ต้าหมิงใช้เวลาที่เหลือทำความเข้าใจเกี่ยวกับการรวมร่างอสูรอย่างตั้งใจเพราะทักษะนี้เป็นทักษะที่น่าทึ่งอย่างมากและเมื่อต้าหมิงทำสำเร็จความสามารถของต้าหมิงก็จะพุ่งสูงขึ้นอย่างมากจนพวกเหล่ยเฟิงจะไม่อยู่ในสายตาของต้าหมิงอีกเลย
เมื่อเห็นว่าต้าหมิงเก็บตัวฝึกฝนพวกหลางฮูหนิงก็ไม่นิ่งนอนใจและฝึกฝนอย่างหนัก ตอนนี้พวกเย่สุ่ยและหลางฮูหนิงต่างมาถึงระดับ 9 กันแล้วทำให้เหลือเพียงต้าหมิงคนเดียวที่ยังอยู่ระดับ 7
“เอาละถึงเวลาแล้ว” ในตอนนั้นเองเสียงที่ทรงพลังก็ดังขึ้น
พวกต้าหมิงที่ฝึกฝนอยู่ก็ลืมตาขึ้นมาทันที ทุกคนออกไปรวมตัวกัน ตอนนี้จักรพรรดิทั้งสามต่างก็ออกมารอพวกต้าหมิงอยู่แล้ว
“การประลองในครั้งนี้พวกเจ้าพอจะรู้กันอยู่บ้างแต่ข้าจะพูดอีกครั้ง การประลองครั้งนี้จะเป็นการประลองแบบกลุ่มใหญ่ซึ่งก็คือทั้งสามดินแดน และกฎในการประลองนอกจากต่อสู้กันเองแล้วพวกเจ้าจะต้องสังหารสัตว์เวทที่อยู่ในสนามประลองเพื่อสะสมคะแนนอีกด้วย
ซึ่งสัตว์เวทระดับ 1 จะได้ 1 คะแนน
ระดับ 2 จะได้ 3 คะแนน
ระดับ 3 จะได้ 5 คะแนน
ระดับ 4 จะได้ 7 คะแนน
และระดับ 5 จะได้ 10 คะแนน
ซึ่งคะแนนนี้ไม่ใช่คะแนนแบบกลุ่มแต่เป็นคะแนนรายบุคคนแต่ถึงอย่างงั้นพวกเจ้าก็ต้องสามัคคีกันเพราะในกฎอีกฝ่ายสามารถสังหารเจ้าหรือเอาชนะเจ้าเพื่อแย่งชิงคะแนนได้ และนี่คือป้ายซึ่งเป็นอุปกรณ์เวทที่สร้างขึ้นมาเพื่อการประลองในครั้งนี้” จักรพรรดิเหมันต์กล่าว
“แล้วเราสามารถยอมแพ้ได้หรือไม่ในการประลองครั้งนี้” เหล่ยม่านกล่าว
“ได้ขอแค่เจ้ากล่าวยอมแพ้แผ่นป้ายนี้ก็จะส่งพวกเจ้าออกมาทันที” จักรพรรดิเหมันต์กล่าว
“เอาละถ้าไม่มีอะไรแล้วพวกเราก็ไปกันเถอะ” จักรพรรดิเหมันต์กล่าวพร้อมกับโบกมือ พริบตาพลังเวทย์น้ำแข็งก็กลายเป็นวิหคเหมันต์ขนาดใหญ่พวกต้าหมิงถูกพาขึ้นมาบนวิหคเหมันต์ทันที
ในขณะที่วิหคเหมันต์บินออกไปจักรพรรดิเหมันต์หันไปมองต้าหมิงอย่างไม่ตั้งใจ จักรพรรดิเหมันต์ขมวดคิ้วและนึกถึงเมื่อวันก่อนที่ราชินีเหมันต์ออกหน้าช่วยจักรพรรดิหญิง
หลังจากตอนนั้นจักรพรรดิเหมันต์ได้สอบถามราชินีเหมันต์ว่าทำไมถึงเข้าแทรกแซงและเปิดเผยพลังให้จักรพรรดิอสนีรู้
“ท่านทำแบบนั้นมันจะไม่เป็นอะไรงั้นหรือด้วยตัวตนที่พิเศษของท่านมันจะไม่ดึงดูดให้จักรพรรดิครึ่งอสูรและจักรพรรดิวิญญาณหันมาสนใจงั้นหรือ” จักรพรรดิเหมันต์กล่าว
