ตอนที่ 125
แม้ภายในใจของชายที่ถูกเรียกว่าลูกผาง จะรู้สึกหวาดกลัวแค่ไหนก็ตาม แต่เขาก็ไม่เชื่อว่า แค่ขอบเขตเซียนขั้นต้นระดับสองเพียงคนเดียว จะสามารถรับมือกับพวกเขาได้
“อย่าพึ่งแตกตื่นไป ยังไงซะเจ้าเด็กนั่นก็มีแค่คนเดียว!!" ชายคนดังกล่าว ตะโกนออกมา เพื่อเรียกสติกลุ่มชายฉกรรจ์ ก่อนที่จะส่งสัญญาณให้ลงมือพร้อมกัน แต่ทว่า เมื่อชิงเทียนเห็นกลุ่มชายชกรรจ์นับสิบวิ่งกรูกันเข้ามา รอยยิ้มบนใบหน้าของเขา กลับไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
ดาบสีฟ้าคราม ปรากฏขึ้นในมือชิงเทียน ก่อนที่เจ้าจะพุ่งเข้าหากลุ่มชายฉกรรจ์ พร้อมกับแววตาที่ไร้ซึ่งความหวั่นเกรง กลุ่มชายฉกรรจ์ ถูกชิงเทียนสังหารไปทีละคน จนในที่สุดคนที่ยังเหลือรอด ก็มีเพียงแต่ชายที่ถูกเรียกว่าหัวหน้าผาง และว่านเสี่ยวคงที่มองดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ เพราะรู้ตัวแล้วว่าตนเอง ได้เตะแผ่นเหล็กหนาเข้าเสียแล้ว
“ป...ปีศาจ!!" ว่านเสี่ยวตง กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ตั้งแต่เกิดมาว่านเสี่ยวตง เคยคนคลุกคลีกับกลุ่มอันธพาล จนได้การสังหารและการทรามานมาเกือบทุกรูปแบบ แต่ทว่าชิงเทียนแตกต่างออกไป เพราะไม่เพียงแต่ฝีมือที่เด็ดขาด ท่วงท่าการสังหารของเด็กหนุ่ม ยังราวกับผู้ที่เคยผ่านสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วน เพียงแค่การสุมผัสกับจิตสังหารที่แผ่ออกมา ก็ทำให้แข้งขาอ่อนปวกเปียก จนไม่มีเรี่ยวแรงที่จะหนี
ชายที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม มองดูซากศพของพวกพ้อง ด้วยสีหน้าที่ซีดเผือด ก่อนจะคุกเข่าร้องขอชีวิตชายหนุ่มอย่างน่าสมเพช “จ...ใจเย็นๆก่อนน้องชาย ไม่สินายท่าน เรามาลองพูดคุยกันก่อนดีไหม!?"
“หืม...ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้ เจ้ายังอยากคิดจะปล้นข้าอยู่เลยนะ แล้วจะมาพูดคุยให้เสียเวลาทำไม"
“ข...ข้าจะยกทุกอย่างให้ ได้โปรดไว้ขีวิตข้าด้วยเถอะ" ชายคนนั้นกล่าวออกมา พร้อมกับร่างกายที่สั่นเทา
ชิงเทียนหัวเราะในลำคอ “หึ หึ ข้าจะทำแบบนั้นทำไม ในเมื่อแค่สังหารเจ้า ทุกอย่างก็ตกเป็นของข้าแล้ว"
ชายคนดังกล่าว ไม่ทันที่จะได้ตอบสนองต่อคำพูดของชิงเทียน ก็ถูกดาบอันคมกริบตัดเข้าที่กลางทำคอ จนศีรษะหลุดกระเด็นออกไป ซึ่งทำให้ว่านเสี่ยวตง ที่ยืนดูเหตุการณ์ทั้งหมด อดไม่ได้ที่จะอาเจียนออกมา
ชิงเทียน หยิบแหวนมิติขึ้นมา พรางตรวจดูสิ่งของที่อยู่ถายใน แต่ทว่า ทรัพย์สินของชายที่ถูกเรียกว่าลูกพี่ผาง กลับไม่ทำให้เขารู้สึกพอใจเท่าไหร่นัก
