เล่มที่1 บทที่14 ชักจะพิสดารแล้ว
“ผลึกอสูรของัปาฏิหาริย์หรือ” เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในมือจั่วเฉินศิษย์คนหนึ่งพลันม่านตาหดเล็กลง ก่อนจะฉายประกายเจิดจ้าในวินาทีต่อมา
ถึงกับเป็ผลึกของอสูรขั้นสอง นับว่าเป็ของล้ำค่าเลยทีเดียวหากนำกลับไปที่สำนักจะต้องแลกค่าผลงานได้มากแน่
การทดสอบได้ล่วงเลยเข้าสู่วันที่แปดแล้วและใกล้จะจบลงทุกที คนไม่น้อยจึงเริ่มหันมา่ชิงทรัพยากรกันเอง พอได้เห็นผลึกอสูรขั้นสองในมือจั่วเฉินพวกเขาต่างก็เกิดความละโมบอย่างยากที่จะข่มใจได้
“จงมอบผลึกอสูรออกมาเสียผลึกอสูรขั้นสองไม่ใช่สิ่งที่เ้าจะได้” ศิษย์ในชุดสีขาวผู้หนึ่งก้าวออกมาข้างหน้าก่อนจะะโไปทางจั่วเฉิน สายตาเปี่ยมไปด้วยเจตนาคุกคาม จ้องเขม็งพร้อมกับแผ่กลิ่นอายพลังขุมหนึ่งออกมาเกรงว่าคงจะมีพลังระดับหลอมรวมขั้นสาม
“ให้ข้ามอบผลึกอสูรให้หรือ ดีใช้ได้เลย” จั่วเฉินหรี่ตา ก่อนจะสะบัดมือออกไป
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดึงดูดความสนใจของทุกคนศิษย์ไม่น้อยมองดูด้วยสายตาไม่เป็มิตร หากจั่วเฉินรับมือไม่ไหว เกรงว่าจะไม่ใช่เพียงต้องสู้กับคนๆเดียวแน่ คนที่เหลือคงจะเข้าร่วมด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย
ทว่าเหตุการณ์ที่ตามมากลับทำให้ทุกคนต้องสูดลมหายใจเพราะแม้จะมีพลังหลอมรวมขั้นสามเหมือนกัน ความต่างชั้นระหว่างจั่วเฉินกับคนผู้นั้นกลับมีมากเกินไปเพียงไม่ถึงสิบกระบวนท่า จั่วเฉินก็ซัดคนผู้นั้นจนหมอบกับพื้นแล้ว
“ถ้าไม่อยากถูกข้าตัดแขนล่ะก็ มอบแหวนห้วงมิติของเ้าออกมาเสียดีๆ”
จั่วเฉินมองอีกฝ่ายด้วยสายตาราบเรียบก่อนจะโยนแหวนห้วงมิติที่ภายในว่างเปล่าคืนอีกฝ่าย
“ขอบคุณ”
แหวนของคนผู้นี้มีผลึกอสูรขั้นหนึ่งและสมุนไพรต่างๆมากมาย ทว่าเวลานี้ล้วนถูกจั่วเฉินกวาดเรียบจนไม่เหลือแม้แต่อย่างเดียว
คิดจะหาเื่เขา เช่นนั้นก็ต้องเตรียมใจถูกกวาดล้างกลับด้วยไม่ใช่หรือ
“ช่างเป็วิธีที่ไม่เลวเลย!”จั่วเฉินรู้สึกพอใจ ลำพังของในแหวนห้วงมิติของคนผู้นี้ก็เพียงพอที่จะแลกค่าผลงานได้เกือบหนึ่งพันแต้มแล้ว
ศิษย์ที่มองดูเหตุการณ์อยู่ล้วนอ้าปากตาค้างกันหมด
จั่วเฉินมีพลังระดับหลอมรวมขั้นสองไม่ใช่หรือทำไมเพียง่เวลาสั้นๆ จึงพัฒนาเป็ระดับหลอมรวมขั้นสามได้เล่า
“หวังเลี่ย เ้าตัวไม่ได้เื่ชะล่าใจเกินไปแล้ว แม้จั่วเฉินจะพัฒนาเป็ระดับหลอมรวมขั้นสาม แต่ก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมีแค่ร่างกายเท่านั้นที่ดูจะทัดเทียมร่างเซียนได้ หากยังปล่อยให้อีกฝ่ายประชิดถึงตัวและต่อสู้กันด้วยร่างกายอีกก็สมควรแล้วที่จะมีจุดจบเช่นนี้” ศิษย์ที่คาดว่าเป็หัวหน้าซึ่งอยู่ห่างออกไปเอ่ยเสียงต่ำพร้อมกับเดินออกมา
“มามอบค่าผลงานให้ข้าอีกคนหรือ” จั่วเฉินประหลาดใจฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม เดิมทีเขาเพียงกำลังรอใครบางคนอยู่ คิดไม่ถึงว่าจะดึงดูดคนเสียสติเหล่านี้ให้มาประเคนสิ่งของให้แทน
