดียวผ่านเข้าไปได้
“เอาไงดีจำนวนของพวกมันก็เยอะใช่เล่นหากเราบู่มบ่ามพวกมันฆ่าชาวบ้านตายหมดแน่” ศิลามองดูนรสิงห์ที่กำลังยืนคลุมแรงงานทาสพร้อมกับในหัวคิดหาวิธีก่อนจะกลับมายังจุดเดิมและส่งสัญญาณเรียกชายหนุ่มในชุดหนังสัตว์มาสั่งการอีกรอบ
หลังจากนั้นศิลามุดดินออกมานอกค่ายกลับมายังจุดเดิมที่เขาเคยอยู่ในตอนแรกก่อนจะใช้เนตรมารตรวจสอบมองไปรอบๆจากนั้นเขาก็พุ่งตัวไปตามจุดต่างๆที่มีนรสิงห์หลบซ่อนตัวเพื่อลงมือสังหารพวกมันอย่างไร้ปรานีซึ่งก่อนอื่นเขาต้องตัดกำลังลดจำนวนของนรสิงห์ลงเสียก่อนสำหรับศิลาแล้วหากไม่มีเรื่องการช่วยเหลือชาวบ้านเขาใช้มหาเวทย์ลบที่นี่ทิ้งไปเลยก็ได้
และปัญหาที่สองของศิลาคือค่าระดับเลเวลของเขาที่ลดลงมาจากการที่เขาวิวัฒนาการเลื่อนขึ้นมาเป็นยมเทพซึ่งได้ยังไงเขาก็ไม่รู้ที่เขาคิดได้อย่างเดียวเลยคือสกิลพระเอกกับหน้าตาล้วนๆ
ในขณะที่ศิลากำลังรอบสังหารนรสิงห์ไปทีละตนนั้นฟ้าครามเองก็แยกตัวออกไปทำอุโมงใต้ดินเพื่อสร้างทางหนีให้ชาวบ้านสัมพาทีและสดายุรับหน้าที่สำรวจตามจุดต่างๆในระยะรัศมีสี่กิโลเมตรบนพื้นดินหงอคงนั้นกำลังทำพิธีกรรมเวทมนต์ลวงตาเพื่ออำพลางปากหลุม
“หวังว่าพวกมันคงยังไม่ผิดสังเกตุนะ” ศิลาแอบรอบปาดเหงื่อด้านหนึ่งของกำแพงค่าย “การลอบสังหารกินพลังสมาธิกว่าที่คิดกดดันเป็นบ้า”
พูดจบการถากถางเตรียมพื้นที่หลบหนีให้ชาวบ้านของศิลาก็เริ่มขึ้นอีกครั้งเขาไม่ได้เร่งรีบแต่อย่างใดการลอบสังหารนั้นจำเป็นต้องใช้ความเงียบทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของศิลาเชื้องช้าระแวดระวังและเก็บเสียงฝีเท้าและการกระทำในทุกสัมผัส
ส่งผลให้นรสิงห์ตามจุดต่างๆรอบค่ายลดจำนวนลงเรื่อยๆเมื่อจำนวนของนรสิงห์รอบนอกลดน้อยลงเขาก็เริ่มสามารถเคลื่อนไหวได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้นเขาใช้เวลาตลอดทั้งวันในการเคลียร์พื้นที่หลบหนีให้ชาวบ้านจนเวลาล่วงเลยไปยามราตรีคบเพลิงและตะเกียงไฟถูกจุดขึ้นให้แสงสว่างทั่วค่าย
เปร๊งๆๆๆๆ!....เสียงระฆังดังมาจากในค่ายถี่ยิบภาพเบื้องหน้าของศิลาคือพวกนรสิงห์กำลังวิ่งวุ่นศิลารีบสับเปลี่ยนมาสวมชุดหนังสีดำขาดๆคล้ายยาจกกลายสภาพเป็นยอดฝีมือยาจกสวมไอ้โม่งดำปิดบังใบหน้าก่อนจะพุ่งตัวผ่านกำแพงค่ายไปด้วยความเร็วเห็นเพียงแค่เงาฟ้าครามและสามพี่น้องปรากฎตัววูบในทันที