“น้อยกว่าที่คิดไว้อีกนะเนี้ย" ชิงเทียนกล่าวออกมา ก่อนจะหันพูดกับว่านเสี่ยวตง พร้อมกับเผยรอยยิ้มออกมา “เอาล่ะ ในฐานะที่เจ้าอุตสาห์นำทางมา ข้าควรตอบแทนเจ้าอย่างไรดี"
แม้ชิงเทียนจะยังคงดูเป็นมิตร ไม่ต่างจากครั้งแรกที่พบกัน แต่ภายในใจของว่านเสี่ยวตง กลับรู้สึกเหมือนถูกพญามัจจุราช จ้องมองด้วยแววตาที่เย้ยหยัน ราวกับตนเองเป็นเพียงลูกไก่ในกำมือ
“น...นายท่าน ข้ายังมีแม่ที่กำลังป่วยหนักให้ต้องดูแล ได้โปรดยกโทษให้ข้าด้วยเถอะ!!" ว่านเสี่ยวตง โขกหัวกับพื้นไม่หยุด จนกระทั้งหน้าผากเริ่มมีเลือดไหลซึ่มออกมา
“เหอะ!! ต้องดูแลแม่อย่างนั้นรึ อย่าพูดข้าขำหน่อยเลย" ชิงเทียน รู้ได้ทันทีว่าคำกล่าวอ้างของว่านเสี่ยวตง เป็นคำลวงอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเขาไม่ได้กลิ่นสมุนไพรเลยแม้แต่น้อย
“ช่างเถอะ...เอาเป็นว่าหากเจ้านำทางข้า ไปยังแหล่งผลิตดินทมิฬได้ตามที่พูด ข้าจะยอมไว้ชีวิตเจ้าสักครั้ง"
ว่านเสี่ยวตงที่ได้ยินเช่นนั้น ก็ผงกหัวตอบรับอย่างทันควัน ก่อนที่จะกล่าวออกมาว่า “เข้าใจแล้วขอรับ ข้าจะรีบนำทางไปเดียวนี้"
หลังจากที่เผาทำลายหลักฐานเรียบร้อยแล้ว ว่านเสี่ยวตงก็นำทางชิงเทียน พร้อมกับใช้มือจับไปที่ลำคอตลอดเวลา เพราะกลัวว่าหัวจะหลุดออกจากบ่าโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งหลังจากที่เดินมาได้สักพัก พวกเขาก็เดินมาถึงอาคารขนาดใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของตัวเมือง
“ว่านเสี่ยวตง เจ้ามาทำอะไรที่นี่ จำที่เถ้าแก่เคยขู่ไว้ไม่ได้รึไง ว่าถ้าหากเขาพบเจ้าอีกครั้ง เขาจะฉีกเจ้าเป็นชิ้นๆ เพราะฉะนั้น มาทางไหนกลับไปทางนั้นเลย"
“เจ้าคงเคยไปก่อปัญหาไว้สินะ" เมื่อชิงเทียนเห็นชายที่เฝ้าประตู ตะโกนไล่ว่านเสี่ยวตง อย่างไม่เป็นมิตร เขาก็เอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย
“ข้าเคยทำงานที่นี่ แล้วแอบขโมยเอาดินทมิฬที่ไม่ได้คุณภาพ ไปหลอกขายให้กับลูกค้า ในนามของเถ้าแก่น่ะขอรับ"
ในฐานะที่ชิงเทียน เคยเป็นเจ้าของบริษัท เขาจึงความรู้สึกของเถ้าแก่ดี เพราะถ้าหากว่านเสียวตง ทำแบบนี้กับบริษัทกับบริษัทของเขา รับรองเลยว่าว่านเสี่ยวตง คงไม่มีชีวิตยืนยาวจนถึงตอนนี้แน่
“เขาแค่นำทางข้ามาเท่านั้น หากเป็นไปได้ข้าอยากจะขอติดต่อค้าขาย กับเถ้าแก่ของเจ้าเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่"
ชายที่ยืนเฝ้าหน้าประตู มองชิงเทียนขึ้นลง แล้วกล่าวออกมาว่า “แล้วเจ้าเป็นใครมาจากไหนกัน ไม่รู้รึไงว่าเถ้าแก่ของที่นี่ เป็นผู้นำของตระกูลลั่ว อีกทั้งยังมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของท่านเจ้าเมือง คิดรึไงว่าเถ้าแก่จะมีเวลามาเสวนากับเด็กหนุ่มอย่างเจ้า!!"
