ต้นยามซวี (19.00-20.59น.) ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว เฟยเจินบอกกับท่านป้าสะใภ้ใหญ่ว่า เธอจะพาท่านลุงใหญ่ไปพบกับท่านหมอวิเศษคืนนี้ ไม่ต้องเป็นห่วง ให้เข้านอนได้เลย
เฟยเจินได้พูดคุยเรื่องหมอวิเศษกับชายบนเตียงก่อนแล้ว เธอเห็นลุงใหญ่นอนหลับอยู่ จึงเข้าไปกดจุดให้เขาหลับลึกและกำหนดจิตพาลุงใหญ่เข้าไปรักษาในมิติ
“เย่วซิน ข้าฝากเจ้าดูแลท่านลุงใหญ่ได้หรือไม่ ตอนเช้าและเย็นพาเขาไปนอนพักบนเตียง ให้กินยาต้มกับน้ำวิเศษ หลังจากกินยาเสร็จแล้วนอนหลับไป เจ้าก็กดจุดแบบนี้ให้เขาสลบไปและกินยาเช้าเย็นตามเดิมจนกว่าร่างกายจะฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติ ข้าคิดว่าประมาณ 2 วันก็คงหายแล้ว” เฟยเจินบอกกล่าวและสาธิตให้เด็กชายดู เธอคิดว่าฝากฝังเรื่องนี้กับเขาน่าจะดีที่สุด
เย่วซินพยักหน้าตอบรับ เขาบอกให้เด็กหญิงออกไปก่อน เพราะเขาจะถอดเสื้อลุงใหญ่ของเธอออก ให้เหลือแต่กางเกงตัวบาง จากนั้นก็นำชายร่างสมส่วนลงไปแช่ในบ่อน้ำพุร้อนวิเศษ
วันต่อมา ทุกคนช่วยกันไปซื้อข้าวของที่ขาดในร้านและว่าจ้างคนมาต่อเติมอะไรอีกเล็กน้อยเป็นอย่างสุดท้าย ทุกอย่างใกล้จะเสร็จสิ้นเต็มทีแล้ว
“น้องรอง เจ้าตั้งชื่อร้านหรือยัง” จู่ๆ เฟยเทียนก็ถามขึ้นมาขณะเฟยเจินกำลังจดบันทึกข้อมูลลงสมุดเล่มเล็กอยู่
“…” เฟยเจินนิ่งไปพักหนึ่ง เธอรู้แล้วว่าเธอลืมอะไร เธอลืมตั้งชื่อร้านนี่เอง นึกตั้งนานว่าขาดสิ่งใดไป ร่างเล็กจับหน้าผากและหัวเราะขึ้นมาเสียงดัง
“เจ้าเป็นอันใดหรือน้องรอง” เด็กชายคนโตรีบเข้ามาจับตัวน้องสาวพลิกไปมาดู เขาตกใจที่ จู่ๆ น้องรองก็หัวเราะขึ้นมา
“หมิงซินเทียน” เฟยเจินหัวเราะจนน้ำตาไหล เธอยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาบนหน้า ก่อนจะพูดชื่อหนึ่งออกไป
“อะไรหรือน้องรอง” เฟยเทียนสับสนว่าน้องสาวเขากำลังพูดถึงสิ่งใดกัน
“ชื่อร้านเจ้าค่ะ ข้าเพิ่งคิดออก” เฟยเจินยิ้มและพูดต่อ “หมิงซินเทียน มาจาก เฟยหมิง เย่วซิน และ เฟยเทียน เจ้าค่ะ”
“เป็นความคิดที่ดี แต่เหตุใดไม่มีชื่อเจ้าอยู่กันเล่า” สบตาน้องรองเป็นเชิงถาม
“ชื่อข้าค่อยไปใส่ร้านถัดไปก็ได้เจ้าค่ะ” เธอจะบอกได้อย่างไรว่า เธอไม่อยากใส่ชื่อตนเอง
“ถ้าอย่างนั้น ร้านถัดไปพวกข้าขอตั้งให้เจ้าแล้วกัน” เฟยเทียนนึกสนุก อยากลองตั้งชื่อดูบ้าง
“เอาตามที่พี่ใหญ่ต้องการเลยเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวข้าจะไปโรงไม้ก่อน ไปทำป้ายชื่อร้านของพวกเรา ข้าขอรบกวนพี่ใหญ่ช่วยดูคนงานต่อเติมไปก่อนนะเจ้าคะ” เด็กหญิงพูดจบ ก็รีบขึ้นรถม้ามุ่งหน้าไปยังโรงไม้ขนาดใหญ่