“สิ่งใหนที่ต้องเกิดยังไงมันก็ต้องเกิด แถมการกระทำครั้งนี้ของจักรพรรดิอสนีทำให้ข้าโกรธจริงๆ” ราชินีเหมันต์กล่าว
“แต่ข้าไม่คิดว่าเรื่องแค่นี้จะทำให้ท่านเคลื่อนใหวได้” จักรพรรดิเหมันต์กล่าว
“ถูกต้อง ที่ข้าเคลื่อนใหวครั้งนี้เพราะเด็กคนนั้นมันน่าสนใจและเขาอาจจะช่วยเหลือข้าได้ในอนาคต” ราชินีเหมันต์กล่าว
เมื่อนึกถึงคำกล่าวของราชินีเหมันต์จักรพรรดิเหมันต์ก็กำหมัดแน่นแววตาฉายถึงความรู้สึกอิจฉาออกมาทันที
ภายนอกผู้คนต่างอิจฉาจักรพรรดิเหมันต์ที่มีภรรยาอย่างราชินีเหมันต์ที่งดงามและมากความสามารถแต่ไม่มีใครรู้เลยแท้จริงแล้วความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนคิด
ในใจจักรพรรดิเหมันต์หลงรักราชินีเหมันต์อย่างหมดหัวใจแต่ถึงแบบนั้นราชินีเหมันต์ก็ไม่ได้สนใจต่อความรู้จักของจักรพรรดิเหมันต์ และที่ราชินีเหมันต์ยอมเล่นละครเป็นภรรยาของจักรพรรดิเหมันต์ก็เพื่อจะสร้างสถานะที่มั่นคงของตัวเองและทำให้นางสามารถทำสิ่งต่างๆได้ง่ายขึ้น
ต้าหมิงที่รัยรู้ได้ถึงสายตาของจักรพรรดิเหมันต์ก็หันไปมอง เมื่อเห็นว่าต้าหมิงหันมาจักรพรรดิเหมันต์ก็ถอนสายตากลับไปแต่มีหรือที่ต้าหมิงจะไม่สังเกตุเห็นถึงความอิจฉาและจิตสังหารอ่อนๆ
“อะไรกันเจ้าจักรพรรดิเหมันต์ทำไมถึงได้อยากสังหารข้าหรือว่าเพราะหึงหวงน้องหญิงของข้ากัน” ต้าหมิงขบคิดในใจ
ไม่แปลกที่ต้าหมิงจะคิดแบบนั้นเพราะในอดีตจักรพรรดิเหมันต์คอยตามจีบจักรพรรดิหญิงอยู่นานแต่สุดท้ายก็ผิดหวังแต่อยู่ๆต้าหมิงที่เป็นเด็กไม่รู้จากที่ใหนปรากฎตัวออกมาและได้ครองหัวใจของจักรพรรดิหญิงไปแน่นอนว่าจักรพรรดิเหมันต์ย่อมต้องเกิดอาการไม่พอใจ
จักรพรรดิอสนีที่สัมผัสได้ถึงความไม่พอใจของจักรพรรดิเหมันต์ก็ยกยิ้มออกมาในหัวปรากฎแผนการต่างๆมากมายอย่างไม่รู้จบ คนอื่นไม่รู้ถึงที่มาของตำราอสูรมายาแต่จักรพรรดิอสนีกลับรู้มาเพียงเล็กน้อยและนั่นมันทำให้เขาต้องการตำราอสูรมายามาไม่ว่ายังไงก็ตาม
“ต้าหมิงเมื่อการประลองเริ่มขึ้นเราจะทำอย่างไรดีร่วมมือกับอีกสองอาณาจักรหรือไม่” จ้าวหลานเดินมาอยู่ข้างๆต้าหมิงแล้วกล่าวขึ้น
“ไม่ สำหรับอาณาจักรอสนีมันเป็นไปไม่ได้ที่จะร่วมมือกันอยู่แล้วเพราะงั้นข้าจะขอแยกตัวออกไปดีกว่า” ต้าหมิงกล่าว