คำพูดของชายคนดังกล่าว ทำให้ว่านเสี่ยวตง รู้สึกเมื่อกสันหลังเย็นวูบขึ้นขึ้นมาทันที ก่อนจะเหลือบมองชิงเทียนด้วยความหวาดระแวง เพราะเกรงว่าปีศาจตนนี้ จะลงมือสังหารคนเฝ้าประตูไปอีกคน แต่ทว่าหลายอึดใจผ่านไป ชืงเทียนกลับไม่เปลี่ยนสีหน้าเลยแม้แต่น้อย
ชิงเทียน นำศิลาปราณจำนวนหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ แล้วยื่นให้กับคนเฝ้าตระตู “ถ้าอย่างนั้น หากข้าต้องการซื้อดินทมิฬในปริมาณมาก จะต้องไปคุยกับใคร"
ชายคนดังกล่าว เมื่อเห็นศิลาปราณอยู่ตรงหน้า ก็เปลี่ยนท่าทางจากหน้ามือเป็นหลังมือ ก่อนจะภายมือเชื้อเชิญให้ชิงเทียน ด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม “น้องชายคงจะเป็นพ่อค้าจากต่างเมือง ที่พึ่งเคยมายังเมืองฟ้าหอมเป็นครั้งแรก ต้องขอโทษด้วยที่ข้าพูดจาเสียมารยาทจนเกินไป เอาเป็นว่าเดียวช้าจะพาไปพบคุณหนู เพื่อทำเรื่องซื้อขายก็แล้วกัน หวังว่าก่อนหน้านี้น้องชายคงจะไม่ถือสา"
“ข้าไม่ใช่คนที่คิดเล็กคิดน้อยเช่นนั้น" ก่อนที่ชิงเทียน จะเดินตามคนเฝ้าประตูเข้าไปด้านในอาคาร เขาก็ที่จะหันมากล่าวกับว่านเสี่ยวตง ด้วยน้ำเสียงเย็นชา “อย่าให้ข้าเห็นว่าเจ้าไปหลอกลวง หรือทำร้ายใครอีก ไม่อย่างนั้นศรีษะเจ้าได้หลุดออกจากบ่าแน่"
“ข...เข้าใจแล้วขอรับ" ว่านเสี่ยวตงพยักหน้ารัว แล้วรีบหันหลังเดินจากไป เพราะกลัวว่าชายหนุ่มจะเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา
สำหรับชิงเทียนแล้ว เขามักจะไม่ยอมให้โอกาสศัตรูนัก แต่ทว่า เขาก็ไม่ชอบผิดคำพูดด้วยเช่นกัน จึงต้องยอมปล่อยว่านเสี่ยวตงไป
ชิงเทียน เดินตามคนเฝ้าประตูเข้ามาในอาคาร ซึ่งในระหว่างทาง เขาก็ได้พบกับการคัดกรองคุณภาพของดินทมิฬ โดยการใช้เส้นใยจากแมงมุมเหล็กไหล ถักทอขึ้นมาเป็นตระแกรง ที่มีความละเอียดแตกต่างกันไป ซึ่งดินทมิฬที่มีความละเอียดมากที่สุดจะจัดอยู่ในระดับสูง ซึ่งลดหลั่นคุณภาพไปตามขนาดของเม็ดดิน
เมื่อเดินมาถึงด้านในสุด ชิงเทียนก็พบกับบานประตูไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งในขณะที่ชายคนดังกล่าวกำลังจะเคาะประตู เขาก็หันมากล่าวกับชิงเทียน ด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดว่า “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามพูดถึงสีผมของคุณหนูเด็ดขาดเข้าใจไหม?"