รถม้าวิ่งเข้าไปจอดในโรงไม้ขนาดใหญ่ ภายในมีพื้นที่กว้างขวางเป็นอย่างยิ่ง คนงานต่างเดินยกไม้ตลอดวันไม่ได้หยุดพัก
“ท่านลุง ข้าสนใจจะทำป้ายไม้เจ้าค่ะ” เฟยเจินเดินไปทักชายร่างใหญ่อายุราว 50 ปีคนหนึ่ง เขากำลังยืนสั่งงานลูกน้องอยู่
“เพ้ย เด็กน้อยคนนี้มาจากที่ใดกัน” ชายร่างใหญ่หันกลับมาพร้อมอุทานเสียงดัง อากาศร้อนอบอ้าว เหงื่อไหลซึมออกจากร่างยักษ์ราวกับสายน้ำ
“ข้าเดินมาจากทางเข้าเจ้าค่ะ” เฟยเจินตอบคำถามด้วยท่าทางยิ้มแย้ม
“อ้อ เจ้ามาสั่งทำไม้ใช่หรือไม่เด็กน้อย” ชายร่างยักษ์ก้มหน้ามองเด็กหญิงผิวขาว หน้าตาน่ารัก น่าชัง นางมีส่วนสูงยังมิถึงเอวของเขาเลย
“ข้าออกแบบป้ายไม้มาแล้วเจ้าค่ะ รบกวนช่วยดูให้ข้าได้หรือไม่เจ้าคะ” เด็กหญิงยื่นกระดาษที่เธอออกแบบภายในรถม้าส่งให้ชายตรงหน้า
“ได้แน่นอน รอประเดี๋ยว…” เขารับกระดาษมาดูด้วยดวงตาเบิกกว้าง สายตาจับจ้องไปที่แบบไม้ที่มิเคยเห็นมาก่อน มันมิใช่ป้ายไม้รูปสี่เหลี่ยมธรรมดา แต่มันเป็นป้ายที่มีลวดลายดอกไม้สวยงาม แปลกใหม่
“ทำได้ใช่หรือไม่เจ้าคะ” เฟยเจินเห็นสีหน้าชายร่างใหญ่แปลกไป เธอจึงลองถามดู ในความคิดเธอ แบบที่เธอวาดมันก็มิได้ยากเท่าใดนัก
“ดี ดี ดี โรงไม้ของข้าทำได้แน่นอน โปรดวางใจเด็กน้อย” เขาพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น มองไปทางเด็กหญิงอีกครั้ง ตัดสินใจถามสิ่งที่สงสัย
“เจ้าเป็นคนออกแบบสิ่งนี้หรือเด็กน้อย”
“เจ้าค่ะ” เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยตอบกลับไป
“เพ้ย จริงหรือ เจ้าสนใจจะขายแบบนี้ให้ข้าได้หรือไม่” ชายร่างยักษ์ถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“แบบนี้คงมิได้เจ้าค่ะ” เฟยเจินเงยหน้ามองหน้าชายตรงหน้า เห็นสีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเศร้า ก่อนจะพูดต่อ “แต่ข้าออกแบบลายอื่นให้ได้เจ้าค่ะ ข้าออกแบบได้หลายลาย เพียงแค่…” เธอชูขึ้นมาสามนิ้ว
“เจ้าช่างค้าขายเป็นนัก หากเจ้ายินดี ข้าจะมอบสามส่วนจากรายได้ทั้งหมดจากป้ายที่เจ้าออกแบบตามที่เจ้าต้องการแล้วกัน” เขาจับคางตนจ้องมองเด็กน้อย
“ข้ายินดีเจ้าค่ะ” ท่านลุงคนนี้ฉลาดหลักแหลม เข้าใจในสิ่งที่เธอสื่ออย่างรวดเร็ว หากทำธุรกิจกับคนแบบนี้ได้คงจะดี เธอถือว่าสามส่วนคือค่าลิขสิทธิ์แล้วกัน
“ดี ดี ดี ถ้าอย่างนั้นเจ้าตามข้ามาทางนี้เลยเด็กน้อย” พูดจบก็เดินนำไปห้องรับแขกห้องหนึ่งที่ไกลออกไปเล็กน้อย