ทว่านั่นก็ดี มีของดีมาประเคนถึงที่เช่นนี้ใครเล่าจะปฏิเสธ ขอเพียงไม่ถึงตาย แม้เื่นี้จะรู้ไปถึงทางสำนักก็คงไม่ถูกลงโทษบางที ทางสำนักเองอาจจะยอมรับการ่ชิงกันของศิษย์ด้วยซ้ำ เพราะมีแค่วิธีนี้เท่านั้นจึงจะกระตุ้นจิตต่อสู้ของคนบางส่วนออกมาได้
แม้คนผู้นี้จะมีท่าทีโอหัง ทว่ากลับไม่ได้เก่งกาจไปกว่าหวังเลี่ยเลยทั้งที่ลงมืออย่างมั่นใจในตอนแรกแท้ๆ สุดท้ายก็ถูกจั่วเฉินซัดจนหมดสภาพ และทิ้งทรัพยากรเอาไว้ให้เขามากมายเช่นเดียวกัน
หลังจากจัดการได้สองคนรวด จั่วเฉินก็ฉีกยิ้มตาหยีก่อนจะกวาดตามองไปรอบๆราวกับกำลังรอคนถัดไปอยู่
“เ้านี่ชักจะพิสดารไปแล้ว มีแค่ระดับพลังหลอมรวมขั้นสามแท้ๆแต่ทำไมตอนต่อสู้ถึงน่ากลัวเช่นนี้”
แม้สิ่งของที่อยู่ในมือจั่วเฉินจะดึงดูดใจมากก็ตามแต่ศิษย์หลายคนก็เลือกที่จะข่มความละโมบในใจของตัวเองเอาไว้ เพราะปัญหาหลักของเื่ก็คือพวกเขาต้องมีความสามารถพอจึงจะ่ชิงมาได้
“พี่ชาย ขอถามอะไรหน่อยสิ” จั่วเฉินเดินไปหยุดอยู่หน้าศิษย์ผู้หนึ่งซึ่งมีสีหน้าหวาดกลัว “ผลึกอสูรขั้นสองก้อนหนึ่งสามารถแลกค่าผลงานได้เท่าไหร่หรือ”
“หะ...ห้าร้อย แต่หากเป็ผลึกของสัตว์อสูรสายเืพิเศษล่ะก็จะแลกได้หกร้อยแต้ม” ศิษย์ผู้นั้นตอบ
“ขอบคุณ” จั่วเฉินพยักหน้าก่อนจะโยนผลึกอสูรขั้นหนึ่งที่ไม่ค่อยมีค่าเท่าไรให้เป็การตอบแทนจากนั้นก็หมุนตัวจากไปพร้อมกับเอ่ยพึมพำ
“ถือว่าไม่เลวตอนนี้ข้ามีผลึกอสูรขั้นสองอยู่หกก้อน สามารถแลกค่าผลงานได้สามพันกว่าแต้ม ถ้ารวมกับของอื่นๆคงจะได้สักห้าพันแต้มกระมัง”
“อะไรนะ! ผลึกอสูรขั้นสองหกก้อน ค่าผลงานอีกห้าพันแต้มหรือ!”
คนไม่น้อยที่ได้ยินคำพูดของจั่วเฉินได้แต่ตกตะลึงจนตาค้าง พวกเขาเหนื่อยสายตัวแทบขาดกว่าจะได้ผลึกอสูรขั้นหนึ่งและพวกสมุนไพรกลับมาอย่างมากก็แลกค่าผลงานได้เพียงพันกว่าแต้มเท่านั้น แต่สิ่งที่จั่วเฉินมีตอนนี้กลับแลกได้ถึงห้าพันแต้มเลยหรือ
พอเห็นแผ่นหลังของจั่วเฉิน พวกเขาก็ไม่อยากจะเชื่อจั่วเฉินเป็เพียงผู้ติดตาม กลับได้ค่าผลงานจากการทดสอบถึงห้าพันแต้ม ทว่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่จั่วเฉินเพิ่งจะได้ผลึกอสูรขั้นสองไปสองก้อนอย่างง่ายดายพวกเขาจึงไม่ค่อยแปลกใจ
เ้านี่จะต้องได้ของดีที่ศิษย์คนอื่นๆ หาเอาไว้ไปแน่ลำพังพลังแค่ระดับหลอมรวมขั้นสาม ไม่มีทางที่จะหาผลึกอสูรขั้นสองได้มากขนาดนี้หรอก
ศิษย์ที่อยู่ตรงนั้นต่างก็หันมองตามแผ่นหลังของจั่วเฉินไปพร้อมกับแอบจดจำทิศทางที่เขาเดินไปด้วย
หลังจากจั่วเฉินจากไปได้ประมาณหนึ่งเค่อศิษย์ที่มีระดับพลังหลอมรวมขั้นสี่ต่างก็พุ่งตัวไล่ตามเขาไป ก่อนที่อีกครู่หนึ่ง ศิษย์ใหม่ในชุดคลุมสีดำจะถามไถ่ทิศทางจากคนอื่นๆและเร่งตามไปอย่างรวดเร็ว
“มีความสามารถก็ดีเช่นนี้แหละระดับหลอมรวมขั้นสี่... ไม่ว่าอย่างไร จั่วเฉินก็คงจะรับมือไม่ได้แน่ ยังมีอีกสี่คนไล่ตามไปอีก”ศิษย์ใหม่ที่มีพลังสู้ไม่ได้และรู้ตัวว่าไม่สามารถ่ชิงทรัพยากรมาได้แน่เอ่ยขึ้นอย่างรู้สึกเสียดาย
...