“แต่แบบนั้นมันจะไม่เป็นอะไรงั้นเหรอถ้าเราเจอศัตรูจำนวนมากล้อมพวกเราจะไม่ตกอยู่ในอันตรายงั้นเหรอ” จวิ้นนู่กล่าว
“กฎของการรปะลองครั้งนี้คะแนนไม่ได้ขึ้นอยู่กับส่วนรวมแต่ขึ้นอยู่กับรายบุคคนถึงแม้พวกเขาจะบอกให้ร่วมมือกันแต่มันก็จำเป็นร่วมมือกันเฉพาะในตอนท้ายๆเท่านั้น และอีกสองดินแดนเองก็ใช่ว่าจะสามัคคีเหมือนกัน” ต้าหมิงกล่าว
“แบบนี้นี่เอง โดยเฉพาะพวกครึ่งอสูรพวกนั้นขัดแย้งกันเองอย่างรุนแรงเพราะงั้นการร่วมมือกันจึงเป็นไปได้ยาก” เย่สุ่ยกล่าว
“ใช่แล้วเพราะงั้นในช่วงแรกๆพวกนั้นจะต้องแยกกันออกไปเพื่อรวบรวมคะแนนจากสัตว์เวทก่อนและในตอนท้ายจึงหลับมารวมตัวกันเพื่อออกล่าพวกเรา” ต้าหมิงกล่าว
“มีเหตุผล แล้วเจ้าจะบอกเรื่องนี้กับพวกปิงเสวี่ยหรือไม่” หลางฮูหนิงกล่าว
“แน่นอน ข้าคิดว่านางเองก็คงคิดแบบเดียวกับพวกเรา” ต้าหมิงกล่าว
หลังจากนั้นต้าหมิงก็เดินไปหาพวกปิงเสวี่ยก่อนจะเสนอความคิดของตัวเอง และแน่นอนว่าปิงเสวี่ยเห็นด้วย ในช่วงแรกควรจะกระจายตัวกันรวบรวมคะแนนถึงจะดีที่สุดจากนั้นทั้งสองก็แลกเปลี่ยนอุปกรณ์ติดต่อกันเผื่อเกิดในกรณีฉุกเฉิน
“พวกเจ้าจะต้องระวังพวกเหล่ยเฟิงเอาไว้ด้วยเจ้าพวกนั้นจะต้องหาโอกาสเล่นงานพวกเราแน่” ปิงเสวี่ยกล่าว
“ข้าเองก็รู้อยู่แล้วว่าพวกมันไม่ได้สนใจชื่อเสียงหรือเกียรติของดินแดนมนุษย์สิ่งที่พวกมันสนใจมีเพียงแค่เป้าหมายเท่านั้น” ต้าหมิงกล่าวพร้อมกับมองไปยังพวกเหล่ยเฟิงที่ยกยิ้มอย่างชั่วร้าย
“คนพวกนั้นมันไม่ควรอยู่ในดินแดนมนุษย์เลยถ้าเป็นข้า ข้าจะร่วมกำลังพลของสองอาณาจักรทำลายอาณาจักรอสนีที่เน่าเฟะทิ้งซะ” ปิงหยวนกล่าวด้วยสีหน้ารังเกียจหลายปีที่เติบโตมาปิงหยวนได้ยินเรื่องราวที่ป่าเถื่อนและน่ารังเกียจของอาณาจักรอสนีและตระกูลเหล่ยมามากมายเหลือเกิน
“สงครามไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาถึงแม้พวกเราสองอาณาจักรจะร่วมมือกันทำลายอาณาจักรอสนีแต่ว่าความสูญเสียที่พวกเราจะต้องได้รับก็หนักหนาเช่นกันดังนั้นท่านจักรพรรดิจึงเลือกที่จะหลบตาข้างหนึ่งเพื่อรักษาสมดุลเอาไว้” ปิงเสวี่ยกล่าว
“ก็คงเป็นแบบนั้นแต่สักวันจะต้องมีคนทำลายความเน่าเฟะนั่นอย่างแน่นอน” ต้าหมิงกล่าวพร้อมกับดวงตาที่เย็นชามองไปยังเหล่ยเฟิง
ต้าหมิงคิดเอาไว้ถ้าเขาแข็งแกร่งขึ้นจนถึงระดับจักรพรรดิในสักวันเขาจะต้องทำลายตระกูลเหล่ยทิ้งไปอย่างแน่นอน