ชิงเทียน ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณหนูของที่นี่ ต้องเกลียดการทักท้วงเรื่องของสีผม แต่ทว่า ในขณะที่ยังไม่ทันได้พูดอะไรออกไป ชายคนดังกล่าวก็เคาะประตูไปเสียแล้ว
“มีธุระอะไร!!" เสียงภายในตะโกนตอบกลับมา ด้วยน้ำเสียงที่ดูจะไม่สบอารมณ์นัก แต่ทว่าชายคนดังกล่าว กลับยังคงมีสีหน้าที่เรียบเฉย ราวกับคุ้นเคยกับน้ำเสียงเช่นนี้แล้ว
“ข้าน้อยฟ่านฮุ่ยหยาง พาแขกที่ต้องการซื้อขายดินทมิฬ มาพบคุณหนูขอรับ"
“เข้ามา!!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟ่านฮุ่ยหยาง จึงเปิดประตูให้กับชิงเทียน ก่อนจะเดินกลับไปเฝ้าประตูตามเดิม โดยปล่อยชิงเทียนและหญิงสาว อยู่ตามลำพังกันสองต่อสอง ซึ่งการจะทำเช่นนี้ได้ แสดงว่าฟ่านฮุ่ยหยาง ต้องมั่นใจในฝีมือของผู้เป็นนายอยู่พอสมควร
“สวัสดีคุณหนู่ลั่ว ข้ามีนามว่าชิงเทียน เป็นพ่อค้าจากเมืองเมฆาล่อง…" ในขณะที่ชิงเทียนกล่าวแนะนำตัว เขาก็พึ่งสังเกตุสีผมสีแดงเพลิงของหญิงสาว จนชิงเทียนเผลอคิดไปว่า เธอเป็นคนของเผ่าโลหิต
“มีปัญหากับสีผมของข้านักรึไง!?" หญิงปลดปล่อยจิตสังหารออกมา เมื่อเห็นชิงเทียน เอาแต่จ้องมองผมของเธออย่างไม่วางตา
“ป...เปล่า ในตอนแรกข้าแค่คิดว่าเจ้าเป็นคนของเผ่าโลหิต แต่เจ้าไม่มีคาวเลือดเลยแม้แต่น้อย ข้าจึงคิดว่าบางทีคงจะเข้าใจผิดไป"
คำพูดของชิงเทียน กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของหญิงสาวในทันที “เป็นเผ่าพันธุ์แบบไหนกัน เหตุใดข้าถึงไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน?"
“เอาเป็นว่าเป็นเผ่าพันธ์ที่ชั่วร้ายก็แล้วกัน ว่าแต่ตอนไหนเราจะพูดถึงการซื้อขายกันสักที"
แม้ว่าหญิงสาวจะรู้สึกสงสัยกับคำพูดของชิงเทียน แต่การค้าย่อมสำคัญเป็นอันดับแรก ดังนั้นเธอจึงเริ่มกล่าวเข้าประเด็น “ข้าลั่วเหอหลิง เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียว ของผู้นำตระกูลลั่ว หากเจ้าต้องการซื้อดินทมิฬ ก็ระบุคุณภาพมาว่าต้องการระดับไหน"
“ข้าต้องการดินทมิฬระดับสูง จำนวนห้าพันจิน" (*1 จิน เท่ากับ 500 กรัม)
ลั่วเหอหลิง ถึงกับสำลักนำชาในทันที หลังจากที่ได้ฟังคำพูดของชิงเทียน “นี่เจ้าบ้าไปแล้วรึไง รู้ไหมว่าดินทมิฬคุณภาพสูง หายากและมีราคาแพงขนาดไหน!?"
“ข้าไม่เกี่ยงเรื่องราคา ขอแค่จัดหาให้ข้าได้ก็พอ"
ลั่วเหอหลิง ถอนหายใจออกมา “จริงอยู่ว่าดินทมิฬระดับสูง มีราคาแพงจนคนทั่วไปไม่คิดที่จะซื้อ จึงมีปริมาณมากพอตามที่้เจ้าต้องการ แต่ข้าขอถามหน่อยได้ไหมว่า เจ้าคิดจะใช้ดินทมิฬเหล่านี้ปลูกพืชชนิดใดกันแน่"
แม้ว่านานๆที จะมีพ่อคค้ามาขอซื้อดินทมิฬคุณภาพสูง เพื่อนำไปปลูกสมุนไพรที่หายาก แต่ทว่า เธอก็ไม่เคยพบกับคนที่คิดจะซื้อดินทมิฬระดับสูง ในจำนวนมากขนาดนี้มาก่อน
“ข้าไม่ได้จะใช้มันเพื่อเพาะปลูก"
------------------------------------