จั่วเฉินชะงักฝีเท้าที่ส่วนลึกของป่า เมื่อหันกลับมาก็เห็นศิษย์สองคนปรากฎตัวขึ้นที่ด้านหลังเขาเผยรอยยิ้มประหลาดออกมา
“ศิษย์พี่ทั้งสองอย่าทำอะไรข้าเลยผลึกอสูรขั้นสองสองก้อนนี้ข้ามอบให้พวกท่านแล้วกัน” จั่วเฉินมอบให้ด้วยรอยยิ้ม คิดไม่ถึงว่าจะได้รับสีหน้าเย้ยหยันกลับมาแทน
“คิดว่าพวกข้าโง่หรือไร เพียงแค่สองก้อนก็คิดจะไล่พวกข้าไปหรือ”
สิ้นเสียง คนทั้งสองก็พุ่งเข้าใส่ รู้ได้ไม่ยากว่า้าซัดจั่วเฉินให้หมอบแล้วค่อยแย่งของทุกอย่างไป
“เ้าหนู ไม่รู้หรือว่าหากมีของดีก็ควรเก็บซ่อนเอาไว้ไร้ความสามารถแท้ๆ แต่กลับเที่ยวอวดไปทั่ว” คนหนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมกับจับมือขวาขึ้นมาทว่าจั่วเฉินก็สวนหมัดออกไปในทันทีพร้อมกับะเิพลังปราณออกไปขุมหนึ่ง
เขาหมุนตัวและโจมตีอย่างดุดัน ไม่มีใจอ่อนเลยสักนิดจั่วเฉินรู้ดีว่าการที่ทั้งสองคนนี้ไล่ตามมาจะต้องมีจุดประสงค์ร้ายและไม่ใช่คนดีอะไรแน่
เสียงโหยหวนปานจะขาดใจดังขึ้น ไม่นาน ทั้งสองคนก็ลงไปนอนอยู่กับพื้นใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง
เป็ไปได้อย่างไร เ้านีมีแค่พลังหลอมรวมขั้นสามเท่านั้นแต่เืลมในตัวกลับทัดเทียมผู้ฝึกยุทธพลังปราณระดับหลอมรวมขั้นสี่ อีกทั้งจังหวะการต่อสู้ก็ไร้ที่ติจนน่าเหลือเชื่อต่อให้พวกเขาทั้งสองลงมือพร้อมกันก็เกรงว่าจะไม่สามารถทำอะไรได้
พวกเขาหอบหายใจหนัก รู้สึกว่าหน้าอกกับหัวไหล่คล้ายจะะเิความเ็ปไหลไปทั่วร่าง หากยังต่อสู้อีกเกรงว่าคงจะแย่แน่
“จั่วเฉิน พวกข้าผิดไปแล้ววันหน้าล้วนเป็ศิษย์สำนักเดียวกัน ต้องช่วยเหลือกันและกันจึงจะถูก วันนี้ปล่อยพวกข้าไปได้หรือไม่พวกเรายินดีมอบผลึกอสูรขั้นหนึ่งทั้งสิบก้อนให้” ทั้งคู่เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม แม้ในใจจะก่นด่าจั่วเฉินไปนับหมื่นครั้งแล้วก็ตาม
“เ้าคิดว่าคุณชายอย่างข้าเป็ใคร คิดอยากจะสู้ด้วยก็สู้ไม่ไหวก็จากไปง่ายๆ อย่างนั้นหรือ” จั่วเฉินหรี่ตาเอ่ยเสียงต่ำ
“มอบทุกอย่างมาให้หมด ไม่อย่างนั้น... แม้สำนักจะบอกว่าห้ามสังหารทว่าหากข้าพลั้งมือหักแขนหักขาก็คงต้องขออภัยแล้ว เฮ้อ ก็ใครใช้ให้ข้าเพิ่งพัฒนาเป็ขั้นสามยังควบคุมพลังได้ไม่ดีเท่าไรกันเล่า”
“เ้า... ไม่ละโมบไปหน่อยหรือ” ทั้งสองคนหน้าซีด
“ละโมบหรือ เทียบกับพวกเ้าทั้งสองเมื่อครู่แล้วเช่นนี้ยังไม่เท่าไรหรอก” จั่วเฉินขยับแขนขาก่อนจะกำหมัดทั้งสองแน่น