ฮุ่ยอิงคอยจับตามองพฤติกรรมทั้งหมด เดินตามด้านหลังคุณหนูตนไป นางมิได้กังวลเรื่องอันตรายเท่าใดนัก เพราะคุณหนูแข็งแกร่งกว่านางเสียอีก ช่วงนี้นางออกกำลังกายตามที่คุณหนูบอกและฝึกกล้ามเนื้อมากมาย ทำให้ร่างกายนางแข็งแรงขึ้นอย่างมาก
“เจ้าออกแบบให้ข้าสักสามลายก่อนแล้วกัน ประเดี๋ยวข้าจะรีบให้คนทำป้ายไม้ให้เจ้าอย่างรวดเร็วที่สุด” ชายร่างยักษ์หยิบกระดาษ พู่กันต่างๆ วางบนโต๊ะตรงหน้าเด็กหญิง หันไปโบกมือเรียกข้ารับใช้ไปหยิบชามารินให้เด็กหญิงและหญิงสาวข้างกายนาง
“ได้เจ้าค่ะ” เฟยเจินจุ่มพู่กันลงแท่นหมึก และเริ่มวาดลวดลายลงบนกระดาษขาว
“ว่าแต่เจ้าสั่งทำป้ายร้านหรือเด็กน้อย เป็นร้านเปิดใหม่ที่ใดกันหรือ” ชายตรงข้ามมองลวดลายที่ถูกสร้างสรรค์ออกมาอย่างไหลลื่นผ่านมือเล็กของเด็กหญิง
“เป็นร้านแรกของครอบครัวข้าเองเจ้าค่ะ จะเปิดทำการในอีก 2 วันข้างหน้า หากท่านลุงว่างก็ไปเยี่ยมชมได้นะเจ้าคะ ร้านอยู่ฝั่งตรงข้ามกับภัตตาคารไห่หงเจ้าค่ะ” เฟยเจินพูดเสียงหวาน มือก็ตวัดพู่กันไปมา
“ข้าจะไปแน่นอน ต้อนรับข้าด้วยล่ะเด็กน้อย” ชายร่างยักษ์หัวเราะมีความสุข เขาชื่นชอบเด็กหญิงคนนี้จริงๆ
“ท่านลุงมีชื่อว่าอันใดหรือเจ้าคะ” เฟยเจินเตรียมตัวผูกมิตร มีมิตรสหายยังดีกว่าไม่มีเลย
“ไอหยา ข้าลืมแนะนำตัวได้อย่างไร ข้าชื่อ ‘ลู่ห่าวอู๋’ เป็นเจ้าของโรงไม้ลู่เอินแห่งนี้ เจ้าล่ะ เด็กน้อย”
“ข้าชื่อ ซูเฟยเจิน เจ้าค่ะ ส่วนนี่ ซูฮุ่ยอิง เจ้าค่ะ” เฟยเจินจับพู่กันขึ้นมาวางไว้บนแท่นวาง ก่อนจะยืนขึ้นแนะนำตนเองและหญิงสาวที่ยืนข้างกายเธออย่างสุภาพ
“ข้าขอเรียกเจ้าว่า อาเจิน ได้หรือไม่ ส่วนเจ้าก็เรียกข้าว่า ลุงอู๋ เถิด” ชายร่างยักษ์ยิ้มเห็นฟันขาว ซึ่งตัดกับผิวคล้ำของเขา
“ข้าขอฝากตัวด้วยเจ้าค่ะ ท่านลุงอู๋” เฟยเจินยื่นกระดาษสามแผ่นที่เธอออกแบบเสร็จเรียบร้อยส่งให้ชายตรงข้าม
“หากมีโอกาสข้าจะแนะนำลูกๆ กับภรรยาของข้าให้เจ้ารู้จักแล้วกัน” ชายร่างยักษ์รับกระดาษทั้งหมดมาด้วยดวงตาเปล่งประกายและส่งใบสัญญาที่จะให้กำไรสามส่วนแก่นางไปลงลายมือ
“เจ้าทิ้งที่อยู่ร้านไว้เลยอาเจิน ประเดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะให้คนนำป้ายไม้ไปส่งให้เจ้าถึงที่”
เฟยเจินลงลายมือสัญญา เขียนที่อยู่ร้านให้และบอกลาท่านลุงอู๋ ก่อนจะกระโดดขึ้นรถม้ามุ่งไปที่โรงค้าทาสอีกครั้ง
คราวนี้เฟยเจินมาในชุดผ้าฝ้ายสีเหลืองสวยงาม ดูราวกับคุณหนูตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ข้างกายเป็นหญิงสาวแต่งกายชุดกางเกงผ้าฝ้ายสีดำพร้อมหน้ากากไม้ครึ่งหน้า เสมือนองค์รักษ์ผู้แข็งแกร่ง จึงมีคนดูแลทาสมากมายต่างเสนอตัวมารับใช้เฟยเจิน เด็กหญิงจึงสุ่มเลือกสักคนให้นำทางเธอไป