“ฟาดพสุธา” หงอคงตวาดลั่นฟาดพร้อมกับฟาดกระบอกใส่พื้นส่งคลื่นพลังเข้าทำลายประตูค่ายจากด้านใน
ตูม!..... เสียงระเบิดดังสนั่นฝุ่นควันลอยฝุ้งในอากาศทันทีตามมาด้วยเสียงโวยวาย
“ไป!? ศิลาตะโกนลั่นพร้อมกับฟ้าครามสดายุสัมพาทีพุ่งตัวเข้าคุมเชิงระยะของชาวบ้านฟ้าครามสดายุสัมพาทีเองก็สับเปลี่ยนมาสวมชุดขาดๆสีดำปิดบังใบหน้าเช่นกัน
“ผู้บุกรุกอยู่ในค่ายไปเร็ว” เหล่านรสิงห์ที่เฝ้ายามอยู่หน้าค่ายรีบพุ่งตัวทะยานร่างกลับเข้ามาด้านในอย่างสุดชีวิตทว่าก็ต้องเจอกับซุนหงอคงเข้าขัดขวาง
“ฟ้าพาชาวบ้านออกไป” ศิลาหันไปสั่งหญิงสาวพร้อมกับฟ้าครามพาชาวบ้านจำนวนมากหลบหนีอย่างทุลักทุเลโดยมีสดายุและสัมพาทีคอยสกัดการโจมตีไว้ให้สดายุหันไปพ่นไฟเผาสิ่งปลูกสร้างทั่วบริเวณเพื่อสร้างความวุนวายให้มากยิ่งขึ้น
“พวกเจ้าไม่ต้องข้าแสดงเอง” เสียงหนักทุ้มเคร่งขรึมดังขึ้นจากด้านในกระท่อมเบื้องหน้าของศิลาเขาหรี่ตามองตั้งท่าเตรียมพร้อมทันที
‘ระบบไม่แจ้งเตือนจริงด้วย’ ศิลาหรี่ตาเขม็งนรสิงห์ที่โอบล้อมศิลาเมื่อได้ยินคำสั่งก็หยุดถอยออกห่างจากศิลาอย่างพร้อมเพียง
จิตสังหารแรงคุกครามบรรยากาศสะอิจสะเอียนแผ่พุ่งออกมาจากด้านในกระท่อมทำให้ศิลารู้ได้เลยว่าเจ้าของเสียงนั้นต้องไม่ธรรมดาเพราะสามารถทำการปล่อยจิตสังหารออกมาเป็นคลื่นพลังที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแบบนี้มีแต่ยอดฝีมือเท่านั้นที่จะทำได้อีกอย่างคือในจิตสังหารนั้นยังแฝงพลังจิตปนมาด้วยอย่างเร้นลับ
“เจ้าบังอาจมากที่มาบุกค่ายพักของข้าแล้วยังมาปล่อยเชลยของข้าไปเสียอีกโทษของเจ้าคือประหาร” เจ้าของเสียงหยุดยืนเบื้องหน้าศิลาห่างออกไปห้าเมตรรอบกายของทั้งสองเป็นทะเลเพลิงสีแดงฉานอาบไล้ไปทั่วพื้นฟ้าส่งคลื่นความร้อนระอุคลื่นพลังสีทองปนละอองสีเขียวของศิลาเข้าปะทะกับคลื่นพลังสีทองสว่างของสิงหารูปร่างเหมือนนรสิงห์ทั่วไปมือทั้งสองสวมถุงมือติดกรงเล็บเหล็กวาววับข้างละสามใบมีดสวมชุดเกราะสีดำตัดทองตาขวาเป็นสีขาวบอดสนิทใบหน้าดุร้ายเหี้ยมเกรียมร่างบึกบึนกำยำ