เมื่อเห็นท่าทางของจั่วเฉินศิษย์ใหม่ทั้งสองก็ไม่กล้าคาดหวังอีก จำต้องยอมรับความซวยไปโดยปริยาย มอบทุกสิ่งที่มีให้อย่างจนปัญญาไม่ว่าจะเป็ผลึกอสูร สมุนไพร หรือหินแร่ต่างๆ ล้วนกองอยู่เต็มพื้น
จั่วเฉินเหลือบมองครู่หนึ่ง แม้จะมีของดีเพียงไม่กี่อย่างทว่าหากเอาไปรวมกับที่มีอยู่ก่อนแล้วก็คงแลกค่าผลงานได้มากอยู่
“ไสหัวไปเถอะ!” จั่วเฉินโบกมือไล่คนทั้งสอง
เหตุการณ์เช่นนี้ได้เกิดขึ้นถึงสามครั้งกระทั่งกระเป๋าของเขาอัดแน่นไปด้วยทรัพยากร แม้ของที่ได้มาใหม่จะไม่ค่อยมีค่าเท่าไรแต่นับดูคร่าวๆ แล้วก็น่าจะแลกได้สักสามพันแต้ม
“ทำไมตัวเอกยังไม่มาอีก” จั่วเฉินขมวดคิ้วสายตามองตรงไปยังเบื้องหน้า แววตาแฝงไปด้วยประกายเย็นเยียบ
หากมีคนอื่นอยู่ที่นี่ในตอนนี้ล่ะก็จะต้องอับจนคำพูดแล้วแน่ ทุกคนในสนามทดสอบล้วนระมัดระวังไม่ให้ถูกหมายตา ใครจะไปคาดคิดว่าจั่วเฉินกลับรอให้ผู้คนเข้ามาปล้น
“เ้าถือว่าดวงดีจริงๆ ที่ครั้งก่อนหนีรอดไปได้”
ทันใดนั้น เสียงหยอกล้อของใครบางคนก็ดังขึ้นก่อนที่เงาร่างสีดำจะปรากฎเบื้องหน้า
“อาศัยว่าร่างร่างกายแข็งแกร่งอยู่บ้าง จึงเอาชนะเ้าพวกไร้ค่าระดับหลอมรวมขั้นสามกับสี่ไปได้คงรู้สึกว่าตัวเองสามารถหยิ่งผยองในสนามทดสอบแห่งนี้ได้แล้วล่ะสิ”
สายตาของจั่วเฉินพลันเข้มขึ้นก่อนจะเอ่ยชื่ออีกฝ่ายออกมา
“เซียวพั่วรื่อ!”
ในที่สุดก็มา จั่วเฉินรู้ดีว่าเพียงแค่ตนปรากฏตัวเซียวพั่วรื่อผู้นี้จะต้องรู้ข่าวและตามมาแน่ บัดนี้ จั่วเฉินไม่ได้มีท่าทีผ่อนคลายเช่นเมื่อครู่อีกร่างกายของเขาเกร็งไปทั้งตัว อีกทั้งยังแอบโคจรพลังปราณอย่างลับๆ
“ไป๋เฮ่อให้อะไรเ้าหรือ จึงถึงกับยอมแหกกฎสำนักมาสังหารข้า”เขาก็เอ่ยปากถามหลังจากจ้องมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง
เซียวพั่วรื่อสายตาล่อกแล่ก ทว่ากลับไม่ได้ตอบคำถามตรงๆ เขาเพียงเอ่ยเสียงทุ่มต่ำออกมา
“ด้วยสถานะผู้ติดตาม เ้าควรจะถ่อมตนสักหน่อยวันหน้าอาจมีโชคได้กลายเป็ศิษย์เต็มตัว ทว่าน้ำในตำหนักนภาปราณยุทธ นั้นลึกมาก บางคนก็เป็บุคคลที่เ้าไม่อาจมีเื่ด้วยอย่าว่าแต่เ้าที่เป็แค่ตัวไร้ค่ามาจากแหล่งทุรกันดารเลย ต่อให้เป็องค์ชายหรือองค์หญิงจากราชวงศ์ไหนหากอยู่ที่นี่แล้วก็ต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวเข้าไว้”