“ต้องการทาสแบบใดดีขอรับคุณหนู” ชายหนุ่มถูมือไปมา เดินนำเด็กหญิงไปด้วยท่าทางนอบน้อม
“พาข้าไปดูทาสอายุราว 12 ถึง 18 ปีเถิด”
“ทางด้านนี้เลยขอรับ” ชายหนุ่มเกรงกลัวน้ำเสียงของเด็กหญิง เพราะคราวนี้เฟยเจินไม่ได้พูดจาไพเราะดั่งครั้งแรกที่มา
เดินมาหยุดอยู่หน้าห้องขังห้องหนึ่ง ภายในมืดและสกปรกยิ่งนัก บนพื้นมีเศษอาหารและชามใส่น้ำใบเก่าวางไว้อยู่ แสงจากคบเพลิงทำให้มองเห็นใบหน้าซูบผอมของเด็กๆ ภายในนั้น ทั้งหมดต่างนั่งพิงกำแพง ก้มหน้ากอดเข่ารอวันที่จะได้ออกไป ยกเว้นเด็กสองคนที่กำลังจับลูกกรง มองมาทางเธอด้วยสายตาแรงกล้า
“นำเด็กสองคนนั้นออกมา” เฟยเจินชี้ไปที่เด็กชายอายุราว 12 ปีและเด็กสาวอายุราว 16 ปี เพราะเธอเห็นสายตามุ่งมั่นในดวงตาของทั้งสอง พวกเขาใช้มือหนึ่งจับมือกัน ส่วนอีกมือจับกรงขัง ทั้งสองมองมาทางเธอด้วยความหวัง
“ขอรับ” ชายหนุ่มเปิดห้องขัง ดึงเด็กทั้งสองออกมาและปิดดังเดิม เด็กคนที่เหลือในห้องขังต่างมีความหวัง รีบวิ่งมาจับกรงพยายามร้องขอความช่วยเหลือ
“ช่วยพวกเราด้วย! ช่วยด้วย! ฮือ” เสียงร้องโหวกเหวกโวยวาย บ้างก็เสียงร้องไห้ตะโกนไม่หยุดหย่อน
“หุบปากซะ!! กลับไปอยู่ที่เดิม ไม่งั้นพวกเจ้าอดอาหารแน่วันนี้” ชายหนุ่มหมดความอดทนตะโกนขึ้นมาเสียงดัง ไล่พวกเด็กๆ กลับไปอยู่มุมมืดที่เดิม
เด็กทั้งหมดในห้องขังต่างตัวสั่นด้วยความกลัว รวมถึงเด็กทั้งสองที่เฟยเจินเลือกออกมาด้วย พวกเขาใช้มือข้างหนึ่งจับมือกันแน่น หลับตาพยายามไม่ให้ตัวสั่น
“ช่วยเด็กเหล่านั้นด้วยเถิดขอรับ/เจ้าค่ะ!” เด็กสองคนคุกเข่าลงกับพื้น ขอร้องให้เด็กหญิงตรงหน้าช่วยชีวิตพวกเขาเหล่านั้น
“จะ… เจ้า!” ชายหนุ่มตกใจพยายามจะดึงตัวเด็กทั้งสองขึ้น แต่โดนฮุ่ยอิงจับแขนเขาไว้ก่อน เพราะนางเห็นสายตาคุณหนูมองมาที่นาง
“เจ้าออกไปรอด้านนอกก่อน” เฟยเจินหันไปทางชายหนุ่ม พูดขึ้นเสียงเรียบ หน้าตานิ่งสงบ ไม่มีแม้รอยยิ้ม
“ขะ… ขอรับ” ชายหนุ่มก้มหัว เดินออกไปอย่างเชื่อฟัง
“พวกเจ้าจะแลกชีวิตพวกเขากับสิ่งใดกันล่ะ” เฟยเจินมองไปทางเด็กสองคนที่คุกเข่าลงกับพื้นมองมาที่นาง
“ข้ายอมได้ทุกอย่างขอรับ!” เด็กชายวัย 12 ปี พูดขึ้นพร้อมเงยหน้าจ้องมองตาเด็กหญิง
“แลกกับชีวิตของเจ้าก็ได้งั้นหรือ” เฟยเจินเห็นสายตาที่มุ่งมั่นเช่นเดิม เธอจึงชักมีดเล่มเล็กออกมา พุ่งตัวเอามีดไปจ่อคอของเขาด้วยความเร็ว
เด็กชายอึ้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คอเขาสัมผัสกับมีดแหลมคม เขาหลับตาพยายามทำตัวไม่ให้สั่น แต่ร่างกายกลับสั่นสะท้านด้วยความกลัว